สโมสรผู้ฟัง วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม 2561

  • 01 December, 2018
  • อโศก ศรีจันทร์
เป่ยเพียวจู๋ (北漂族) หรือกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่จากภาคใต้ที่เดินทางมาทำงานทางภาคเหนือ ด้วยเหตุผลภาคเหนือค่าจ้างสูงกว่า
การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้ เนื่องจากมีการลงประชามติถึง 10 รายการ กกต. วางแผนไม่ดี ทำผู้ใช้สิทธิเข้าแถวยาวเพื่อหย่อนบัตร บางคนเข้าแถวรอกว่า 2 ชม.

1. การเลือกตั้งท้องถิ่นไต้หวัน ทำลายสถิติหลายรายการ

       การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นของไต้หวันเมื่อวันที่ 24 พ.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นการสอบมิดเทอมการบริหารประเทศของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าหรือพรรค DPP ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ผลการเลือกตั้งในส่วนของตำแหน่งผู้ว่าการนครและเมืองในไต้หวัน ซึ่งมีทั้ง 22 เมือง พรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลาย จากเดิมที่มีเพียง 6 เมือง กวาดมาได้ 15 เมือง เพิ่มขึ้น 9 เมือง ส่วนพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า หรือดีพีพี (DPP) จากเดิมที่ครองตำแหน่ง 13 เมือง ลดเหลือ 6 เมือง ส่วนผู้สมัครอิสระ จากเดิมที่มี 3 ลดลงเหลือ 1 คือกรุงไทเป นายเคอเหวินเจ๋อ ผู้ว่าการคนปัจจุบันชนะคะแนนนายติงโส่วจงไปอย่างเฉียดฉิว

ชาวไต้หวันเข้าแถวรอรับบัตรเลือกตั้งใช้สิทธิด้วยความอดทน

      สถิติใหม่ที่น่าสนใจของการเลือกตั้งครั้งนี้

       1) การเลือกตั้งครั้งนี้ เนื่องจากเป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น 9 รายการ พ่วงการลงประชามติ 10 รายการ ทำให้ผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ได้รับบัตรลงคะแนนเสียง อย่างน้อย 13 ใบ มากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา


ชาวไต้หวันเข้าแถวรอรับบัตรเลือกตั้งใช้สิทธิ บางคนรอกว่า 2 ชม.

       2) จากการที่ต้องกาบัตรเลือกตั้งและลงประชามติอย่างน้อย 13 ใบ ทำให้ใช้เวลาในการลงคะแนนเสียงยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ ส่วนใหญ่ใช้เวลาเข้าแถวรอคิวนาน 1-2 ชั่วโมง อย่างคูหาเลือกตั้งในกรุงไทเปหลายแห่ง เมื่อถึง 16.00 น. หมดเวลาเลือกตั้งแล้ว ยังมีคนจำนวนมากไม่ได้หย่อนบัตร คณะกรรมการการเลือกตั้งตั้งยอมให้คนที่เข้าแถวรออยู่แล้วก่อนหมดเวลาให้สามารถรอคิวหย่อนบัตรต่อไปได้ ที่นานที่สุด จนถึงเวลา 19.46 น. จึงเสร็จสิ้นการหย่อนบัตร ใช้เวลาลงคะแนนเสียงและนับคะแนนเสียงนานที่สุด และทำให้เกิดสภาพการณ์ที่ เริ่มนับคะแนนแล้ว แต่ยังมีผู้คนจำนวนมากเข้าแถวรอหย่อนบัตร วุ่นวายกันพอสมควร และจากสภาพการณ์นี้ ทำให้ผู้คนด่าคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า วางแผนล่วงหน้าแย่ที่สุด จนนายเฉินอิงฉวน ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งต้องลาออกในวันต่อมา แต่แม้ต้องเข้าแถวรอยาวเหยียด ชาวไต้หวันก็อดทนรอจนได้หย่อนบัตร เพราะต้องการใช้สิทธิสนับสนุนนักการเมืองที่ตนชื่นชอบ

การเลือกตั้งท้องถิ่น 9 รายการครั้งนี้ เนื่องจากพ่วงการลงประชามติถึง 10 รายการ กกต. วางแผนไม่ดี ทำผู้ใช้สิทธิเข้าแถวยาวเหยียดเพื่อหย่อนบัตร บางคนเข้าแถวรอกว่า 2 ชม.

       3) การเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้สมัครรับเลือกตั้งที่เป็นผู้หญิงถึง 7 คนชนะการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นพรรคก๊กมินตั๋งทั้งสิ้น กลายเป็นผู้ว่าการหรือพ่อเมืองคนใหม่ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ของผู้ว่าการนครและเมืองทั้งหมดในไต้หวัน 22 เมือง มากที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งท้องถิ่นของไต้หวัน แสดงว่า นักการเมืองหญิงของไต้หวันกำลังมาแรง

ผู้ว่าการหญิงคนใหม่ (พรรคก๊กมินตั๋ง)  ทั้ง 7 คน ชนะการเลือกตั้งที่อี๋หลาน ฮัวเหลียน ไถตง ไทจง จางฮั่ว หยุนหลิน และเทศบาลเมืองเจียอี้

       4) การเลือกตั้งครั้งนี้ เกาสงกลายเป็นสนามชิงชัยที่ได้รับการจับตามากที่สุด นับเป็นครั้งแรกที่ความสนใจของประชาชนเปลี่ยนจากกรุงไทเปไปเป็นนครเกาสง

นายหานกั๋วอวี๋ จากพรรคก๊กมินตั๋ง ชูนโยบายเศรษฐกิจชนะการเลือกตั้งได้เป็นพ่อเมืองนครเกาสงคนใหม่ หลังจากพรรคดีพีพครองอำนาจกว่า 20 ปี

       5) เป็นการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่มีการหาเสียงเลือกตั้งดุเดือดเข้มข้นเร้าใจมากที่สุด แต่เมื่อผลการเลือกตั้งเริ่มทิ้งห่าง แม้ก่อนการเลือกตั้งจะมีการหาเสียงโจมตีคู่แข่งอย่างดุเดือด ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่รู้ตัวว่าน่าจะพ่ายแพ้ ก็โทรศัพท์ให้คู่ชิงแสดงความยินดี และเรียกร้องให้ผู้สนับสนุนให้การสนับสนุนพ่อเมืองคนใหม่ จัดเป็นการเลือกตั้งที่มีน้ำใจนักกีฬา มีมารยาทมากที่สุด และจะเห็นได้ว่า นักการเมืองคนไหนที่หาเสียงเลือกตั้งด้วยการโจมตีหรือป้ายสีคู่ต่อสู้รุนแรง ก็จะถูกประชาชนเมิน อย่างการเลือกตั้งครั้งนี้ คนด่าเก่ง แพ้หมด คนชนะคือหาเสียงด้วยนโยบาย ไม่โจมตีคนอื่น

เมื่อผู้สมัครที่ตนสนับสนุนคะแนนตามหลังคู่แข่งมากขึ้นเรื่อยๆ จะรู้สึกเสียใจน้ำตาไหล 

แต่หากผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ตนเชียร์ชนะการเลือกตั้ง จะดีอกดีใจร้องรำทำเพลง

       6) ชาวไต้หวันยินดีให้โอกาสนักการเมืองแสดงความสามารถ แต่หาก 4 ปีผ่านไป ไม่มีผลงานหรือบริหารงานไม่เอาไหน ประชาชนก็จะใช้บัตรเลือกตั้งไล่ให้ลงจากเก้าอี้

การเลือกตั้งครั้งนี้ กลุ่มคนที่เหนื่อยสุดน่าจะเป็นตำรวจ ยามว่างรีบงีบสักหน่อย

2. แสลงใหม่สุดฮอต 北漂 แปลตรงๆ คือ ล่องลอยหรือพเนจรไปทางเหนือ หมายถึงคนที่มาจากภาคกลางภาคใต้เข้ามาทำงานทางภาคเหนือเพราะมีโอกาสก้าวหน้ามากกว่าและได้เงินเดือนสูงกว่า จากผลการสำรวจล่าสุดพบเงินเดือนเฉลี่ยของผู้ใช้แรงงานทางภาคเหนืออยู่ที่ 39,450 เหรียญไต้หวัน ขณะที่ภาคกลาง 32,323 เหรียญไต้หวัน ภาคใต้ 32,804 เหรียญไต้หวัน

เป่ยเพียวจู๋ (北漂族) หรือกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่จากภาคใต้ที่เดินทางมาทำงานทางภาคเหนือ ด้วยเหตุผลภาคเหนือค่าจ้างสูงกว่า

นายหานกั๋วอวี๋ หาเสียงกับเป่ยเพียวจู๋ (北漂族) หรือกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่จากภาคใต้ที่เดินทางมาทำงานทางภาคเหนือ โดยสัญญาว่า ะทำให้นครเกาสงเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง คนรุ่นใหม่มีงานทำ ไม่ต้องร่อนเร่ขึ้นเหนือหางานทำอีก

3.    สำรวจพบบริษัทห้างร้านไต้หวันปีนี้จ่ายเงินโบนัสเฉลี่ย 1.11 เดือน นับว่าต่ำเป็นอันดับ 2 ในรอบ 5 ปี  ในจำนวนนี้ 18% ของผู้ประกอบการซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มเผยว่า ปีนี้ไม่มีแผนจ่ายโบนัสให้พนักงาน

ในปีนี้ สถาบันการเงินเป็นกลุ่มธุรกิจที่จ่ายโบนัสสูงสุด ส่วนที่แย่สุดคือธุรกิจเกี่ยวกับร้านอาหาร

ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์