ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2562

  • 08 March, 2019
  • อโศก ศรีจันทร์
สุราเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ก่อให้เกิดปัญหาแก่แรงงานต่างชาติ ทั้งเมาแล้วขับเกิดอุบัติเหตุและเกิดการทะเลาะวิวาท

1. ปี 2561 ที่ผ่านมา ชาวต่างชาติในไต้หวันถูกจับคดีอาญา 1,981 คน เวียดนามมากสุด 894 คน คนไทย 355 คน ในจำนวนนี้ 37% เป็นคดีเมาแล้วขับ ตามด้วยยาเสพติด 19.7%

       สำนักงานตำรวจของไต้หวันเปิดเผยข้อมูลการก่อคดีอาญาของชาวต่างชาติในไต้หวันในช่วง 7 เดือนแรกของปี 2561 ที่ผ่านมา มีทั้งหมด 2,051 คดี เพิ่มขึ้นกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปี 2560 จำนวน 194 คดี หรือเพิ่มขึ้น 10.45% ในจำนวนนี้ คดีก่ออันตรายต่อสาธารณะหรือเมาแล้วขับเพิ่มขึ้นมากที่สุด 84 คดี หรือเพิ่มขึ้น 14.92% ส่วนคดียาเสพติดลดลง 34 คดี หรือลดลง 10.49%

แรงงานต่างชาติในไต้หวัน ไม่ว่าจะชาติไหน ส่วนใหญ่นิยมดื่มสุรา หากดื่มในปริมาณพอเหมาะจะไม่ค่อยมีปัญหา 

       คดีอาญาที่ชาวต่างชาติก่อขึ้น มากที่สุดได้แก่คดีก่ออันตรายต่อสาธารณะหรือเมาแล้วขับ 647 คดี ครองสัดส่วน 31.55% มีชาวต่างชาติที่ถูกจับ 638 คน อันดับสองเป็นคดีลักทรัพย์ 321 คดี จับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 303 คน ตามด้วยคดียาเสพติด 290 คดี จับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 340 คน อันดับ 4 เป็นคดีช่อโกง 170 คดี จับกุมผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 150 คน และอันดับ 5 คดีทำร้ายร่างกาย 80 คดี ผู้ต้องหาชาวต่างชาติ 83 คน

      หากจำแนกตามสัญชาติแล้ว ชาวเวียดนามครองแชมป์ มีจำนวน 894 คนถูกจับข้อหาก่อคดีอาชญากรรม คิดเป็นอัตราส่วนร้อยละ 45.15 ตามมาด้วยคนไทย 355 คน ครองอัตราส่วนร้อยละ 17.93 อินโดนีเซีย 193 คน ครองสัดส่วน 9.75% ตามด้วยฟิลิปปินส์ 140 คน มาเลเซีย 91 คน ชาวอเมริกัน 66 คน และญี่ปุ่น 34 คน

 ร้านอาหารและผับเป็นหล่งเกิดปัญหามากที่สุดของแรงงาน

       ในจำนวนชาวต่างชาติที่ก่อคดีคดีอาชญากรรม ร้อยละ 65 หรือ 1,292 คน เป็นแรงงานต่างชาติ หากจำแนกตามประเภทของคดีแล้ว คดีอาชญากรรมที่แรงงานต่างชาติก่อขึ้น อันดับ 1 ได้แก่คดีก่ออันตรายต่อสาธารณะหรือเมาแล้วขับ ถูกจับกุม 486 คน ตามด้วยคดียาเสพติดถูกจับ 255 คน คดีลักทรัพย์ 209 คน

ตำรวจมีการไปประชาสัมพันธ์ระเบียบกฎหมายแตามแหล่งที่ชุมนุมของของแรงงานต่างชาติ เช่นที่ร้านอาหาร ฯลฯ

2. มาตรการลดหย่อนโทษของ สตม. เดือนเดียวมีผู้เข้ามอบตัวร่วม 3,000 คน 60% เป็นนักท่องเที่ยวที่อยู่เลยกำหนดวีซ่า คนไทยที่อยู่ในไต้หวันอย่างผิดกฎหมายและเข้ามอบตัวกว่า 113 คน

       โครงการพิเศษของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม) ที่ให้การลดหย่อนโทษสำหรับแรงงานต่างชาติที่หลบหนีนายจ้างและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่าที่เข้ามอบตัวตั้งแต่ 1 ม.ค.-30 มิ.ย. นี้ ด้วยการลดค่าปรับจาก 10,000 เหรียญเหลือ 2,000 เหรียญไต้หวัน และจะไม่ติดแบลกลิสต์ห้ามเข้าไต้หวัน สำหรับผู้หลบหนีหรืออยู่เลยกำหนดไม่เกิน 3 ปี ปรากฏว่า ตั้งแต่เริ่มเปิดให้เข้ามอบตัวตั้งแต่วันที่ 1 -31 ม.ค. ระยะเวลา 1 เดือน ที่ผ่านมา มีผู้เข้ามอบตัวแล้ว 2,844 คน ในจำนวนนี้ เป็นคนไทย 113 คน และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 60 เป็นนักท่องเที่ยวที่ถือวีซ่าเข้าเมืองและไม่ได้เดินทางกลับประเทศตามกำหนดเวลา สำหรับแรงงานต่างชาติที่หลบหนีนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายเข้ามอบตัว 1,140 คน หรือประมาณ 40%

สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวัน จัดกิจกรรมรณรงค์ให้ชาวต่างชาติที่อยู่อย่างผิดกฎหมายเข้ารายงานตัวเดินทางกลับประเทศ โดยลดหย่อนค่าปรับเหลือ 2,000 เหรียญไต้หวัน      

       โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกล่าวว่า เพื่อจะลดจำนวนการหลบหนีของแรงงานต่างชาติ ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 50,000 คน และนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าไต้หวันแล้วไม่กลับประเทศตามกำหนดเวลาอีกประมาณ 40,000 คน รวมทั้งหมด 90,000 คน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจึงได้ประกาศโครงการพิเศษ ลดหย่อนโทษสำหรับชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่า ซึ่งรวมแรงงานต่างชาติที่หลบหนีจากนายจ้างกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย และชาวต่างชาติที่อยู่เลยกำหนดวีซ่า

       ต่อเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญบางคน อย่างนางเย่อวี้หลัน อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยตำรวจที่กล่าววิจารณ์โครงการพิเศษดังกล่าวว่า ไม่ค่อยได้ผลและยังเป็นการส่งเสริมให้ชาวต่างชาติทำผิดกฎหมาย เพราะทำงานหาเงินอย่างผิดกฎหมายจนพอใจแล้วก็เข้ามอบตัว เสียค่าปรับเพียง 2,000 เหรียญ และไม่ติดแบลกลิสต์เข้าประเทศด้วย เกี่ยวกับเรื่องนี้ โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกล่าวว่า โครงการพิเศษดังกล่าว เป็นมาตรการจูงใจให้ผู้ที่พำนักอาศัยในไต้หวันอย่างผิดกฎหมายเดินทางกลับประเทศ เพราะหลังจากหมดเขตในวันที่ 30 มิ.ย. นี้แล้ว จะต้องเสียค่าปรับตามเดิม คือสูงสุด 10,000 เหรียญไต้หวัน และจะถูกห้ามเข้าไต้หวันเป็นเวลา 8 ปี รวมถึงช่วงระหว่างรอการส่งกลับ จะถูกกักอยู่ในสถานกักกันด้วย

ดือนมกราคมมีผู้เข้ารายงานตัวเดินทางกลับประเทศแล้ว 2,844 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวไทย 113 คน

3. ปี 2561 สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 มีผู้ใช้บริการ 1.8 แสนคน/ครั้ง แรงงานเวียดนามใช้บริการมากสุด และช่วยทวงคืนเงินค้างจ่ายให้แก่แรงงานต่างชาติได้แล้ว 139 ล้านเหรียญไต้หวัน

       ข้อมูลของกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานไต้หวันแถลงว่า สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 นอกจากเป็นสื่อกลางช่วยแก้ปัญหากรณีพิพาทระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ยังมีบริการแปลภาษาด้านการรักษาพยาบาล การติดต่อกับหน่วยงานราชการ ปัญหาด้านการทำงานและการใช้ชีวิต ยังเป็นล่ามเคลื่อนที่ทางโทรศัพท์ ซึ่งให้บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากแรงงานต่างชาติ นายจ้างและบริษัทจัดหางานแล้ว ปัจจุบัน ยังให้บริการแรงงานท้องถิ่นด้วย แต่ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ยังคงเป็นแรงงานต่างชาติ

สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 ให้บริการปรึกษาและคุ้มครองแรงงานต่างชาติตลอด 24 ชั่วโมง ไม่เว้นวันหยุด

       กรมพัฒนากำลังแรงงานกล่าวว่า สายด่วนคุ้มครองแรงงาน มีล่ามภาษาไทย อินโดนีเซีย เวียดนามและภาษาอังกฤษกว่า 40 คน ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเสียค่าโทรศัพท์ และสถิติในปี 2561 ที่ผ่านมา มีผู้โทรศัพท์ไปใช้บริการถึง 187,338 สาย ลดลง 23,350 สายเมื่อเทียบกับปี 2560 ที่ผ่านมา ในจำนวนนี้ร้อยละ 87.2 หรือ 163,422 สาย โทรศัพท์ไปขอรับคำปรึกษา ขณะที่ร้องเรียนปัญหาด้านแรงงานและกรณีพิพาท 22,770 สาย และร้องเรียนกรณีฉุกเฉิน 1,146 สาย ช่วยเหลือแรงงานต่างชาติโอนย้ายนายจ้างสำเร็จ 2,227 ราย ช่วยเรียกคืนค่าจ้างและเงินค้างจ่ายจากนายจ้างได้แล้ว 5,162 ราย รวมมูลค่า 139,002,474 เหรียญไต้หวัน

ปี 61 ที่ผ่านมา สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955 มีผู้ใช้บริการ 1.8 แสนคน/ครั้ง แรงงานเวียดนามใช้บริการมากสุด และช่วยทวงคืนเงินค้างจ่ายให้แก่แรงงานต่างชาติได้แล้ว 139 ล้านเหรียญไต้หวัน

       สำหรับช่วงเวลาที่แรงงานต่างชาตินิยมใช้บริการ ร้อยละ 53.2 โทรศัพท์ช่วงนอกเวลาทำการ เช่นกลางคืนและวันหยุด และชาติที่ใช้บริการมากที่สุดได้แก่เวียดนาม ครองสัดส่วนร้อยละ 43 ของผู้ใช้บริการทั้งหมด อันดับ 2 ได้แก่แรงงานอินโดนีเซีย ร้อยละ 32.8 อันดับ 3 ได้แก่ฟิลิปปินส์ ร้อยละ 14.2 ส่วนแรงงานไทยใช้บริการน้อยที่สุด ร้อยละ 5.9

       ส่วนปัญหาที่ขอคำปรึกษามากที่สุด 25.2% เป็นปัญหาเกี่ยวกับสัญญาจ้างงาน ซึ่งประกอบด้วย ปัญหาค่าอาหารที่พัก การยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด ค่าชดเชยให้ออกจากงาน นายจ้างสั่งให้ไปทำงานนอกเหนือจากที่ได้รับอนุญาต ปัญหาการส่งกลับโดยไม่สมัครใจและค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับประเทศเป็นต้น รองลงมาเป็นปัญหาการเปลี่ยนนายจ้างใหม่ 13.3% ปัญหาเกี่ยวกับบริษัทจัดหางาน 7.8% ด้านการบริหารดูแล 7.4% และปัญหาค่าจ้าง 6.8%

       สำหรับเรื่องที่มีการร้องเรียนมากที่สุดยังคงได้แก่ เอกสารประจำตัว 24.2% ตามด้วยปัญหาค่าจ้าง 20.6% สัญญาจ้าง 17.1% การบริหารงานแรงงานต่างชาติของนายจ้าง 12.8%

สภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955