ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 12 เมษายน 2562

  • 12 April, 2019
  • อโศก ศรีจันทร์
กลุ่มผู้ประกอบการปูนซิเมนต์เสนอแยกค่าจ้างขั้นต่ำและแรงงานต่างชาติออกจากกัน ขณะสัมมนาร่วมกับ รมว. กระทรวงแรงงาน

1. ผู้ประกอบการปูนซิเมนต์เรียกร้องแยกค่าจ้างขั้นต่ำออกจากแรงงานต่างชาติ รมว.กระทรวงแรงงานยืนยันไม่เหมาะสม ชี้การที่ค่าจ้างแรงงานท้องถิ่นตกต่ำ ไม่ใช่ผลจากแรงงานต่างชาติได้รับการคุ้มครองจากค่าจ้างขั้นต่ำ

        เมื่อวันที่ 1 เม.ย. ที่ผ่านมา นางสวี่หมิงชุน รมว. กระทรวงแรงงานเข้าร่วมพิธีลงนามร่วมเป็นหุ้นส่วนความปลอดภัยในการทำงานระหว่างกรมอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของกระทรวงแรงงานกับสมาคมผู้ประกอบการปูนซิเมนต์ไต้หวัน โดยกลุ่มผู้ประกอบการปูนซิเมนต์เสนอในที่ประชุมสัมมนากับรมว.กระทรวงแรงงานหลังพิธีลงนามว่า ควรจะแยกค่าจ้างขั้นต่ำและแรงงานต่างชาติออกจากกัน เนื่องจากการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทีไร ผู้ได้รับผลประโยชน์เต็มๆ ได้แก่แรงงานต่างชาติ แรงงานท้องถิ่นซึ่งมีค่าจ้างสูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ไม่ได้รับอานิสงส์จากการนี้ ส่งผลให้ความหวังที่รัฐต้องการปรับปรุงค่าจ้างแรงงานท้องถิ่นให้สูงขึ้น ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง ขณะที่ทำให้ต้นทุนด้านแรงงานของผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้น และเรียกร้องให้ลดจำนวนเงินที่นายจ้างต้องจ่ายเข้ากองทุนประกันความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่น ซึ่งแต่ละเดือนนายจ้างต้องจ่าย 2,000 เหรียญไต้หวันต่อการว่าจ้างแรงงานต่างชาติ 1 คน ขอให้ลดลงเหลือ 1,500เหรียญไต้หวันต่อคนต่อเดือน นอกจากนี้ยังต้องการให้กระทรวงแรงงานเจรจากับประเทศผู้ส่งออกแรงงานปรับขึ้นอัตราค่าอาหารและที่พักที่อนุญาตให้เรียกเก็บได้ในปัจจุบันเดือนละ 2,500 เหรียญไต้หวันให้สูงขึ้น เพราะเป็นตัวเลขร่วม 20 ปีที่แล้ว ปัจจุบันค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก

นางสวี่หมิงชุน รมว. กระทรวงแรงงาน (คนกลาง) ชี้การที่ค่าจ้างแรงงานท้องถิ่นตกต่ำ ไม่ใช่ผลจากแรงงานต่างชาติได้รับการคุ้มครองจากค่าจ้างขั้นต่ำ

 

        นางสวี่หมิงชุนกล่าวตอบว่า ระบบค่าจ้างขั้นต่ำเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ใช้แรงงาน การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ใช่ว่าแรงงานต่างชาติจะได้รับประโยชน์แต่เพียงกลุ่มเดียว แรงงานท้องถิ่นก็ได้รับผลประโยชน์เช่นกัน ทั้งนี้จากตัวเลขของกระทรวงแรงงานพบว่า ปัจจุบัน ผู้ใช้แรงงานที่มีค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ มีประมาณ 1.8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างชาติในภาคการผลิตเพียง 450,000 คน ที่เหลือ 1.2 ล้านคนเป็นผู้ใช้แรงงานท้องถิ่น ซึ่งประกอบด้วยผู้ที่ทำงานหารายได้เสริม นักเรียนนักศึกษาที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง รวมถึงแม่บ้านและผู้เกษียณอายุที่หางานทำต่อเป็นต้น ขณะเดียวกัน แรงงานท้องถิ่นจำนวนมาก แม้จะได้รับค่าจ้างสูงกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ โดยเฉพาะในโรงงานที่ผลิตสินค้าเทคโนโลยีชั้นสูง ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะปรับขึ้นค่าจ้าง โดยอ้างอิงการปรับขึ้นของอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จึงไม่ใช่เพียงแรงงานต่างชาติได้รับประโยชน์แต่เพียงกลุ่มเดียว นอกจากนี้ หากดูจากประเทศที่มีกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ ล้วนมีการครอบคลุมแรงงานต่างชาติอยู่ด้วย การแยกค่าจ้างขั้นต่ำและแรงงานต่างชาติออกจากกัน ไม่ให้ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำ ทำให้แรงงานต่างชาติได้รับการปฏิบัติที่ไม่เท่าเทียมกัน จะฝ่าฝืนกฎบัตรและธรรมเนียมปฏิบัติของสากล และขัดกับอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ อีกทั้งปัจจุบัน ประเทศคู่แข่งอย่างญี่ปุ่นและเกาหลี ซึ่งต่างประสบปัญหาอัตราการเกิดตกต่ำ ประชากรสูงอายุและประสบภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนักเช่นกัน หากไต้หวันจ่ายค่าจ้างต่ำเกินไป แรงงานต่างชาติมีทางเลือกไปทำงานประเทศอื่น จะส่งผลทางด้านลบต่อการนำเข้าแรงงานต่างชาติมาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมของไต้หวัน จึงไม่สมควรและไม่เหมาะสมจะแยกค่าจ้างขั้นต่ำและแรงงานต่างชาติออกจากกัน

ผู้ใช้แรงงานที่มีค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ มีประมาณ 1.8 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานต่างชาติในภาคการผลิต 450,000 คน

        ส่วนกองทุนเพื่อความมั่นคงในการทำงานของแรงงานท้องถิ่น เนื่องจากความต้องการนำเข้าแรงงานต่างชาติของนายจ้างไต้หวันในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา เพิ่มจำนวนขึ้น 2-3 เท่าตัว ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมามีจำนวน  704,000 คนแล้ว ส่งผลกระทบต่อโอกาสทำงานของแรงงานท้องถิ่นอย่างแน่นอน กองทุนฯ ดังกล่าว ตั้งขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ช่วยให้การทำงานของแรงงานท้องถิ่นมีความมั่นคง จึงมีความจำเป็นจะต้องคงอยู่ต่อไป ส่วนจำนวนเงินที่นายจ้างต้องจ่ายเข้ากองทุนฯ เมื่อได้รับอนุญาตนำเข้าแรงงานต่างชาติแล้วจะลดลงหรือไม่ อย่างไร? จะนำข้อเสนอของผู้ประกอบการไปศึกษาและพิจารณาความเป็นไปได้ รวมถึงค่าอาหารและที่พักของแรงงานต่างชาติ กระทรวงแรงงานจะนำไปหารือกับประเทศผู้ส่งออกต่อไป

แรงงานต่างชาติภาคการผลิต 450,000 คน ได้รับการคุ้มครองจากระบบค่าจ้างขั้นต่ำ

2. กลุ่มนายจ้างเรียกร้องจัดทำทะเบียนประวัติผู้อนุบาล สกัดผู้อนุบาลด้อยคุณภาพย้ายไปทำร้ายนายจ้างใหม่

        ข่าวผู้อนุบาลทำร้ายผู้สูงอายุ คนป่วย หรือทำงานอย่างไม่ตั้งใจ ทำให้ผู้ถูกดูแลเกิดความเสียหายหรือได้รับบาดเจ็บ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างเมื่อปลายปีที่แล้ว มีผู้อนุบาลอินโดนีเซียรายหนึ่ง ตบและทีบหน้าอากงที่ดูแล ภาพทำร้ายคนแก่ถูกโพสลงเฟซบุ๊ก ชาวโซเชียลด่าลั่นกันทั้งเมือง หรืออย่างต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีผู้อนุบาลอินโดนีเซียรายหนึ่ง เข็นอากงอายุ 98 ปีออกนอกบ้าน มัวแต่ฟังเพลงจากมือถือจนเพลิน ไม่ได้มองดูเลยว่าเท้าของอากงวางบนที่พักเท้าหรือไม่? ทำให้เท้าอากงถูไปกับพื้นตลอดทางจนเห็นกระดูก

ผู้อนุบาลอินโดโหด ตบและถีบหน้าคนชรา ภาพทำร้ายผู้สูงอายุถูกโพสลงเฟซบุ๊ก ชาวโซเชียลด่าลั่นทั้งเมือง

        กลุ่มตัวแทนของนายจ้างที่ชื่อว่า สมาคมส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างกล่าวว่า นโยบายคุ้มครองแรงงานต่างชาติของรัฐบาลในปัจจุบัน ขาดระบบที่มีประสิทธิภาพในการลงโทษและคัดแรงงานต่างชาติที่มีปัญหาออกจากตลาดแรงงาน ผู้อนุบาลที่ไร้คุณสมบัติและมีปัญหาอย่างเด่นชัด ยังสามารถย้ายไปทำงานกับนายจ้างรายใหม่ และไปสร้างปัญหาให้กับนายจ้างใหม่ต่อไป ส่งผลให้แรงงานต่างชาติไม่ให้ความสำคัญกับการทำงานอย่างเต็มที่และตั้งใจ จึงเรียกร้องให้กระทรวงแรงงาน จัดทำทะเบียนประวัติของแรงงานต่างชาติ เพื่อให้นายจ้างใหม่ที่รับเข้าทำงานได้รับรู้ข้อมูลและประวัติการทำงานที่ผ่านมา ป้องกันเกิดปัญหาซ้ำรอย

ผู้อนุบาลส่วนใหญ่ขยันอดทน แต่มีบางคนที่มัวแต่เล่นมือถือ ไม่ใส่ใจกับหน้าที่การงาน

        นอกจากนี้ สมาคมส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างและลูกจ้าง ยังได้ประชาสัมพันธ์ชักชวนให้นายจ้างลงชื่อเรียกร้องรัฐบาลอีก 6 รายการ ประกอบด้วย เมื่อแรงงานต่างชาติหลบหนี หรือเปลี่ยนนายจ้างใหม่ นายจ้างรายเดิมสามารถยื่นขอว่าจ้างแรงงานรายใหม่ทันทีโดยไม่ต้องรอ ลงโทษบริษัทจัดหางานที่มีพฤติกรรมหากินกับการโอนย้ายแรงงานต่างชาติ เพิ่มโทษสำหรับนายหน้าผิดกฎหมายที่จัดหางานหรือให้ที่พักพิงแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย ขอให้ขยายระยะเวลาทำงานของผู้อนุบาลต่างชาติที่ทำงานกับนายจ้างรายเดียวกันและครบ 14 ปี เป็นต้น เพื่อจะได้นำไปเรียกร้อง ขอให้กระทรวงแรงงานปรับปรุงแก้ไขต่อไป

กลุ่มนายจ้างเรียกร้องจัดทำทะเบียนประวัติผู้อนุบาล สกัดกั้นผู้อนุบาลด้อยคุณภาพย้ายไปทำร้ายนายจ้างรายใหม่

3. ตำรวจไถหนานกวาดล้างยาเสพติดในกลุ่มแรงงานต่างชาติ ทะลายผับฉาว จับ 8 แรงงานเวียดนามมั่วสุมเสพยาเสพติด

        ปัญหาการระบาดของยาเสพติดในกลุ่มแรงงานต่างชาตินับวันจะรุนแรงขึ้น จากอดีตที่ระบาดแต่ในกลุ่มแรงงานไทย ลุกลามไปยังแรงงานเวียดนาม จากภาคเหนือ ขยายไปทางภาคกลาง และภาคใต้ โดยเฉพาะที่ไถหนาน ซึ่งมีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่ประมาณ 60,000 คน ครองสัดส่วนร้อยละ 8.6 ของแรงงานต่างชาติทั้งหมด 704,223 คน ในจำนวนนี้ แรงงานเวียดนามมีจำนวนมากที่สุด 21,000 คน ตามด้วยอินโดนีเซียและฟิลปปินส์ ชาติละ 19,000 คน ส่วนคนงานไทยมีประมาณ 5,400 คน ปัญหายาเสพติดในกลุ่มแรงงานต่างชาติในนครไถหนานมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะมีผับและร้านอาหารบางแห่ง ปล่อยให้ลูกค้าซึ่งเป็นแรงงานต่างชาติจัดปาร์ตี้ยาเสพติดอย่างเมามันส์ ที่ผ่านมา ตำรวจมีการบุกทะลายผับแรงงานเวียดนามไปแล้วหลายแห่ง

ตำรวจไถหนานตรวจเข้มผับแรงงานต่างชาติ ในภาพเป็นผับที่เปิดบริการแรงงานเวียดนาม

        ล่าสุด เมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา ผู้บังคับการสถานีตำรวจไถหนาน นำชุดกวาดล้างยาเสพติดเอง ออกปฏิบัติการตรวจค้นผับและร้านอาหารที่บริการแรงงานต่างชาติในเขตหย่งคัง นครไถหนาน พบผับแห่งหนึ่งตั้งอยู่ในที่ลับตา กลางวันปิดประตูเงียบ แต่พอตกเย็น จะมีแรงงานเวียดนามที่เลิกจากการทำงานทยอยเดินทางมาชุมนุมกันที่นี้จำนวนมาก ตำรวจจึงบุกเข้าไปตรวจค้น พบยาเสพติดถูกทิ้งไว้ที่ช่องระบายอากาศจำนวนหนึ่ง เป็นยาไอซ์ 2 ซอง ยาเคหรือเคตามีน 1 ซองอุปกรณ์เสพ 2 ชุดและยาอี หรือ MDMA 16 เม็ด

        ตำรวจถามว่าเป็นของใคร แต่ไม่มีใครยอมรับเป็นเจ้าของ จึงนำแรงงานเวียดนามทั้งหมด 19 คน พร้อมด้วยนายหวางเจ้าของผับ กลับไปสอบสวนยังสถานีตำรวจ ทำให้แรงงานต่างชาติเหล่านี้เปลี่ยนที่สังสรรค์จากผับไปเป็นที่สถานีตำรวจ อย่างไรก็ตาม ขณะสอบปากคำ ไม่มีใครรับสารภาพว่าเป็นเจ้าของและเสพยาเสพติด ตำรวจจึงให้ทั้งหมดตรวจปัสสาวะ พบแรงงานเวียดนาม 7 คน และนายหวาง เจ้าของผับที่มีปัสสาวะสีม่วง  จึงควบคุมตัวไว้ดำเนินคดีข้อหาเสพและมียาเสพติดไว้ในครอบครอง ส่วนนายหวางเจ้าของผับยังโดนข้อหาจัดหาสถานที่ให้ผู้อื่นเสพยาเสพติดอีก 1 กระทง

        นอกจากผับแห่งนี้แล้ว ก่อนหน้านี้ ยังมีการตรวจค้นร้านอาหารอีกหลายแห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นร้านอาหารเวียดนาม จับกุมแรงงานเวียดนามจำนวนหนึ่ง และเจ้าของร้านถูกตั้งข้อหาจัดหาสถานมั่วยาเสพติด ทำให้ร้านค้าเวียดนามในนครไถหนานจำนวนมาก ผวาไปตามๆ กัน โฆษกสถานีตำรวจไถหนานแถลงว่า จะมีการตรวจจับอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง และเตือนเจ้าของผับและร้านอาหารที่เปิดบริการอย่างผิดกฎหมาย อย่างคิดว่าจะรอด

แรงงานเวียดนามเสพและจำหน่ายยาเสพติดถูกจับเป็นจำนวนมาก