ไขปัญหาแรงงาน วันพุธที่ 31 กรกฎาคม 2562

  • 31 July, 2019
  • อัญชัน ทรงพุทธิ์
ในภาวะที่ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นอย่างมาก แรงงานไทยในต่างแดนควรรับมือกับปัญหานี้อย่างไร

1. รู้จักระบบประกันสุขภาพของไต้หวัน

           ลูกจ้างทุกคนต้องเข้าเป็นสมาชิกและได้รับการคุ้มครองด้านการรักษาพยาบาลภายใต้กฎหมายกองทุนประกันสุขภาพ (เจี้ยนเป่า) โดยมีเงื่อนไขดังนี้

           กรณีผู้ป่วยนอก  จะได้รับความคุ้มครองในเรื่องค่ารักษาพยาบาลจากกองทุนฯ ในอัตรา 90% ส่วนที่เหลือ 10% ลูกจ้างต้องรับผิดชอบจ่ายเอง

           กรณีผู้ป่วยใน  จะได้รับความคุ้มครองในเรื่องค่ารักษาพยาบาลในอัตราเดียวกับผู้ป่วยนอก และหากผู้ป่วยรับการรักษาในโรงพยาบาลคืนที่ 4 เป็นต้นไป จะได้รับเงินช่วยเหลือชดเชยค่าจ้างเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง

           ผู้ป่วยต้องเป็นผู้จ่ายค่าลงทะเบียนด้วยตนเองทุกครั้งที่เข้ารับการรักษา เป็นเงินครั้งละ 100 – 500 NT. ตามแต่ระดับสถานพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยนอกหรือผู้ป่วยใน นอกจากนี้กองทุนฯ จะไม่คุ้มครองค่ารักษาโรคบางประเภท เช่น การติดยาเสพติด การทำแท้ง ทำฟันปลอม ตาเทียม เป็นต้น

จากการจัดอันดับของนิตยสาร The Economist คุณภาพและมาตรฐานด้านการแพทย์ของไต้หวันเป็นอันดับ 2 ของโลก

           เบี้ยประกันสุขภาพ 4.69% ของเงินเดือน (23,100/เดือน) แรงงานรับผิดชอบ 30% หรือ 325 เหรียญไต้หวัน (นายจ้างจ่ายรับผิดชอบ 60% หรือ 650 เหรียญไต้หวัน รัฐบาลจ่ายสมทบให้ 10% หรือ 46.5)

           ส่วนเบี้ยประกันภัยแรงงาน (23,100/เดือน) แรงงานรับผิดชอบ 462 เหรียญไต้หวัน (นายจ้างจ่าย 1,617 เหรียญไต้หวัน)

2. เพื่อเป็นการประหยัดทรัพยากรทางการแพทย์ ไต้หวันแบ่งสถานพยาบาลออกเป็น 4 ระดับ

          ผู้ป่วยด้วยโรคไม่รุนแรง เช่นไข้หวัด ปวดหัวและอาการไม่สบายทั่วไป ควรจะไปพบแพทย์ที่คลินิกก่อน ซึ่งจะเสียค่าลงทะเบียนและค่ารักษาส่วนที่ผู้ป่วยต้องรับผิดชอบเอง 100-200 เหรียญ หากแพทย์เห็นว่า อาการรุนแรงเกินกว่าที่คลินิกจะรักษาได้ จะแนะนำพร้อมส่งประวัติการรักษาไปรับการบำบัดยังโรงพยาบาลระดับชุมชน ระดับภูมิภาคและระดับศูนย์การแพทย์ต่อไป ซึ่งจะเสียค่าลงทะเบียนและค่ารักษาพยาบาลส่วนที่ต้องจ่ายเองเพิ่มขึ้นตามลำดับดังนี้ 200-300 เหรียญ 300-400 เหรียญและ 400-500 เหรียญ

การแบ่งสถานพยาบาลออกเป็น 4 ระดับ ช่วยให้ผู้ป่วยไม่ไปออกันอยู่ที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่

3. NGO กล่าวหาตำรวจ แสดงความไม่เป็นมิตร ขับไล่แรงงานต่างชาติที่นั่งบนพื้นในศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ แต่ตำรวจกล่าวว่า เพียงเกลี้ยกล่อมให้คนเมากลับโรงงาน เพราะเกรงจะเกิดเหตุทะเลาะวิวาท

         ช่วงนี้มีคลิปที่ตำรวจไล่แรงงานต่างชาติหน้าศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ ในทำนองปฏิบัติต่อแรงงานต่างชาติอย่างไม่มีความเป็นมิตร ส่งว่อนในโลกโซเชียล มีชาวไต้หวันหลายคนวิจารณ์ว่า ตั้งชื่อเป็น ศูนย์การค้าอาเซียน คนที่ไปใช้บริการเป็นแรงงานต่างชาติจากประเทศอาเซียน แต่ดูเหมือนไม่ให้เกียรติกันเลย เริ่มจากบริเวณศูนย์การค้ามีป้ายเตือนภาษาต่างๆ ปักและติดเต็มไปหมด เช่นแรงงานอินโดนีเซีย นิยมนั่งบนพื้นทานข้าวไปด้วยคุยกันไปด้วย ถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งขณะที่ญาติมิตรพบประกัน แต่กลับมีป้ายเตือนห้ามนั่งทานอาหารบนพื้น ถ้าไม่เชื่อฟัง จะมีเจ้าหน้าที่มาไล่

ด้านหน้าศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์มีป้ายเตือนภาษาต่างๆ ปักและติดเต็มไปหมด

         เกี่ยวกับเรื่องนี้ ตำรวจนครไทจงออกมาแถลงว่า เนื่องจากมีแรงงานต่างชาติไปใช้บริการวันละเป็นพันๆ คน โดยเฉพาะในวันหยุด และมักจะมีแรงงานต่างชาติบางรายดื่มสุราเมาและก่อเหตุวิวาท ที่ผ่านมาเคยเกิดการยกพวกตีกันมาแล้วหลายครั้ง เพื่อป้องกันเกิดเหตุ เมื่อได้รับแจ้งว่ามีคนเมาแล้วหาเรื่อง ตำรวจจะเข้าไปเกลี้ยกล่อมให้กลับโรงงานแต่โดยดี ป้องกันเกิดเหตุทะเลาะวิวาทและอุบัติเหตุ

แรงงานต่างชาตินิยมนั่งบนพื้นทานข้าวไปด้วยคุยกันไปด้วย ถือเป็นประเพณีอย่างหนึ่งขณะที่ญาติมิตรพบประกัน แต่ควรเก็บเศษอาหารและขยะให้เรียบร้อย

         ศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ หรือที่คนงานไทยรุ่นก่อนๆ รู้จักกันในชื่อห้างไทจง บางคนก็เรียกตามภาษาจีนว่า  第一廣場เป็นอาคารรูปตัว U สูง 13 ชั้น ห้องใต้ดิน 3 ชั้น ตั้งอยู่หน้าสถานีรถไฟไทจง เป็นแหล่งรวมสินค้าอุปโภคบริโภคและความบันเทิงขนาดใหญ่ของแรงงานต่างชาติ เนื่องจากการคมนาคมสัญจรสะดวก อยู่ด้านหน้าสถานีรถไฟ ในอดีตเมื่อ 30-40 ปีที่แล้ว เป็นศูนย์การค้าหรือช๊อบปิ้งเซ็นเตอร์ชื่อดังของนครไทจง แต่ต่อมากิจการซบเซาเนื่องจากสู้ห้างที่เปิดใหม่ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อประมาณ 10 กว่าปีที่แล้ว หลังจากแรงงานต่างชาติในนครไทจงเพิ่มมากขึ้น ได้กลายเป็นแหล่งจับจ่ายซื้อของของแรงงานต่างชาติ มีร้านค้าไปตั้งเรียงรายและมีแรงงานต่างชาติไปใช้บริการมากมาย ทั้งจากในนครไทจงและเมืองใกล้เคียงเดินทางไปจับจ่ายซื้อของ ทานอาหารบ้านเกิดหรือรื่นเริงบันเทิงใจกันที่นี่ เนื่องจากชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงร้องเรียนกันมาก ทางเทศบาลนครไทจง จึงได้จัดระเบียบใหม่ เนรมิตให้กลายเป็นสถานที่ช๊อปปิ้งที่ปลอดภัยสำหรับแรงงานต่างชาติ และตั้งชื่อใหม่เป็นศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์

ตำรวจนครไทจงกล่าวว่า เนื่องจากมีแรงงานต่างชาติบางรายดื่มสุราเมาและก่อเหตุวิวาท ตำรวจจะเข้าไปเกลี้ยกล่อมให้กลับโรงงานแต่โดยดี ป้องกันเกิดเหตุทะเลาะวิวาทและอุบัติเหตุ

        นอกจากชั้น 1-3 เป็นร้านขายเสื้อผ้า เครื่องประดับ อุปกรณ์ไฟฟ้า อิเลคทรอนิคส์ มือถือและร้านอาหารจากประเทศอาเซียนแล้ว ชั้นอื่นๆ ยังมีผับที่บริการแรงงานชาติต่างๆ โรงแรม และKTV เป็นต้น ในวันหยุดจะมีแรงงานต่างชาตินับพันเดินควักไคว่ซื้อของ ทานอาหารหรือเป็นจุดนัดพบ จัดเป็นแหล่งชุมนุมของแรงงานต่างชาติที่คึกคักและใหญ่ที่สุดในไต้หวันก็ว่าได้

        แน่นอนปัญหาอาชญากรรมและสุขอนามัยก็เกิดตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นแรงงานผิดกฎหมาย เมาทะเลาะวิวาท ยกพวกตีกันและยาเสพติด เพื่อที่จะรักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อยและป้องกันรบกวนความสงบสุขของชาวบ้านในละแวกนั้น สถานีตำรวจไทจง จึงได้จัดให้ศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์เป็นเป้าหมายการตรวจสอบอันดับแรก โดยเฉพาะกลางคืนของวันหยุด จะมีการตรวจเข้มเป็นพิเศษ อย่างเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา กำลังตำรวจชุดใหญ่ออกปฏิบัติการตรวจตราภายในอาคารอาเซียนสแควร์ตามปกติ โดยเฉพาะผับต่างๆ ที่บริการแรงงานไทย เวียดนาม อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งโดยมากจะแยกกันเป็นผับละชาติ

ตำรวจนครไทจงกล่าวว่า เนื่องจากมีแรงงานต่างชาติบางรายดื่มสุราเมาและก่อเหตุวิวาท ตำรวจจะเข้าไปเกลี้ยกล่อมให้กลับโรงงานแต่โดยดี ป้องกันเกิดเหตุทะเลาะวิวาทและอุบัติเหตุ

3. ในภาวะที่ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ การโอนเงินกลับประเทศไทยได้เงินบาทลดน้อยลง แรงงานไทยในไต้หวันควรจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไร?

        คุณรังสรรค์ อนันต์ อดีต ผอ.สำนักงานแรงงานไทย ไทเป ปัจจุบันดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาสมาคมการจัดหางานไทยไปทำงานต่างประเทศ ท่านจะมาแนะวิธีแก้ปัญหาให้แก่แรงงานไทย ติดตามรับฟังได้จากในรายการออนไลน์ โดยคลิกที่รูปหูฟังบนขวา หรือคลิกที่นี่

ในภาวะที่ค่าเงินบาทไทยแข็งค่าขึ้นอย่างมาก  แรงงานไทยในต่างแดนควรจะรับมือกับปัญหานี้อย่างไรดี?