ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 6 กันยายน 2562

  • 06 September, 2019
  • อโศก ศรีจันทร์
น้องที่แรงงานต่างชาติเลี้ยงไว้ ถูกล่ามเชือกตากแดดกลางแจ้งจนร้อนตาย

1. รายแรกของปีนี้ แรงงานอินโดนีเซียป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮันทา ซึ่งมีหนูเป็นพาหะนำเชื้อ

        กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการของไต้หวันประกาศเมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมานี้ว่า ตรวจพบผู้ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮันทา (hanta virus) เป็นแรงงานอินโดนีเซียเพศชาย อายุประมาณ 20 ปีเศษ ทำงานในตำแหน่งลูกเรือประมง ใช้ชีวิตอยู่บนเรือประมงมาตลอด เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ปีนี้ มีอาการอาเจียน ท้องร่วง เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล แพทย์ตรวจพบว่ามีความผิดปกติในการทำงานของไตและตับ ยืนยันว่า ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮันทา ซึ่งมีหนูเป็นพาหะ หลังรับการรักษา ขณะนี้อาการดีขึ้นและออกจากโรงพยาบาลแล้ว จากการตรวจสอบ ไม่พบว่ามีการแพร่ระบาดไปยังเพื่อนร่วมงานบนเรือประมงลำเดียวกัน เจ้าหน้าที่กรมป้องกันโรคทำการกำจัดหนูซึ่งเป็นพาหะนำเซื้อบนเรือประมงลำดังกล่าว ขณะเดียวกันถือโอกาสประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน นายจ้างและแรงงานต่างชาติได้รับทราบถึงพิษภัยและวิธีป้องกันโรคนี้

ตรวจพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮันทารายแรกของปีนี้ เป็นลูกเรือประมงอินโดนีเซีย ทำงานและใช้ชีวิตอยู่บนเรือประมงมาตลอด

       โรคไข้เลือดออกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮันทา ซึ่งเป็นกลุ่มของไวรัสที่พบในสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนู ทำให้เกิดโรคในคน มีลักษณะจำเพาะที่แตกต่างจากโรคไข้เลือดออกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชนิดอื่นๆ โดยพบว่าผู้ป่วยจะมีความผิดปกติของการทำงานของไตร่วมด้วย แตกต่างจากโรคไข้เลือดออกที่พบบ่อย ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ (dengue virus)

ตรวจพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮันทารายแรกของปีนี้ เป็นลูกเรือประมงอินโดนีเซีย ทำงานและใช้ชีวิตอยู่บนเรือประมงมาตลอด

       กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการของไต้หวันกล่าวว่า ในไต้หวันพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮันทาปีละ 1-2 ราย และนับตั้งแต่ปี 2009 เป็นต้น ในไต้หวันพบผู้ป่วยโรคนี้แล้ว 12 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุโดยเฉลี่ยประมาณ 50 ปี

ตรวจพบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮันทารายแรกของปีนี้ เป็นลูกเรือประมงอินโดนีเซีย ทำงานและใช้ชีวิตอยู่บนเรือประมงมาตลอด (ภาพจาก chinatimes.com)

       เนื่องจากโรคนี้ค่อนค้างอันตรายจนอาจถึงแก่ชีวิต และยังไม่มีวัคซีนป้องกันในการรักษาผู้ป่วย และไม่มียาเฉพาะ การรักษาจึงเป็นการดูแลตามอาการ กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการจึงเตือนว่า ควรควบคุมและป้องกันสัตว์ฟันแทะ เช่นหนูเป็นต้นภายในบริเวณบ้าน ปิดช่องว่างในบ้านหรือโรงรถไม่ให้เป็นทางให้หนูสามารถเข้ามาได้ อาจใช้กับดักหรือเหยื่อกำจัดหนูในบริเวณบ้าน ควรเก็บอาหาร อาหารสัตว์อาหารนกในภาชนะปิด ปิดถังขยะให้มิดชิด ควรตัดแต่งต้นไม้รอบบ้านเพื่อไม่ให้กลายเป็นที่อยู่ของหนู ขณะทำความสะอาดบริเวณที่อาจเป็นที่อยู่ของหนู ควรใส่ถุงมือยาง ทำให้อากาศถ่ายเทสะดวก ราดพื้นด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ไม่กวาดพื้นหรือทำให้ฝุ่นกระจาย หากจำเป็นควรสวมผ้าปิดจมูกและปากขณะทำความสะอาด

 โรคไข้เลือดออกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮันทา เป็นกลุ่มของไวรัสที่พบในสัตว์ฟันแทะ โดยเฉพาะหนู

2. สยอง! สาวฟิลิปปินส์ทำกรดไฮโดรฟลูออริกเข้มข้นหกรดใส่ขา เสียชีวิตอย่างทรมานก่อนกลับบ้านเพียงไม่กี่วัน

        แรงงานหญิงฟิลิปปินส์รายหนึ่งทำงานในโรงงานอิเลคทรอนิคส์ในเมืองเหมียวลี่ ขณะทำงานถูกน้ำกรดเข้มข้นหกรดใส่ขา หลังนำส่งโรงพยาบาลรับการรักษา 12 ชั่วโมง เสียชีวิตด้วยความเจ็บปวด นับเป็นแรงงานฟิลิปปินส์รายแรกที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุร้ายแรงจากสารเคมี

ขณะนำส่งโรงพยาบาล

เหตุการณ์สยองขวัญครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่บริษัท Tyntek Corporation ซึ่งเป็นโรงงานผลิต LED และผลิตภัณฑ์อิเลคทรอนิคส์ในนิคมอุตสาหกรรมจู๋หนานในเมืองเหมียวลี่ เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง เมื่อแรงงานหญิงชาวฟิลิปปินส์อายุ 29 ปี ซึ่งสวมชุดป้องกันสารเคมีกำลังทำงานอยู่บนแท่นทำงาน ใช้น้ำยาล้างแผงวงจรไฟฟ้า แต่ประมาททำให้น้ำยาเคมี ได้แก่กรดไฮโดรฟลูออริกเข้มข้นหรือที่รู้จักกันนามกรดกัดแก้ว หกรดใส่ชุดป้องกัน น้ำยาเคมีไหลลงไปถูกใส่ด้านหลังของขาตัวเองทั้ง 2 ข้าง ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทางโรงงานรีบใช้ยาต้านพิษได้แก่แคลเซียมกลูโคเนตและเฮกซะฟลูออไรด์มาทาเพื่อเจือจาง จากนั้นนำส่งรักษาที่โรงพยาบาล ระหว่างทางแรงงานหญิงฟิลิปปินส์รายนี้เจ็บปวดดิ้นทุรนทุราย เมื่อไปถึงโรงพยาบาล แพทย์รีบดำเนินรักษา แต่เนื่องจากน้ำกรดเข้มข้นราดใส่ขาทั้งสองข้างในพื้นที่กว้าง น้ำกรดได้ซึมลึกลงไปกัดกร่อนถึงกระดูก หลังกู้ชีวิตอยู่นาน 12 ชั่วโมง แรงงานฟิลิปปินส์รายนี้ได้เสียชีวิตลงที่โรงพยาบาลอย่างเจ็บปวดทรมาน

ขณะนำส่งโรงพยาบาล แรงงานหญิงฟิลิปปินส์รายนี้เจ็บปวดดิ้นทุรนทุราย

หัวหน้างานในโรงงานกล่าวว่า แรงงานผู้เคราะห์ร้ายนี้ ทำงานล้างแผงวงจรไฟฟ้ามาเป็นเวลาใกล้ครบ 3 ปี เตรียมจะเดินทางกลับประเทศในต้นเดือนกันยายนนี้ แต่ไม่คาดคิดว่าจะมาประสบอุบัติเหตุจนเสียชีวิตก่อนจะเดินทางกลับบ้านเพียงไม่กี่วัน ทางโรงงานจะชดเชยและให้ความช่วยเหลือทายาทอย่างเต็มที่

ฝ่ายตรวจสอบความปลอดภัยด้านแรงงานของกระทรวงแรงงาน ได้เดินทางไปตรวจสอบสาเหตุและความรับผิดชอบของการเกิดเหตุครั้งนี้ ขณะเดียวกันได้กำชับนายจ้างจะต้องให้แรงงานสวมใส่ชุดทำงานตามที่กฎหมายกำหนดอย่างเข้มงวด

กรดไฮโดรฟลูออริก (hydrofluoric acid) หรือกรดกัดแก้ว คือสารละลายของไฮโดรเจนฟลูออไรด์ (hydrogen fluoride) ในน้ำ มีลักษณะเป็นของเหลว ใส มีกลิ่นฉุนแสบ กรดชนิดนี้นิยมใช้ในการกัดแก้วหรือกระจกให้เป็นลาย นอกจากนี้ในโรงงานอิเลคทรอนิคส์นิยมใช้เป็นน้ำยากัดเซาะหรือล้างแผงวงจรไฟฟ้า พิษของกรดชนิดนี้ มีความรุนแรงและอันตรายอย่างมาก เมื่อสัมผัสหรือหกรดใส่ผิวหนังแล้ว ไม่เพียงแต่ทำลายเนื้อเยื่อส่วนที่สัมผัสเท่านั้น แต่ยังซึมลึกลงไปกัดกร่อนถึงกระดูกเลยทีเดียว แม้แต่ไอระเหยหากเข้มข้นมากเมื่อแทรกซึมเข้าตามซอกเล็บ จะทำให้เจ็บปวดรุนแรง ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับสารเคมีตัวนี้ จะต้องรมัดระวังอย่างยิ่ง

โรงงานที่เกิดเหตุ ตั้งอยู่ที่เขตจู๋หนาน เมืองซินจู๋

3. 8 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย เมาเละส่งเสียงดังลั่น ชาวบ้านแจ้งตำรวจจับขณะยังนอนหลับใหล

        สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในนครไถหนานได้รับแจ้งความว่า มีแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายกลุ่มหนึ่ง ช่วงกลางวันแยกย้ายไปหางานทำพอตกดึกจะดื่มสุราร้องรำทำเพลงโดยส่งเสียงดังรบกวนความสงบสุขของชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจึงจัดส่งเจ้าหน้าทีตำรวจ 17 นายไปล้อมจับ ปรากฎว่า ขณะที่เดินทางไปถึง พบแรงงานเวียดนาม 8 คน เป็นชาย 7 หญิง 1 เมาสุรานอนหลับโดยไม่รู้สึกตัว แต่ละคนเมื่อถูกปลุกให้ตื่นเห็นตำรวจเต็มห้องหายเมาทันที ตำรวจควบคุมตัวแรงงานเวียดนามทั้งหมดไปยังสถานกักกัน เพื่อรอการส่งกลับประเทศ

8 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย เมาเละส่งเสียงดังลั่น ชาวบ้านทนไม่ไหวแจ้งตำรวจจับ

        นายหวงรุ่ยชิง รองผอ. สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองประจำนครไถหนานกล่าวว่า หลังได้รับแจ้งแล้ว ได้ดำเนินการตรวจสอบ พบมีแรงงานต่างชาติพำนักอาศัยอยู่ในบ้านพักตามที่แจ้งจริง เมื่อรุ่งเช้าของวันถัดมาจึงดำเนินการตรวจจับกุมแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายที่ยังนอนหลับใหลทั้ง 8 ราย ในจำนวนนี้ มีคู่รัก 1 คู่ โดยทั้งหมดหลบหนีจากนายจ้างจากโรงงานที่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่หลบหนีมาแล้ว 1-3 ปี ตำรวจได้ควบคุมตัวแรงงานเวียดนามทั้งหมดไปยังสถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่นครเกาสง เพื่อรอการส่งกลับประเทศ

8 แรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย เมาเละส่งเสียงดังลั่น ชาวบ้านทนไม่ไหวแจ้งตำรวจจับ

        นอกจากที่ไถหนานแล้ว ช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ที่เขตเสินกัง นครไทจง ก็มีการจับกุมแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายได้ 3 คน ที่น่าทึ่งคือรอบๆ บ้านพัก มีการติดตั้งกล้อง CCTV ถึง 6 ตัว ภายในบ้านพักมีวอล์คกี้ทอล์คกี้ หรือวิทยุสื่อสารที่นิยมใช้กันในองค์กร เพื่อสะดวกในการติดต่อสื่อสารกับภายนอก และหลังบ้านพักยังมีการขุดทางหนียาวประมาณ 7 เมตรเชื่อมต่อกับคลองระบายน้ำและถนนเพื่อใช้ในการหลบหนีตำรวจด้วย

        ส่วนที่นครเกาสง ตำรวจตรวจพบแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย 10 คนและชาวเวียดนามที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวแต่อยู่เลยกำหนดและหางานทำอย่างผิดกฎหมายได้อีก 16 คน ในจำนวนนี้ มี 1 คนที่มีอาชีพเป็นช่างตัดผม เมื่อเดินทางเข้าสู่ไต้หวันแล้ว ยึดอาชีพเดิม เนื่องจากฝีมือดีมีการบอกต่อๆ กันไปแบบปากต่อปาก มีลูกค้าที่เป็นชาวเวียดนามไปใช้บริการกันเยอะ จึงขยับขยายกิจการเป็นเถ้าแก่เอง เช่าร้านเล็กๆ ในนครเกาสงดัดแปลงเป็นร้านตัดผม มีลูกค้าเป็นคนบ้านเดียวกันไปอุดหนุนกันอย่างคึกคัก สุดท้ายก็ถูกจับและถูกตั้งข้อหาทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต

ตำรวจตรวจจับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมาย และชาวเวียดนามที่เดินทางเข้าไต้หวันในฐานะนักท่องเที่ยวแต่อยู่เลยกำหนดและหางานทำอย่างผิดกฎหมายที่นครเกาสง

4. ชาวบ้านกล่าวหาแรงงานต่างชาติทรมานสัตว์เลี้ยง ผูกน้องหมาไว้ตากแดดกลางแจ้งจนร้อนตาย

        ชาวบ้านในตำบลโต่วลิ่ว เมืองหยุนหลิน ได้โทรศัพท์แจ้งความ ขณะเดียวกันได้โพสต์ภาพถ่ายและข้อความในเฟซบุ๊กของชาวเมืองหยุนหลิน เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา ในภาพเป็นสุนัขสีดำตัวหนึ่งมีเชือกผูกคอนอนตายอยู่นอกกำแพงหอพักแรงงานต่างชาติ ซึ่งเป็นสถานที่กลางแจ้ง สันนิษฐานว่า อากาศร้อนตากแดดจนตาย ข้อความเฟซบุ๊กบรรยายว่า แรงงานต่างชาติทรมานสัตว์ ผูกน้องหมาไว้กลางแจ้ง ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว น้องหมาถึงกับร้อนตาย

สภาพของน้องหมานอนตายกลางแดดร้อน

        กองคุ้มครองสัตว์เมืองหยุนหลินจัดส่งเจ้าหน้าที่เดินทางไปตรวจสอบยังที่เกิดเหตุทันที พบว่าน้องหมาตัวดังกล่าวตายไปแล้ว จึงนำซากศพกลับไปยังที่ทำการเพื่อตรวจสอบสาเหตุการตายต่อไป

        เจ้าหน้าที่กองคุ้มครองสัตว์กล่าวว่า ได้รับแจ้งจากชาวบ้านในบริเวณเกิดเหตุว่า มีสุนัขสีดำตัวหนึ่ง ถูกผูกคอไว้ด้วยเชือก ตากแดดท่ามกลางอากาศที่ร้อนจัด สุนัขตัวดังกล่าวทรมานมากและมีอาการเป็นโรคลมแดด ขอความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หลังรับแจ้งแล้วประมาณ 20 นาที เจ้าหน้าที่เดินทางไปถึงที่เกิดเหตุพบว่าน้องหมาตัวดังกล่าวตายแล้ว และก่อนตาย ชาวบ้านผู้แจ้งความได้อุ้มน้องหมาไปยังที่ร่มหลังบ้านของตน แล้วราดด้วยน้ำเพื่อกู้ชีวิตแต่ไร้ผล ด้านหน้าในที่เกิดเหตุเป็นบ้านพักของแรงงานต่างชาติ แรงงานต่างชาติกลุ่มนี้ให้การต่อเจ้าหน้าที่ว่า สุนัขตัวดังกล่าวเป็นของพวกตนจริง แต่เลี้ยงและผูกคอไว้ในกำแพง ซึ่งเป็นที่ร่มและได้ให้อาหารและน้ำ

สภาพของน้องหมานอนตายกลางแดดร้อน

        เมื่อคำให้การของกลุ่มแรงงานที่ถูกกล่าวหากับข้อมูลของผู้แจ้งความขัดกัน และเหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับการทรมานสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นคดีอาญา ทางเจ้าหน้าที่จึงส่งคดีให้อัยการเพื่อดำเนินตรวจสอบ ตามกฎหมายคุ้มครองสัตว์มาตราที่ 25 กำหนดว่า ผู้ทำร้ายสัตว์จนตายโดยเจตนา มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับตั้งแต่ 200,000 – 2,000,000 เหรียญไต้หวัน ดังนั้นจึงเรียกร้องให้ผู้มีสัตว์เลี้ยง ต้องจัดหาสถานที่เลี้ยงอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงตากแดดเป็นเวลานาน เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงเป็นโรคลมแดด หากพบผิดปกติต้องรีบนำส่งรักษายังโรงพยาบาลสัตว์

ชาวบ้านผู้แจ้งความได้อุ้มน้องหมาไปยังที่ร่มหลังบ้านของตน แล้วราดด้วยน้ำเพื่อกู้ชีวิตแต่ไร้ผล