close
Rti Thaiดาวน์โหลด Rti App
Open
:::

สลด !! หนุ่มชาวเกาสงวัย 47 ปี เสียชีวิตหลังสำลักลูกชิ้นปลาหมึก

  • 12 February, 2024
  • ธีรวัช จาง
สลด !! หนุ่มชาวเกาสงวัย 47 ปี เสียชีวิตหลังสำลักลูกชิ้นปลาหมึก
สลด !! หนุ่มชาวเกาสงวัย 47 ปี เสียชีวิตหลังสำลักลูกชิ้นปลาหมึก

     วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 นครเกาสงเกิดเหตุชายวัย 47 ปี สำลักลูกชิ้นปลาหมึกขณะรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับครอบครัวในวัน “ชูเอ้อร์” จากนั้นไม่นานชายคนดังกล่าวไม่หายใจและหัวใจหยุดเต้น แม้จะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลแต่สุดท้ายแพทย์ไม่อาจช่วยชีวิตเอาไว้ได้  ปัจจุบันสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงยังอยู่ระหว่างการชันสูตร

     เกาเหว่ยฟง (高偉峰) ผู้ก่อตั้งสมาคมให้การช่วยเหลือทางการแพทย์ฉุกเฉิน (Association of Emergency Medical Services at Mass Gathering) เปิดเผยว่า วิธีการปฐมพยาบาลผู้ป่วยสำลักอาหาร หรือมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่ในทางเดินหายใจ อันดับแรก หากผู้ป่วยยังไออยู่ แสดงว่าระบบทางเดินหายใจยังไม่ถูกปิดกั้นอย่างสมบูรณ์ แนะนำให้ผู้ป่วยไอต่อไป เมื่อใดก็ตามที่วัตถุปิดกั้นทางเดินหายใจสมบูรณ์และไม่มีอากาศไหลผ่าน ผู้ป่วยจะไม่มีเสียง เนื่องจากเส้นเสียงของมนุษย์อยู่ติดกับทางเดินหายใจ ขณะเดียวกันให้รีบโทรหาสายด่วนฉุกเฉินเพื่อขอความช่วยเหลือ หรือรีบนำตัวส่งโรงพยาบาล

     ในระหว่างที่รอความช่วยเหลือ ให้เริ่มทำเฮมลิก แมนูเวอร์ (Heimlich maneuver) หรือ การรัดอัดท้องเพื่อให้สิ่งอุดตันหลุดออกมา  หากเป็นผู้ใหญ่และผู้ป่วยยังไม่หมดสติ ให้โอบผู้ป่วยจากด้านหลัง จากนั้นกำมือข้างที่ถนัดไว้ที่บริเวณท้องส่วนบนใต้ซี่โครงโดยเอานิ้วโป้งไว้ด้านใน มืออีกข้างโอบมาจับด้านล่างกำปั้นเพื่อช่วยพยุง กระตุกกำปั้นเข้าหาตัวในทิศทางเฉียงขึ้นเล็กน้อย ทำซ้ำเรื่อย ๆ จนกว่าสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมา หากผู้ป่วยหมดสติและไม่หายใจ ให้เริ่มการทำ CPR และหมั่นตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมที่ปาก หากหลุดออกมาแล้วให้รีบนำออกมาทันที เพื่อป้องกันไม่ให้อุดกั้นทางเดินหายใจซ้ำ ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ล้วงปากหากยังไม่เห็นสิ่งแปลกปลอม เนื่องจากอาจดันให้สิ่งแปลกปลอมอยู่ในตำแหน่งที่ลึกลงไปอีก

     เกาเหว่ยฟงเผยว่า หากเกิดกับตนเองขณะอยู่คนเดียว อันดับแรกให้พยายามขอความเหลือ ในระหว่างนั้นอาจใช้วิธีข้างต้นในการดันสิ่งแปลกปลอมออกจากหลอดลม ทั้งนี้ยังมีอีกวิธีคือการใช้ขอบโต๊ะหรือขอบพนักเก้าอี้ที่แข็งแรงมั่นคงเป็นตัวช่วย ยืนในตำแหน่งที่ขอบโต๊ะหรือขอบเก้าอี้อยู่ใต้ลิ้นปี่ จากนั้นออกแรงกระแทกตัวเองกับขอบโต๊ะหรือขอบเก้าอี้ เพื่อให้เกิดแรงดันที่กะบังลม จนร่างกายดันเอาอาหารที่อุดกั้นหลอดลมอยู่ออกมา ทั้งนี้อย่าใช้มุมแหลมของโต๊ะหรือเก้าอี้ ให้ใช้มุมด้านข้างแทน เนื่องจากอาจสร้างความบาดเจ็บเพิ่มเต็มได้

     สำหรับเด็กเล็กสามารถใช้วิธีจับเด็กนอนคว่ำบนแขน ให้ลำตัวเด็กพาดยาวตามแขนและศีรษะต่ำกว่าลำตัวเล็กน้อย ใช้สันมือตบบริเวณระหว่างสะบักด้านหลัง 5 ครั้ง หากยังไม่หลุดให้จับเด็กนอนหงาย โดยให้ศีรษะอยู่ต่ำกว่าลำตัวเช่นเดิม ใช้นิ้วมือกดตรงกระดูกหน้าอกส่วนล่าง 5 ครั้งจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุด

     เกาเหว่ยฟงกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าอาหารจะหลุดออกมาจากหลอดอาหารแล้ว ผู้ป่วยก็ควรไปให้แพทย์ตรวจร่างกายโดยละเอียดอีกครั้ง เนื่องอาจมีเศษอาหารหลงเหลืออยู่ นอกจากนี้ผู้ป่วยบางรายสำลักอาหารเนื่องจากปัญหาสุขภาพอื่นๆ เช่น อาการลมชัก หัวใจเต้นผิดปกติหรือหัวใจวายขณะรับประทานอาหารเป็นต้น

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง

ล่าสุดmore