ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2562

  • 05 July, 2019
  • อโศก ศรีจันทร์
19 นักศึกษาอินโดนีเซียถูกบริษัทจัดหางานหลอกมาทำงานในไต้หวัน ศธ.ลงโทษหนักมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง

1. ไต้หวันจะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำหรือไม่? เท่าไหร่? รู้แน่ในวันที่ 14 ส.ค. นี้ ฝ่ายลูกจ้างเสนอปรับขึ้นทีเดียวเป็น 28,000 เหรียญ

        กระทรวงแรงงานได้เชิญตัวแทนฝ่านนายจ้างและลูกจ้างมาหารือเพื่อกำหนดเวลาประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ ในที่ประชุมตกลงกำหนดให้วันที่ 14 ส.ค. เป็นวันประชุมเพื่อหาเรื่องการปรับค่าจ้างขั้นต่ำประจำปี โดยจะมีคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนกลุ่มนายจ้างและแรงงาน ฝ่ายละ 7 คน นักวิชาการ 4 คนและผู้แทนจากหน่วยงานรัฐบาล 3 คน รวม 21 คน ส่วน รมว. กระทรวงแรงงานดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการฯ โดยตำแหน่ง โดยจะหารือการปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำโดยพิจารณาจากดัชนีผู้บริโภคหรือ CPI อัตราการเจริญทางเศรษฐกิจและผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศหรือ GDP เป็นต้น

การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่อง แรงงานต่างชาติได้รับอานิสงส์มากที่สุด

        นายต้ายกัวหรง เลขาธิการสหพันธ์แรงงานภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายลูกจ้างกล่าวเรียกร้องว่า ควรปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนทีเดียวเป็น 28,864 เหรียญ ค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงสำหรับแรงงานท้องถิ่นที่ทำงานเสริมจากปัจจุบันชั่วโมงละ 150 เหรียญเป็น 164 เหรียญ เขากล่าวว่า หากค่าจ้างขั้นต่ำไม่ถึง 27,075 เหรียญ ถือว่าเป็นค่าจ้างในระดับต่ำ จึงเสนอให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทีเดียวเป็น 28,864 เหรียญ ด้านนายจางซวี่เจิ้ง ประธานสหภาพครูกล่าวว่า ความเห็นร่วมสำคัญในการปรับขึ้นค่าจ้างหรือไม่ระหว่างนายจ้างและลูกจ้างก็คือ ดัชนีผู้บริโภค โดยครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว ดัชนีผู้บริโภคเพิ่มขึ้นในอัตรา 3.29% ส่วนครึ่งแรกของปีนี้อยู่ที่ 1.87% เพราะฉะนั้น ในปีนี้ อัตราค่าจ้างขั้นต่ำควรจะปรับขึ้นอย่างน้อย 2.5%

ปีนี้มีแนวโน้มที่ค่าจ้างขั้นต่ำจะได้รับการปรับขึ้น

        ขณะที่นายเหออวี่เจ๋อ กรรมการสภาอุตสาหกรรมไต้หวัน ซึ่งเป็นตัวแทนฝ่ายนายจ้างกล่าวว่า มูลค่าการส่งออกของไต้หวันติดลบต่อเนื่องมาเป็นเดือนที่ 7 แล้ว และขณะนี้ สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ส่งผลให้ทั่วโลกต่างไร้ความเชื่อมั่น โดยเห็นว่า สหรัฐดำเนินนโยบายใช้ภาษีเป็นเครื่องมือกีดกันการค้า ดังนั้นค่าจ้างขั้นต่ำควรปรับขึ้นในอัตราเท่าไหร่ ยังไม่สามารถจะบอกล่วงหน้าได้ สำหรับปัญหาที่นักข่าวถามว่า ฝ่ายนายจ้างกลัวหรือไม่ หากมีการเมืองเข้าแทรกแซงหรือช่วยตัดสินในเรื่องนี้ นายเหอกล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การปรับขึ้นค่าจ้างล้วนเป็นผลจากการแทรกแซงด้านการเมืองทั้งสิ้น แต่จะอย่างไรก็ตาม ก็ต้องมีข้อมูลและสถิติที่ทำให้นายจ้างยินยอมปฏิบัติตาม

กลุ่มตัวแทนลูกจ้างเสนอปรับขึ้นทีเดียวเป็น 28,000 เหรียญ และคัดค้านข้อเสนอนายจ้างที่เรียกร้องให้แยกแรงงานต่างชาติออกจากระบบค่าจ้างขั้นต่ำ

        ไต้หวันจะจัดให้มีการเลือกตั้งระดับประเทศ ได้แก่เลือกตั้งประธานาธิบดีและสมาชิกสภานิติบัญญัติในวันที่ 11 ม.ค. ปีหน้า และการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ มักจะเป็นคำมั่นสัญญาในการหาเสียงเลือกตั้งเสมอ และกลุ่มแรงงาน็คาดหวังว่าจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ หลายฝ่ายเห็นว่า พรรครัฐบาลเพื่อที่จะดึงดูดเสียงสนับสนุนจากกลุ่มแรงงาน โอกาสที่จะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำอย่างต่อเนื่องมีสูงมาก และอัตราส่วนที่จะปรับขึ้นก็ไม่น่าจะต่ำจนเกินไป ดังนั้น ในที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำในวันที่ 14 สิงหาคมนี้ จะปรับขึ้นร้อยละ 5 ค่าจ้างขั้นต่ำจะปรับเป็น 24,255 เหรียญหรือไม่? เป็นประเด็นที่ได้รับการจับตามองอย่างยิ่ง

กลุ่ม NGO เรียกร้องควรขึ้นค่าจ้างให้แรงงานต่างชาติที่ทำงานในครัวเรือนด้วย

        ด้านนางสวี่หมิงชุน รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานไต้หวันกล่าวให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า จะพยายามปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต่อไป ส่วนจะปรับขึ้นเท่าไหร่ ต้องรอมติในที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ

สวี่หมิงชุน รมว. กระทรวงแรงงานไต้หวันกล่าวให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้แสดงจุดยืนชัดเจนว่า จะพยายามปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำต่อไป

        นับตั้งแต่พรรคดีพีพีขึ้นบริหารประเทศเมื่อปี 2559 เป็นต้นมา มีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำติดต่อกันมาแล้ว 3 ปี ในอัตราส่วนเฉลี่ยร้อยละ 5 ครั้งล่าสุดเมื่อปีใหม่ 2562 ที่ผ่านมา เพิ่งจะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำที่เป็นรายเดือนในอัตราส่วนร้อยละ 5 เป็น 23,100 เหรียญไต้หวัน และส่วนที่เป็นรายชั่วโมงสำหรับแรงงานท้องถิ่นที่ทำงานเสริมเป็นรายชั่วโมงในอัตราส่วนร้อยละ 7.14 เป็นชั่วโมงละ 150 เหรียญไต้หวัน และการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งล่าสุดนี้ ต้นทุนด้านแรงงานของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น 20,683 ล้านเหรียญไต้หวัน

อัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะได้รับการปรับขึ้นหรือไม่่? เท่าไหร่? จับตาการประชุมในวันที่ 14 ส.ค. นี้

2. ไต้หวันจะลงโทษปรับหนักและจำคุกคนงานต่างชาติที่อยู่ทำงานเกินกำหนด กระทรวงแรงงานไต้หวันยืนยันเป็นข่าวปลอม

        ตามที่มีข่าวลือส่งว่อนสื่อสังคมออนไลน์ว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. นี้เป็นต้นไป ไต้หวันเริ่มกฎหมายใหม่บังคับใช้กับแรงงานต่างชาติที่ทำงานเกินกำหนด ไม่ว่าจะถูกจับกุมหรือเข้ามอบตัว หากทำงานเกิน 1 ปี จะถูกปรับ 100,000 เหรียญไต้หวัน เกิน 2 ปี ถูกลงโทษปรับเงิน 200,000 เหรียญ และทำงานเกิน 3 ปี จะถูกปรับ 350,000 เหรียญไต้หวัน และมีโทษจำคุกด้วยเป็นเวลา 3 ปี โดยจะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดตามร้านอาหาร โรงงานและไซต์งานก่อสร้าง ข่าวนี้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่แรงงานไทยและแรงงานชาติอื่นๆ ที่อยู่ทำงานในไต้หวันอย่างถูกกฎหมายแต่ระยะเวลารวมแล้วเกินกำหนด 12 ปีขึ้นไปเป็นจำนวนมาก ต่างมีการสอบถามเรื่องนี้กันวุ่น

        จากการตรวจสอบจากกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานของไต้หวันยืนยันว่า ไม่มีการแก้กฎหมาย เพื่อลงโทษแรงงานต่างชาติที่อยู่ทำงานในไต้หวันเกินกำหนดตามที่ลือกันแต่อย่างใด

ข่าวลือว่อนสื่อโซเชียลว่าไต้หวันจะลงโทษปรับหนักและจำคุกคนงานต่างชาติที่อยู่ทำงานเกินกำหนด กระทรวงแรงงานไต้หวันยืนยันเป็นข่าวปลอม

        ปัจจุบัน กฎหมายการจ้างงาน กำหนดให้แรงงานต่างชาติในภาคการผลิต เดินทางมาทำงานในไต้หวันได้รวมสะสมแล้วไม่เกิน 12 ปี ส่วนแรงงานต่างชาติที่ทำงานในภาคสวัสดิการสังคม เช่นผู้อนุบาลและผู้ช่วยงานบ้าน ไม่เกิน 14 ปี แต่เนื่องจากในอดีต ไต้หวันอนุญาตให้แรงงานต่างชาติเดินทางมาทำงานได้เพียง 2 ปี ต่อมาขยายเป็น 3 ปี และทยอยขยายเป็น 6 ปี 9 ปี และ 12 ปีตามลำดับ ทำให้แรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และแรงงานไทยจำนวนมาก เมื่อทำงานครบกำหนดเวลาแล้วแต่อยากกลับมาทำงานต่อ ใช้วิธีเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนหนังสือเดินทางเล่มใหม่ และในอดีตแรงงานต่างชาติเมื่อเดินทางเข้าสู่ไต้หวัน ขณะไปทำบัตรถิ่นที่อยู่หรือ ARC จะต้องพิมพ์ลายนิ้วมือลงบนแผ่นกระดาษ ต่อมาจึงมีการใช้วิธีสแกนลายนิ้วมือ ทำให้การตรวจสอบระยะเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติเป็นไปด้วยความยากลำบาก อย่างไรก็ตาม กระทรวงแรงงานได้เอาท์ซอร์สการตรวจสอบระยะเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติให้กับบริษัทที่ทำธุรกิจบริการจัดการไปดำเนินการ โดยมีการตรวจข้อมูลและเลขที่หนังสือเดินทางเล่มเก่าและใหม่ที่มีส่วนคล้ายคลึงกัน พบว่า แรงงานฟิลิปปินส์เปลี่ยนชื่อและหนังสือเดินทางเดินทางมาทำงานเกินกำหนด 12 ปีมากที่สุด ตามมาด้วยแรงงานไทย แต่ตามกฎหมาย ผู้ที่อยู่ทำงานเกินกำหนดแต่ไม่ได้หลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เมื่อถูกตรวจพบ จะได้รับหนังสือแจ้งให้เดินทางกลับประเทศเท่านั้น ไม่ได้มีการลงโทษปรับเงินหรือจำคุกตามข่าวลือแต่อย่างใด

เนื่องจากไต้หวันใช้วิธีทยอยขยายระยะเวลาทำงาน ส่งผลให้คนงานไทยและฟิลิปปินส์จำนวนหนึ่ง อยู่ทำงานในไต้หวันเกิน 12 ปี

       ยกเว้นเป็นแรงงานผิดกฎหมาย หากถูกตรวจพบว่าทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามกฎหมายการจ้างงานจะถูกปรับ 30,000 -150,000 เหรียญไต้หวัน และจะต้องเสียค่าปรับฐานอยู่เลยกำหนดสูงสุดไม่เกิน 10,000 เหรียญไต้หวัน ซึ่งจัดเก็บโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงแรงงาน

      แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ข่าวลือดังกล่าวส่งว่อนเน็ตมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปีนี้แล้ว โดยต้นฉบับเป็นภาษาจีน แต่ไม่ได้ลงแหล่งที่มาของข่าว ประกอบกับเป็นช่วงใกล้หมดเขตโครงการลดหย่อนโทษสำหรับผู้อยู่อย่างผิดกฎหมายที่เข้ามอบตัวก่อนวันที่ 30 มิ.ย. จึงสร้างกระแสตื่นตระหนกแก่แรงงานต่างชาติที่อยู่ทำงานกับนายจ้าง ไม่ได้หลบหนีหรือเป็นแรงงานผิดกฎหมาย แต่อยู่เลยกำหนด 12 ปี ผวาไปตามๆ กัน

สรุปคือไม่มีการแก้กฎหมายอย่างที่ลือกัน

3. 19 นักศึกษาอินโดนีเซียถูกบริษัทจัดหางานหลอกมาทำงานในไต้หวัน ศธ.ลงโทษหนักมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้อง

      กระทรวงศึกษาธิการไต้หวันแถลงเมื่อวันที่ 28 มิ.ย.ว่า นักศึกษาอินโดนีเซียของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเจี้ยนกั๋ว ที่เมืองจางฮั่ว (Chienkuo Technology University) ร้องเรียนช่วงกลางเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมาว่า บริษัทจัดหางานซึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นผู้รับผิดชอบจัดหาการทำงานของพวกตน ได้ยึดเอกสารสำคัญเช่นหนังสือเดินทางและบัตร ARC เอาไว้ และบังคับให้พวกตนทำงานในโรงงานสัปดาห์ 48-54 ชั่วโมง และมีการหักค่าจ้างจากการทำงานอย่างไม่เป็นธรรม กล่าวคือค่าจ้าง 23,100 เหรียญ ถูกบริษัทจัดหางานหัก 15,000 เหรียญ อ้างว่าเป็นค่าอาหารที่พัก และค่าเทอมเป็นต้น และบังคับให้ตอบกับบุคคลภายนอกว่า ทำงานเพียงสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมงตามที่กฎหมายกำหนด หากใครบอกความจริง จะถูกส่งกลับประเทศ

นักศึกษาอินโดนีเซียร้องเรียนถูกบริษัทจัดหางานหลอกมาทำงานในไต้หวัน

      เมื่อได้รับข้อร้องทุกข์แล้ว กระทรวงศึกษาธิการจึงดำเนินตรวจสอบ และเชิญนักศึกษาที่ร้องเรียนทั้ง 19 คน มาให้ข้อเท็จจริง นักศึกษาเหล่านี้ ซึ่งส่วนใหญ่มีอายุ 20 ปีเศษกล่าวว่า บริษัทจัดหางานโฆษณาในอินโดนีเซีย ประกาศรับสมัครนักศึกษามาทำงานและเรียนในมหาวิทยาลัยดังของไต้หวัน ไม่เพียงแต่ได้รับปริญญาบัตร ขณะเรียน ยังจะได้ทำงานเพื่อฝึกฝนสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง และได้รับค่าจ้าง ซึ่งเพียงพอสำหรับค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันด้วย แต่ทุกคนต้องจ่ายค่าบริการในอัตราสูง

บริษัทจัดหางานโฆษณาในอินโดนีเซีย ประกาศรับสมัครนักศึกษามาทำงานและเรียนในมหาวิทยาลัยดังของไต้หวัน แต่ให้ไปทำงานและหักค่าจ้างอย่างไม่เป็นธรรม (ภาพจาก Chinatimes.com)

      หลังเดินทางมาถึงแล้ว ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยดังกล่าวจริง แต่หลังเลิกเรียนในภาคบ่าย จะมีบริษัทจัดหางานจัดรถบัสรับส่งนักศึกษาทั้งหมดไปทำงานยังโรงงานจนถึงเที่ยงคืน รวมถึงวันเสาร์และวันอาทิตย์ก็ไม่ได้หยุด รวมชั่วโมงทำงานในแต่ละสัปดาห์ 48-54 ชั่วโมง หากมีใครถามถึงเรื่องนี้ ให้แจ้งว่าทำงานไม่เกิน 20 ชั่วโมงตามกฎหมาย และรายได้ในแต่ละเดือน 20,000 กว่าเหรียญ ถูกบริษัทจัดหางานหักเหลือเพียง 5,000 เหรียญ โดยอ้างว่า หักค่าเทอม ค่าอาหารหอพักในมหาวิทยาลัย รวมทั้งยึดหนังสือเดินทางและบัตร ARC เอาไว้

มหาวิทยาลัยเทโนโลยีเจี้ยนกั๋วรับนักศึกษาต่างชาติจำนวนมาก

      กระทรวงศึกษาธิการไต้หวันแถลงว่า จะช่วยติดตามค่าใช้จ่ายของกลุ่มนักศึกษาที่ถูกหักไปทั้งหมด ด้านมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเจี้ยนกั๋ว บกพร่องในหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่และสิทธิประโยชน์ของนักศึกษาอย่างรุนแรง นอกจากต้องรับประกันจะไม่เกิดเหตุการณ์ในทำนองนี้ขึ้นอีกแล้ว ยังจะถูกจัดให้อยู่ในบัญชีรายชื่อสถาบันการศึกษาที่มีปัญหา และจะถูกตัดงบประมาณช่วยเหลือจากรัฐด้วย ส่วนบริษัทจัดหางานถูกส่งดำเนินคดี ข้อหาหลอกลวงต้มตุน และขอให้อัยการตรวจสอบว่าเข้าข่ายค้ามนุษย์ด้วยหรือไม่

นักศึกษาอินโดนีเซียที่เดินทางมาเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในไต้หวันเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในช่วง 2-3 ปีนี้

       เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เคยมีโฆษณาเปิดรับสมัครคนงานไทยเดินทางมาทำงานและเรียนในไต้หวันเช่นกัน โดยอ้างว่าเป็นวีซ่าเรียนและทำงานผ่านกระทรวงศึกษาธิการของไต้หวัน เรียนวันละ 4 ชั่วโมง บจง.และมหาวิทยาลัยจะหาโรงงานที่พักให้ และรับสมัครผู้ที่มีความสนใจอายุระหว่าง 18-50 ปี แม้จะเคยมาทำงานที่ไต้หวันครบ 12 ปีแล้วก็สามารถมาทำงานและเรียนตามโครงการนี้ได้ โดยเรียกเก็บค่าใช้จ่ายก่อนการเดินทาง 100,000-120,000 บาท และจะรับจำนวน 200 คน และจะเดินทางช่วงเดือนสิงหาคมปีนี้

การแสดงของนักศึกษาอินโดนีเซีย

      แต่สถาบันการศึกษาที่ถูกอ้างชื่อ ได้แก่มหาวิทยาลัยไคหนาน (開南大學 Kainan University : KNU) มีหนังสือยืนยันว่า ไม่มีโครงการในลักษณะนี้ และไม่เคยมอบหมายให้บริษัทจัดหางานหรือศูนย์แนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศใดๆ ช่วยรับสมัครนักศึกษาไทยมาเรียนต่อที่ไต้หวัน จึงขอให้อย่าหลงเชื่อคำโฆษณา