ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 18 ตุลาคม 2562

  • 18 October, 2019
  • อโศก ศรีจันทร์
กลุ่มบุคคลหากินกับอดีตแรงงานไทยในไต้หวัน อ้างเป็นตัวแทนยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพจากกองทุนประกันภัยแรงงานของไต้หวันได้ โดยเก็บค่าบริการในอัตราสูง

1. น้ำท่วมปาก! นายจ้างเรียกร้องให้จัดระบบฐานข้อมูลประวัติการทำงาน เพื่อกลั่นกรองผู้อนุบาลมีปัญหา

      สมาคมพัฒนาความสัมพันธ์ปรองดองนายจ้างและลูกจ้างระหว่างประเทศ (Taiwan International Worker-Employment Relationship Harmony Development Association) ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนของนายจ้าง เชิญนายจ้างที่พิการนั่งบนรถเข็นหลายรายไปประท้วงที่หน้าอาคารที่ทำการของกระทรวงแรงงาน เรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับสิทธิประโยชน์ของผู้ถูกดูแลบ้าง เนื่องจากปัจจุบัน แรงงานต่างชาติหากไม่ถูกใจหรือไม่สบายใจ สามารถขอโอนย้ายไปทำงานกับนายจ้างใหม่ได้ทันที แต่สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยซึ่งต้องมีคนดูแลตลอดเวลาแล้ว ไม่สามารถจะขาดคนดูแลได้เลยแม้แต่วันเดียว มาตรการของรัฐบาลที่คำนึงถึงแต่สิทธิมนุษยชนของแรงงานต่างชาติ บีบเค้นให้ผู้ป่วยอาการหนักอยู่รอดยาก จึงเรียกร้องให้รัฐบาลรีบดำเนินมาตรการ 7 รายการ ได้แก่ จำกัดการเปลี่ยนนายจ้างของผู้อนุบาลต่างชาติ 3 ปี ไม่เกิน 3 ครั้ง ลดช่วงเวลาที่ผู้อนุบาลรายเดิมเปลี่ยนนายจ้างใหม่ นายจ้างเดิมต้องรอถึง 3 เดือนจึงจะได้รับอนุญาตว่าจ้างผู้อนุบาลรายใหม่ จัดระบบฐานข้อมูลประวัติการทำงานของผู้อนุบาล เพื่อให้นายจ้างใหม่รู้ประวัติการทำงานของผู้อนุบาลต่างชาติที่รับโอนย้ายมา อันเป็นการกลั่นกรองผู้อนุบาลที่ไม่ได้มาตรฐานให้ออกจากตลาดนี้ หากผู้อนุบาลเปลี่ยนนายจ้าง นายจ้างเดิมควรจะได้รับค่าบริการที่จ่ายไปแล้วคืนจากบริษัทจัดหางาน และผู้อนุบาลดีๆ ที่อยู่กับนายจ้างนานๆ ควรจะอนุญาตให้ทำงานได้มากกว่า 14 ปี

กลุ่มนายจ้างเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานจัดระบบฐานข้อมูลประวัติการทำงาน กลั่นกรองผู้อนุบาลที่มีปัญหา

      สมาคมพัฒนาความสัมพันธ์ปรองดองนายจ้างและลูกจ้างกล่าวอีกว่า เนื่องจากกฎหมายให้การคุ้มครองแรงงานต่างชาติอย่างมาก ทำให้ผู้อนุบาลในปัจจุบัน เอะอะก็จะขอเปลี่ยนนายจ้างใหม่ และจะหยุดทำงานรอเปลี่ยนนายจ้างตั้งแต่วันนั้นเลย ทั้งที่สัญญาลงนามกัน 3 ปี ทำให้นายจ้างไม่รู้จะหาใครมาดูแลคนป่วยแทน พวกเขากล่าวว่า สำหรับครอบครัวที่มีผู้ป่วยอาการหนักต้องดูแล หากผู้อนุบาลต่างชาติไม่ยอมทำงาน คนป่วยจะอยู่ไม่ได้เลยแม้แต่วันเดียว มาตรการของรัฐบาล สร้างปัญหาอย่างหนักให้แก่นายจ้าง และครอบครัวของนายจ้างที่มีคนป่วยต้องดูแล ส่วนใหญ่จะต้องแบกรับภาระหนัก ไม่มีปัญญาจะจ้างผู้อนุบาลท้องถิ่น ซึ่งมีค่าจ้างแพง

ผู้อนุบาลส่วนใหญ่ทำงานดีมีความรับผิดชอบสูง แต่มีบางคนมีปัญหา ย้ายจากนายจ้างรายนี้ไปสร้างปัญหาที่นายจ้างใหม่

      คุณเจิ้ง 1 ในนายจ้างที่ไปประท้วงกล่าวว่า ผู้อนุบาลในปัจจุบัน เนื่องจากรู้สิทธิประโยชน์ของตน สามารถโอนย้ายไปทำงานกับนายจ้างรายใหม่ได้โดยเสรี มีจำนวนมากที่วันๆ มัวแต่เล่นเฟซคุยไลน์หรือไม่ก็เล่นเกมส์ ไม่ค่อยใส่ใจดูแลผู้ป่วย เมื่อนายจ้างเตือนก็จะไม่พอใจ ขอโอนย้ายไปทำงานกับนายจ้างใหม่และจะหยุดดูแลผู้ป่วยตั้งแต่นั้นเลย ผู้อนุบาลเหล่านี้ จะไปสร้างความเดือดร้อนให้แก่นายจ้างใหม่ต่อไป จึงเรียกร้องให้มีระบบคัดกรอง โดยมีการจัดตั้งฐานข้อมูล เพื่อให้นายจ้างใหม่รู้ข้อมูลก่อนจะรับโอนย้ายผู้อนุบาลว่า มีประวัติการทำงานเช่นไร โอนย้ายเนื่องจากสาเหตุใดบ้าง และควรจำกัดการโอนย้ายไม่เกินคนละ 3 ครั้งภายในสัญญา 3 ปี

ผู้อนุบาลส่วนใหญ่ทำงานดีมีความรับผิดชอบสูง แต่มีบางคนมีปัญหา ย้ายจากนายจ้างรายนี้ไปสร้างปัญหาที่นายจ้างใหม่

      ด้านกระทรวงแรงงานกล่าวว่า ปัจจุบันพบว่า ผู้อนุบาลโอนย้ายนายจ้างใหม่ค่อนข้างถี่ แต่ยกเว้นมีหลักฐานว่าผู้อนุบาลต่างชาติทำผิดสัญญาหรือทำผิดกฎหมาย สามารถส่งกลับประเทศและห้ามเดินทางเข้ามาทำงานที่ไต้หวันอีกต่อไป การจัดระบบกลั่นกรองเป็นการจำกัดเสรีภาพในการทำงานของแรงงานต่างชาติ เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง ส่วนข้อเสนออื่นๆ กระทรวงแรงงานรับไว้ศึกษาและพิจารณาความเป็นไปได้

ผู้อนุบาลส่วนใหญ่ทำงานดีมีความรับผิดชอบสูง แต่มีบางคนมีปัญหา ย้ายจากนายจ้างรายนี้ไปสร้างปัญหาที่นายจ้างใหม่

      สถิติของกระทรวงแรงงานพบว่า ณ วันที่ 30 ส.ค. ปีนี้ แรงงานต่างชาติในภาคสวัสดิการสังคม ซึ่งส่วนใหญ่ทำงานในตำแหน่งผู้อนุบาล มีจำนวณมากถึง 258,589 คน ในจำนวนนี้ ทำงานเป็นผู้อนุบาลในครัวเรือน 241,562 คน และผู้อนุบาลต่างชาติเหล่านี้ มาจากอินโดนีเซียมากที่สุด 194,055 คน ตามด้วยฟิลิปปินส์ 29,483 คน อันดับ 3 มาจากเวียดนาม 17,630 คน ส่วนผู้อนุบาลชาวไทย ลดเหลือเพียง 394 คน

2. แรงงานต่างชาติเกิดอุบัติเหตุจราจรปีละร่วม 5,000 คดี ตำรวจแสดงความห่วงใย เตือนให้หวงแหนชีวิต แนะใช้บริการขนส่งมวลชนแทนการขับขี่จักรยานไฟฟ้าหรือรถมอเตอร์ไซค์

      แรงงานต่างชาติในไต้หวันเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ณ สิ้นเดือนสิงหาคมปีนี้ มีจำนวนมากกว่า 710,000 คนแล้ว เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่รู้จักกฎระเบียบด้านการจราจร และมีจำนวนไม่น้อยที่ขับขี่จักรยานยนต์หรือจักรยานไฟฟ้า ก่อให้เกิดอุบัติเหตุจำนวนมาก จากสถิติของกระทรวงคมนาคมและสำนักงานตำรวจย้อนหลัง 5 ปี พบว่า แต่ละปีมีชาวต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติประสบอุบัติเหตุปีละร่วม 5,000 คดี และเสียชีวิตสูงถึง 110 คน

ตำรวจนครเกาสงประชาสัมพันธ์ความปลอดภัยในการขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าและมอเตอร์ไซค์

      ก่อนหน้านี้ มีแรงงานฟิลิปปินส์ในนิคมอุตสาหกรรมแปรรูปการส่งออกในนครเกาสง 2 คน ขี่มอเตอร์ไซค์คันเดียวกันออกเที่ยวในช่วงวันหยุด เนื่องจากไม่คุ้นกับสภาพถนนที่เป็นทางโค้ง พุ่งชนเสาร์ไฟฟ้า แรงงานฟิลิปปินส์ทั้ง 2 กระเด็นตกเหวลึก 10 เมตร เสียชีวิตทั้งคู่ กองจราจร สถานีตำรวจนครเกาสง จึงจัดส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตระเวนไปตามโรงงานต่างๆ เพื่ออบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับการจราจรแก่แรงงานต่างชาติ

      ตำรวจนครเกาสงกล่าวเตือนว่า ขณะจอดรอไฟแดงที่สีแยก ต้องระวังอย่ารีบร้อน มองเพียงสัญญาณไฟแดงของอีกฝั่งแล้วพุ่งออกตัวเร็วเกินไป รถอีกฝั่งยังไม่หยุดส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ง่าย เมื่อผ่านสี่แยก แม้จะไม่มีสัญญาณไฟ ก็ต้องชะลอความเร็ว มองให้ชัดเจน เมื่อไฟเขียวหรือไม่มีรถ ปลอดภัยแล้วค่อยผ่านไป นอกจากนี้ แรงงานต่างชาติมักจะทำงานในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งมีรถบรรทุกสินค้าเข้าออกมาก การปั่นจักรยาน ขี่จักรยานไฟฟ้าหรือรถมอเตอร์ไซค์ต้องระวัง อย่างเข้าใกล้รถขนาดใหญ่เหล่านี้ เนื่องจากรถบรรทุกขนาดใหญ่มีมุมอับ หากเข้าใกล้จะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย และที่ต้องเตือนเป็นพิเศษคือ ห้ามดื่มแล้วขับ นอกจากจะอันตรายแล้ว ยังมีสิทธิ์ถูกปรับหนักและถูกส่งกลับประเทศด้วย

ตำรวจนครไทจงประชาสัมพันธ์ขี่จักรยานไฟฟ้าต้องสวมหมวกันน็อคและดื่มไม่ขับ

      ตำรวจนครเกาสงกล่าวว่า ระบบขนส่งมวลชนในไต้หวันค่อนข้างสะดวก ไม่ว่าจะรถโดยสารประจำทาง หรือรถไฟฟ้า แนะนำให้แรงงานต่างชาติใช้ระบบขนส่งมวลชนแทนการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ สะดวก ประหยัดและปลอดภัยกว่า

      จากสถิติของกระทรวงคมนาคมและสำนักงานตำรวจย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2556-2561 พบว่า มีชาวต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติประสบอุบัตเหตุ รวม 24,526 คดี เสียชีวิตสูงถึง 110 คน บาดเจ็บ 26,891 คน หรือเฉลี่ยปีละร่วม 5,000 คดี ดังนั้น สมาชิกสภานิติบัญญัติได้เรียกร้องให้กระทรวงคมนาคม สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสำนักงานตำรวจ จะต้องให้ความสำคัญและหามาตรการลดอุบัติเหตุให้ได้

ตำรวจนครไทจงประชาสัมพันธ์ขี่จักรยานไฟฟ้าต้องสวมหมวกันน็อคและดื่มไม่ขับ

3. เตือน! อย่าหลงเชื่อกลุ่มบุคคลหากินกับอดีตแรงงานไทยในไต้หวัน อ้างเป็นตัวแทนยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพจากกองทุนประกันภัยแรงงานของไต้หวันได้ โดยเก็บค่าบริการในอัตราสูง แนะการยื่นขอไม่ต้องผ่านนายหน้า ได้เงินเต็มจำนวน

      ไต้หวันเป็นประเทศเดียวที่จ่ายเงินบำเหน็จชราภาพแก่แรงงานต่างชาติ ผู้เคยเดินทางมาทำงานและเป็นสมาชิกกองทุนประกันภัยแรงงาน ไม่ว่าจะทำงานกับนายจ้างรายไหน ช่วงเวลาใด? เมื่ออายุครบ 60 ปีขึ้นไปแล้ว สามารถยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพจากกองทุนประกันภัยของไต้หวันได้ ในอัตราอายุงาน 1 ปีจะได้ 1 เดือน โดยไม่มีการแบ่งว่าเป็นแรงงานไต้หวันหรือแรงงานต่างชาติ และสำนักงานแรงงานไทย ได้จัดทำเอกสารรวมทั้งละเอียดขั้นตอนการยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพฯ ดังกล่าว รายงานต่อกระทรวงแรงงานไทย และกระทรวงแรงงานได้สั่งการให้สำนักงานแรงงานจังหวัดทุกจังหวัดประชาสัมพันธ์และให้บริการช่วยเหลือแรงงานไทยในเรื่องนี้แล้วนั้น

      จากสถิติพบว่า ตั้งแต่สำนักงานแรงงานไทยได้ช่วยเหลือยื่นคำร้องที่ส่งมาจากแรงงานจังหวัดต่างๆ ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีแรงงานไทยที่มีคุณสมบัติยื่นคำร้องและได้รับอนุมัติเงินบำเหน็จชราภาพจากกองประกันภัยแรงงานของไต้หวันแล้วประมาณ 1,000 คน วงเงินอนุมัติกว่า 70 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือเฉลี่ยได้รับเงินคนละ 70,000-80,000 เหรียญไต้หวัน ทำให้กลุ่มบุคคลบางกลุ่มเห็นช่องทางทำมาหากิน โฆษณาทางสื่อออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊กและทางไลน์ อ้างเป็นตัวแทนยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพจากไต้หวันให้แก่แรงงานไทยที่เคยเดินทางมาทำงานไต้หวันได้ โดยเรียกเก็บค่าบริการในอัตรา 30%-50% ของเงินบำเหน็จชราภาพที่ได้รับ ทำให้แรงงานไทยจำนวนหนึ่ง เข้าใจผิดคิดว่าเดินเรื่องยุ่งยาก มอบหมายให้กลุ่มบุคคลดังกล่าวไปทำเรื่อง ซึ่งเกิดปัญหามากมาย เช่น เอกสารไม่ครบ ในระบบฐานข้อมูลไม่ปรากฏชื่อของแรงงานไทยรายนั้น หรือเงินบำเหน็จที่ได้รับน้อยกว่าที่ควร  หรือแม้จะได้รับแล้ว เกือบครึ่งหนึ่งจะถูกหักเป็นค่านายหน้า

      สำนักงานแรงงานไทย จึงขอประชาสัมพันธ์มายังแรงงานไทยที่มีสิทธิ์ว่า การยื่นขอเงินบำเหน็จชราภาพจากไต้หวัน ไม่ยุ่งยาก เนื่องจากเอกสาร อาทิ ใบคำร้อง ทางสำนักงานแรงงานไทยได้ช่วยทำไว้เป็นสำเร็จรูปแล้ว แรงงานไทยเพียงแค่ไปที่สำนักงานแรงงานจังหวัดในท้องที่ของตน เพื่อลงนามและแนบเอกสารสำคัญที่ผ่านขั้นตอนการแปลตามคำแนะนำของสำนักงานแรงงานจังหวัด จากนั้นจะจัดส่งมาที่สำนักงานแรงงานไทยที่ไต้หวัน ช่วยกรอกข้อมูลส่วนที่เหลือและยื่นขอต่อกองทุนประกันภัยแรงงานไต้หวัน เมื่อได้รับอนุมัติแล้ว กองทุนฯ จะโอนเงินเข้าบัญชีของแรงงานไทยโดยตรง ไม่มีการหักค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เนื่องจากไม่ผ่านนายหน้า จึงได้เงินเต็มจำนวน

 

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง