ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 พฤษภาคม 2562

  • 10 May, 2019
  • อโศก ศรีจันทร์
การก่อสร้างอาคารหลังที่ 3 ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนไม่คืบหน้า ล่าช้ากว่ากำหนด 3 ปี เลื่อนเปิดใช้งานต้นปี 2567

1. กลุ่ม NGO และแรงงานต่างชาติชุมนุมเรียกร้องเลิกระบบจัดส่งผ่านบริษัทจัดหางาน หันมาจัดส่งโดยรัฐ กระทรวงแรงงานยืนยัน ไต้หวันเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้หลากหลายช่องทาง

      เครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน (MENT) ซึ่งเป็นแนวร่วมกลุ่ม NGO พร้อมด้วยแรงงานต่างชาติประมาณ 300 คน ได้ไปชุมนุมหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงานในกรุงไทเป และนำผ้าที่เขียนเต็มไปด้วยข้อเรียกร้องประมาณ 2,000 ชิ้นมาเย็บปะเป็นผ้าห่มควิลท์ผืนใหญ่ ประท้วงบริษัทจัดหางานที่ผูกขาดตลาดแรงงานต่างชาติมาโดยตลอดและมีการเรียกรับค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวจากแรงงานต่างชาติในอัตราสูง เรียกร้องให้ยกเลิกระบบการจัดส่งแรงงานผ่านบริษัทจัดหางาน หันมาประสานกับประเทศผู้ส่งออกเพื่อใช้ระบบการจัดส่งแรงงานต่างชาติโดยรัฐต่อไป

แนวร่วมกลุ่ม NGO พร้อมด้วยแรงงานต่างชาติ นำผ้าที่เขียนเต็มไปด้วยข้อเรียกร้องประมาณ 2,000 ชิ้นมาเย็บปะเป็นผ้าห่มควิลท์ผืนใหญ่

      เนื่องจากวันแรงงานแห่งชาติปีนี้ ตรงกับวันพุธที่ 1 พ.ค. กลุ่ม NGO ที่เรียกว่าเครือข่ายสนับสนุนและเสริมพลังแรงงานย้ายถิ่นในไต้หวัน เพื่อให้กลุ่มแรงงานต่างชาติที่ปกติต้องทำงานมีโอกาสแสดงความเห็น จึงเลือกวันอาทิตย์ที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา ไปชุมนุมหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงาน นส.หลิวเสี่ยวอิน 1 ในสมาชิกของเครือข่าย MENT กล่าวว่า นับตั้งแต่ไต้หวันเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติอย่างเป็นทางการเมื่อปีค.ศ. 1992 เป็นต้นมา จนถึงปลายปีที่แล้ว ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในไต้หวันทะลุหลัก 700,000 คนแล้ว กลายเป็นกลุ่มชนขนาดใหญ่อันดับที่ 4 ของไต้หวัน มากกว่าชนเผ่าพื้นเมืองของไต้หวันที่มีจำนวนประชากร 560,000 คนเสียอีก ช่วยเติมเต็มภาวะขาดแคลนแรงงานขั้นพื้นฐานของไต้หวัน สมควรจะต้องให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ของพวกเขา แต่รัฐบาลกลับไม่ได้ให้การดูแลคุ้มครองสิทธิประโยชน์ทั้งในด้านการทำงานและด้านสิทธิมนุษยชน ปล่อยให้บริษัทจัดหางานขูดรีดและหาผลประโยชน์จากแรงงานต่างชาติตามอำเภอใจ

กลุ่ม NGO และแรงงานต่างชาติชุมนุมเรียกร้องเลิกระบบจัดส่งโดยบริษัทจัดหางาน หันมาใช้ระบบจัดส่งโดยรัฐ

      ด้าน นส. เฉินหรงโหรว สมาชิกสมาคมแรงงานนานาชาติไต้หวัน หรือ (TIWA) กล่าวว่า ก่อนเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน แรงงานต่างชาติทุกคนจะต้องจ่ายค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวให้แก่บริษัทจัดหางานในต่างประเทศคิดเป็นเงิน 80,000-200,000 เหรียญไต้หวัน แม้กฎหมายจะยกเลิกข้อบังคับให้แรงงานต่างชาติต้องเดินทางกลับประเทศไปทำเรื่องและเสียค่าหัวคิวมารอบใหม่ อนุญาตให้ต่อสัญญาใหม่ที่ไต้หวันได้ แต่หากประสงค์จะเปลี่ยนนายจ้างใหม่หรือแม้กระทั่งต่อสัญญาใหม่ ยังต้องจ่ายเงินค่าต่อสัญญาหรือค่าซื้อตำแหน่งงานให้แก่บริษัทจัดหางานในไต้หวันตั้งแต่ 20,000-90,000 เหรียญ แล้วยังต้องจ่ายค่าบริการรายเดือนแก่บริษัทจัดหางาน รวมค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงกว่าหลายแสน ส่งผลให้แรงงานต่างชาติเป็นหนี้ตั้งแต่ยังไม่ได้เดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน เมื่อเดินทางมาถึงแล้ว ต้องทำงานใช้หนี้หมดแล้วจึงจะมีเงินเก็บ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้แรงงานต่างชาติมีแรงกดดันจากการถูกบริษัทจัดหางานขูดรีด และเนื่องจากช่องทางการหางานถูกผูกขาดโดยบริษัทจัดหางาน ขณะที่รัฐบาลไม่สามารถสอดส่องตรวจตราบริษัทจัดหางานและนายจ้างได้ทั่วถึง และไม่มีระบบการจัดหางานที่อำนวยความสะดวกและเหมาะสม ส่งผลให้แรงงานต่างชาติจำนวนมากที่ประสบปัญหาและไม่มีหนทางแก้ไข เลือกวิธีหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย

กลุ่ม NGO ประท้วงบริษัทจัดหางานผูกขาดตลาดแรงงาน ขูดรีดแรงงานต่างชาติตามอำเภอใจ เรียกร้องให้เลิกการจัดส่งผ่านบริษัทจัดหางาน หันมาจัดส่งโดยรัฐ

        นอกจากนี้ แนวร่วมกลุ่ม NGO ยังกล่าวว่า แม้สภานิติบัญญัติจะผ่านการแก้กฎหมายการจ้างงานมาตรา 52 ยกเลิกข้อบังคับให้แรงงานต่างชาติต้องเดินทางกลับประเทศอย่างน้อย 1 วัน หลังทำงานครบสัญญา ไม่ต้องกลับไปเสียค่าหัวคิวมารอบใหม่ อนุญาตให้ต่อสัญญาที่ไต้หวันได้  แต่เนื่องจากไม่มีกฎระเบียบและมาตรการรองรับที่ได้ผล ทำให้บริษัทจัดหางานยังคงเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากแรงงานต่างชาติอย่างเหิมเกริมกันต่อไป ดังนั้นพวกตนจึงเรียกร้อง ขอให้กระทรวงแรงงานยกเลิกระบบการจัดส่งแรงงานต่างชาติผ่านบริษัทจัดหางาน หันไปใช้การจัดส่งโดยรัฐหรือที่เรียกกันว่า G To G ขณะเดียวกันจัดระบบใหม่และเพิ่มบริการด้านล่ามให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงจะช่วยคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของแรงงานต่างชาติได้

ปัจจุบัน ในไต้หวันมีกลุ่ม NGO ใหม่ๆ ที่จัดตั้งโดยแรงงานฟิลิปปินส์ เวียดนามและอินโดนีเซียผุดขึ้นหลายองค์กร

        ในการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ นอกจากกลุ่ม NGO ของชาวไต้หวันแล้ว ยังพบกลุ่ม NGO ใหม่ๆ ที่จัดตั้งโดยแรงงานต่างชาติ โดยความช่วยเหลือของ NGO ของไต้หวัน อย่างสหภาพแรงงานเวียดนาม องค์การแรงงานฟิลิปปินส์สามัคคี หรือ Kasapi และแนวร่วมแรงงานอินโดนีเซียในไต้หวัน หรือ IPIT เป็นต้น

        ต่อข้อกล่าวหาของกลุ่ม NGO ที่กล่าวว่า กระทรวงแรงงานปล่อยปละละเลย ให้บริษัทจัดหางานขูดรีดแรงงานต่างชาติตามอำเภอใจ กระทรวงแรงงานออกมาชี้แจงว่า ไต้หวันอนุญาตให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้หลากหลายช่องทาง นอกจากมอบหมายให้บริษัทจัดหางานเป็นผู้จัดส่งได้แล้ว นายจ้างยังสามารถนำเข้าได้เองโดยตรง ไม่ต้องผ่านบริษัทจัดหางาน โดยผ่านความช่วยเหลือของศูนย์บริการจ้างตรงของกระทรวงแรงงาน

        กระทรวงแรงงานกล่าวว่า การจ้างตรง เพื่อลดภาระแรงกดดันทางหนี้สินของแรงงานต่างชาติ เป็นนโยบายหลักของกระทรวงแรงงาน ส่วนการจัดส่งแรงงานต่างชาติผ่านระบบรัฐต่อรัฐ เกี่ยวข้องกับนโยบาย ระเบียบกฎหมายและความสมัครใจของประเทศผู้ส่งออก อย่างเช่น รัฐบาลอินโดนีเซียมีข้อกำหนดให้การเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันในครั้งแรกของผู้อนุบาลอินโดนีเซีย จะต้องผ่านการจัดส่งของบริษัทจัดหางานเท่านั้น นายจ้างจะจ้างตรงได้ก็ต่อเมื่อการว่าจ้างในรอบที่ 2 อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานจะพยายามผลักดันและเจรจากับประเทศผู้ส่งออกแรงงานให้หันมาร่วมมือกัน จัดส่งแรงงานในระบรัฐต่อรัฐมากขึ้น นอกจากนี้ ปัจจุบัน กระทรวงแรงงานได้ส่งเสริมให้องค์กรนิติบุคคลที่ไม่แสวงหาผลกำไร เป็นผู้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้ โดยไม่ต้องวางเงินประกันขณะจดทะเบียนเป็นผู้จัดส่งแรงงานต่างชาติเป็นเงิน 5 ล้าน และ 3 ล้านเหรียญไต้หวัน ตามข้อกำหนดของบริษัทจัดหางานทั่วไป

 

กระทรวงแรงงานยืนยัน ไต้หวันเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้หลากหลายช่องทาง  

2. บริษัทรับเหมาไม่มั่นใจจะนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ตามต้องการ ทำอาคารหลังที่ 3 ท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนไม่คืบหน้า ล่าช้ากว่ากำหนด 3 ปี เลื่อนเปิดใช้งานต้นปี 2567

        โครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ของท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน ซึ่งเดิมกำหนดจะก่อสร้างแล้วเสร็จปลายปี 2563 และจะเปิดใช้งานต้นปี 2564 ขณะนี้เนื่องจากขาดแคลนคนงาน ผู้รับเหมาก่อสร้างประมาณการว่าต้องนำเข้าแรงงานต่างชาติถึง 2,000 คน มากกว่าที่โควตากำหนด ทำผู้รับเหมาไม่มั่นใจ ส่งผลให้การประมูลอาคารโครงสร้างหลักล้มมาถึง 2 ครั้ง บริษัทการท่าอากาศยานเถาหยวนเจ้าของโครงการกล่าวเรียกร้องรัฐบาลให้คำมั่นก่อนว่าจะอนุญาตให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้จำนวนเท่าไหร่ เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้รับเหมา อย่างไรก็ตาม จากผลคืบหน้าการก่อสร้างในขณะนี้ บริษัทการท่าอากาศยานเถาหยวนยืนยันว่า ต้องเลื่อนกำหนดการเปิดใช้ไปเป็นต้นปี 2567 ล่าช้ากว่ากำหนดถึง 3 ปี

ภาพจำลองอาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนหลังที่ 3

         สืบเนื่องจากอาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานเถาหยวนหลังที่ 1 และ 2 รองรับผู้โดยสารได้ปีละ 37 ล้านคนครั้ง แต่จำนวนผู้โดยสารที่ใช้บริการท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนสูงทะลุ 40 ล้านคนครั้งในปี 2558 เพิ่มเป็น 44.88 ล้านคนครั้งในปี 2559 และ46 ล้านคนครั้งในปี 2560 ทำให้เกิดความแออัด จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 โดยรัฐบาลได้อนุมัติโครงการและเริ่มทำการก่อสร้างตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560 มีกำหนดจะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2563 และเริ่มเปิดให้บริการได้ในต้นปี 2564 แต่เมื่อปีที่แล้วการประมูลโครงสร้างหลักของอาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 ประสบความล้มเหลวถึง 2 ครั้ง สาเหตุหลักเป็นเพราะผู้รับเหมาไม่มั่นใจว่า เมื่อได้รับประมูลโครงการมาแล้ว จะสามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติตามความต้องการหรือไม่? จากการประมาณการคาดว่า จะต้องใช้แรงงานก่อสร้าง 5,000 คน แรงงานต่างชาติ 2,000 คน เกินกว่าที่กระทรวงแรงงานจะอนุญาตประมาณครึ่งหนึ่ง จึงเกรงว่า จะไม่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้เพียงพอต่อความต้องการ และตามกฎระเบียบ หลังได้รับการประมูลโครงการแล้วจึงจะยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ มีความเสี่ยงสูงที่โครงการก่อสร้างจะไม่แล้วเสร็จตามกำหนด บรรดาผู้รับเหมาต่างไม่กล้าเข้าร่วมประมูล

ภาพจำลองภายในอาคารผู้โดยสารของท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนหลังที่ 3

         บริษัทการท่าอากาศยานเถาหยวนกล่าวว่า จากสภาพการณ์ดังกล่าว ทำให้ต้องเลื่อนกำหนดเวลาก่อสร้างแล้วเสร็จออกไปในปลายปี 2566 และทดลองเปิดให้บริการในต้นปี 2567 ล่าช้ากว่ากำหนด 3 ปี และเพื่อให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ จึงเรียกร้องกระทรวงแรงงานให้ความมั่นใจแก่ผู้เข้าร่วมประมูลว่า จะอนุญาตนำเข้าแรงงานต่างชาติในจำนวนที่เพียงพอต่อความต้องการ

การก่อสร้างอาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนหลังที่ 3 ล่าช้ากว่ากำหนด 3 ปี 

        ปัจจุบัน มีการนำเข้าแรงงานไทยแล้วประมาณ 200 คน โดยเมื่ออาคารผู้โดยสารหลังที่ 3 สร้างเสร็จและเปิดให้บริการแล้ว จะรองรับผู้โดยสารได้ปีละ 20 ล้านคนครั้ง ปริมาณรองรับผู้โดยสารของท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวนรวมทั้งหมด ปีละ 45 ล้านคนครั้ง ซึ่งจะช่วยบรรเทาความแออัดในปัจจุบันลงได้อย่างมาก