ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2562

  • 22 November, 2019
  • อโศก ศรีจันทร์
นางลัพธวรรณ วอลช์ ผอ. สำนักงานแรงงานไทย ไทเป (คนที่ 3 จากขวา) ไปร่วมแสดงความยินดีกับ 4 แรงงานไทยที่ได้รับเลือกเป็นแรงงานต่างชาติดีเด่น 2562
ผู้อนุบาลฟิลิปปินส์ถูกจับข้อหารับจ้างกดเงินตามตู้ ATM ให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์
กลุ่มก่อการร้าย ISIS แทรกซึมและแผ่ขยายอิทธิพลมายังกลุ่มแรงงานในประเทศเอเชีย

1. สมาคมผ้าไหมและสิ่งทอไต้หวันเชิดชู 4 แรงงานไทยเป็นแรงงานต่างชาติดีเด่นประจำปี 2562

เพื่อเป็นการให้กำลังใจแรงงานต่างชาติที่ทำงานอย่างพากเพียรขยันขันแข็ง พัฒนาตัวเองด้วยการเรียนรู้เทคนิคการทำงาน เป็นการยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพในการทำงาน สมาคมผ้าไหมและสิ่งทอของไต้หวัน ซึ่งมีสมาชิกเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมผ้าไหมและสิ่งทอทั่วไต้หวันจำนวนกว่า 150 บริษัท และมีการว่าจ้างแรงงานต่างชาติประมาณ 30,000 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทยกว่า 5,500 คน ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2538 เป็นต้นมา ได้จัดให้มีการประกวดแรงงานต่างชาติดีเด่นเป็นประจำทุกปี  โดยจะมอบโล่ประกาศเกียรติคุณและเงินรางวัลแด่แรงงานต่างชาติที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการฯ จวบจนกระทั่งขณะนี้ มีการจัดประกวดแรงงานต่างชาติดีเด่นมาแล้ว 24 รุ่น มีแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมผ้าไหมและสิ่งทอได้รับเลือกเป็นแรงงานต่างชาติดีเด่นแล้วร่วม 200 คน แรงงานไทยเหล่านี้ ได้สร้างชื่อเสียงและภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่แรงงานไทยโดยรวม

แรงงานไทยที่ได้รับเลือกเป็นแรงงานต่างชาติดีเด่นจากสมาคมผ้าไหมและสิ่งทอของไต้หวันประจำปี 2562

        สำหรับในปีพ.ศ. 2562 ซึ่งเป็นปีที่ 66 แห่งการจัดตั้งสมาคมผ้าไหมและสิ่งทอ ทางสมาคมฯ ได้มีการจัดประชุมสามัญประจำปี ขณะเดียวกันได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่แรงงานต่างชาติดีเด่นเช่นเคย เมื่อวันที่ 15 พ.ย. ที่ผ่านมานี้ โดยมีแรงงานต่างชาติที่ทำงานอยู่ในโรงงานสิ่งทอ ฟอกย้อมและตกแต่งสำเร็จซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมฯ ได้รับการเสนอชื่อจากนายจ้างและได้รับการคัดเลือกเป็นแรงงานต่างชาติดีเด่นจำนวน 14 คน ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานเวียดนาม 6 คน แรงงานไทยได้รับการคัดเลือก 4 คน แรงงานฟิลิปปินส์ 3 คน และอินโดนีเซีย 1 คน โดย นางลัพธวรรณ วอลช์ ผอ. สำนักงานแรงงานไทยในกรุงไทเป เดินทางไปร่วมแสดงความยินดี และได้มอบเงินรางวัลเพื่อเป็นการกำลังใจแด่แรงงานไทยทั้ง 4 คนด้วย 

สำหรับคนงานไทยที่ได้รับรางวัลแรงงานต่างชาติดีเด่นในภาคอุตสาหกรรมผ้าไหมและสิ่งทอในเขตพื้นที่ไต้หวัน ประจำปี 2562 ทั้ง 4 คน มีดังนี้  

1. นาย ธวัช ศรีทา อายุ 37 ปี มาจากจังหวัดพะเยา พนักงาน Ho Yu Textile Co.,Ltd. นครเถาหยวน

2. นายฤทธพล ประเสริฐศรี อายุ 40 ปี มาจากบุรีรัมย์ พนักงาน Formosa Taffita Co.,Ltd. ที่เมืองหยุนหลิน

3. นายคมสันต์ บุญสมัคร  อายุ 29 ปี พนักงาน Sun Shine Textile Enterprise Co.,Ltd. นครเถาหยวน

4. นางสาว กนกวรรณ เหรียญกล้า อายุ 26 ปี พนักงาน Lovetex Industrial Corp. นครเถาหยวน

นางลัพธวรรณ วอลช์ ผอ. สำนักงานแรงงานไทย ไทเป (ที่ 3 จากขวา) ไปร่วมแสดงความยินดีกับ 4 แรงงานไทยที่ได้รับเลือกเป็นแรงงานต่างชาติดีเด่นจากสมาคมผ้าไหมและสิ่งทอของไต้หวันประจำปี 2562

2. ไต้หวันกวาดล้างหนัก ทำแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขาดแคลนกำลังคน หันมาจ้างแรงงานต่างชาติเป็นลูกมือกดเงินตามตู้ ATM

        ขบวนการต้มตุ๋นทางโทรศัพท์หรือที่เรียกกันว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งเคยเหิมเกริมหนักในไต้หวันช่วงหลายปีที่ผ่านมา ถูกตำรวจกวาดล้างต่อเนื่อง ด้วยการทลายเครือข่าย ยึดเครื่องคอมพิเตอร์ โทศัพท์และจับสมาชิกที่ทำหน้าที่กดเงินตามตู้ ATM ทำให้ต้องย้านฐานปฏิบัติการไปยังต่างประเทศ ส่วนที่ยังทำมาหากินในไต้หวันต่อไป ก็ประสบปัญหาขาดแคลนกำลังคนอย่างหนัก ตำรวจตรวจพบว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์หันมาว่าจ้างแรงงานต่างชาติ ทำหน้าที่ไปกดเงินตามตู้ ATM สำนักงานตำรวจ กระทรวงมหาดไทยไต้หวันแถลงว่า ที่ผ่านมา แต่ละปีตรวจพบชาวต่างชาติพัวพันคดีต้มตุ๋นเฉลี่ยปีละ 100 คนเศษ แต่ปีที่ผ่านมา จับกุมได้ถึง 328 คน โดยในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติ

หนุ่มสาวชาวต่างชาติคู่นี้ รับจ้างเป็นผู้กดเงินตามตู้ ATM ถูกจับที่โรงแรมในไทเป

           จากข้อมูลของสำนักงานตำรวจพบว่า เมื่อเมษายนปีนี้ มีผู้อนุบาลอินโดนีเซีย 2 คน ถูกตำรวจที่อยู่ระหว่างพักผ่อนในวันหยุดพบเห็นว่ามีพิรุธจึงเข้าจับกุม ขณะที่กำลังกดเงินจากตู้ ATM ในร้านสะดวกซื้อในเขตฟงหยวน นครไทจง และเมื่อเดือนเมษายนปีที่ผ่านมา มีแรงงานหญิงฟิลิปปินส์ที่ทำงานในตำแหน่งผู้อนุบาลรายหนึ่งถูกจับ หลังส่งมอบบัญชีธนาคารของตนให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และถือโอกาสขณะพาอาม่าไปโรงพยาบาลแอบไปกดเงินจากตู้ ATM

           ตำรวจกล่าวว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ว่าจ้างแรงงานต่างชาติ และต้องการหารายได้พิเศษ ถือโอกาสขณะพักผ่อนหรือออกนอกบ้านแว็บไปกดเงินที่ตู้ ATM สามารถหลบเลี่ยงสายตาของตำรวจได้ กดเงินแต่ละครับได้รับค่าจ้าง 2,000-3,000 เหรียญ สำหรับแรงงานต่างชาติแล้วถือเป็นรายได้งาม และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังขอให้แรงงานต่างชาติเหล่านี้เชิญชวนเพื่อนร่วมชาติมาหารายได้พิเศษด้วย โดยหารู้ไม่ว่า รายได้ไม่กี่พัน อาจนำไปสู่การติดคุกหลายปี

ผู้อนุบาลฟิลิปปินส์ถูกจับข้อหารับจ้างกดเงินตามตู้ ATM ให้กับแก๊งคอลเซ็นเตอร์

           ตำรวจวิเคราะห์ว่า ภายในองค์กรของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ผู้ทำหน้าที่กดเงินตามตู้ ATM เป็นตำแหน่งต่ำสุด ค่าจ้างน้อยสุดแต่ความเสี่ยงสุด เพื่อจะหลบเลี่ยงสายตาตำรวจ ผู้รับหน้าที่กดเงินอาจต้องเดินทางขึ้นเหนือลงใต้เพื่อสลับกดเงินจากตู้ ATM ที่อยู่ห่างกัน จัดเป็นงานหนักและมีความเสี่ยงสูง ประกอบกับเป็นงานที่ไม่ต้องใช้ทักษะความรู้ สามารถหาใครทำแทนก็ได้ ดังนั้น ในอดีตแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องหาคนรับจ้างกดเงิน มักว่าจ้างเด็กวัยรุ่นที่ไม่ค่อยทราบเรื่องกฎหมายและไม่รู้ว่ามีโทษรุนแรงมาทำหน้าที่กดเงินที่ต้มตุ๋นได้จากตู้ ATM แต่หลังจากที่ตำรวจกวาดล้างหนักต่อเนื่อง รวมถึงมีการแก้กฎหมายเพิ่มโทษอาชญากรรมที่ทำกันเป็นขบวนการ และเมื่อถูกจับกุมแล้ว ไม่ใช่แค่จำคุกอย่างเดียว ยังต้องถูกปรับและชดใช้ค่าเสียหายแก่เหยื่อเป็นเงินจำนวนมหาศาลด้วย ทำให้สถานการณ์เริ่มแปรเปลี่ยนไป แก๊งคอลเซ็นเตอร์ขาดแคลนแรงงาน หาคนมารับจ้างกดเงินได้ยากขึ้น

ที่ผ่านมา แก๊งคอลเซ็นเตอร์มักจะว่าจ้างเด็กวัยรุ่นเป็นผู้ไปกดเงินตามตู้ ATM

           ขบวนการต้มตุ๋นจึงมุ่งเป้าไปยังแรงงานต่างชาติ ซึ่งต้องการหารายได้พิเศษและไม่ทราบกฎหมาย ไม่ทราบความรุนแรงของโทษที่จะได้รับ ประกอบกับแรงงานต่างชาติมีที่อยู่ที่แน่นอน โอกาสที่จะเชิดเงินหนีมีน้อย สำหรับค่าแรงรับจ้างกดเงินตามตู้ ATM จะได้รับในอัตรา 2,000-3,000 เหรียญต่อวงเงินที่กดได้ทุก 100,000 เหรียญไต้หวัน เงินค่าจ้างนี้อาจไม่ดึงดูดใจสำหรับคนท้องถิ่น แต่สำหรับแรงงานต่างชาติแล้ว ถือเป็นรายได้งามทีเดียว และแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ สื่อสารภาษาจีนไม่ค่อยได้ หรือบางคนถึงแม้สื่อภาษาจีนกันรู้เรื่อง แต่มีสำเนียง ฟังออกว่าเป็นแรงงานต่างชาติ หากให้ทำหน้าที่อื่น อาจถูกจับผิดได้ง่าย จึงเหมาะสำหรับทำหน้าที่กดเงินจากตู้ ATM อย่างเดียว อย่างไรก็ตาม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็กลัวเหมือนกัน หลังกดเงินได้แล้วแรงงานต่างชาติจะเชิดเงินหนี จึงจัดคนสอดส่องอย่างใกล้ชิด และมักจะเลือกว่าจ้างแรงงานต่างชาติที่ถูกกฎหมายมีที่อยู่ที่แน่นอนมากกว่าแรงงานผิดกฎหมาย

             จึงขอเตือนแรงงานไทยมาว่า อย่าเห็นแก่เงินค่าจ้างไม่กี่พัน หลงไปรับจ้างกดเงินจากตู้ ATM ให้กับใครเด็ดขาด เพราะโอกาสถูกจับสูงมาก และโทษสำหรับรับจ้างกดเงิน ซึ่งถือเสมือนเป็นสมาชิกของขบวนการอาชญากรรม มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 10 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนหัวโจกรวมถึงระดับหัวหน้าของขบวนการอาชญากรรม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 100 ล้านเหรียญไต้หวัน หรือทั้งจำทั้งปรับ

ไต้หวันกวาดล้างหนัก ทำแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขาดแคลนกำลังคน โดยเฉพาะลูกมือกดเงินตามตู้ ATM

3. เตือนกลุ่มก่อการร้าย ISIS เลือกแรงงานอินโดนีเซียที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมเข้ากลุ่ม ผู้อนุบาลในไต้หวันก็ตกเป็นเป้าหมายด้วย

           แม้ว่า นายอาบู อัคร์ อัล แบกห์ดาดี ผู้นำสูงสุดของกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ISIS ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ทำให้ทั่วโลกผวา จะถูกกองกำลังสหรัฐอเมริกาสังหารเสียชีวิตไปแล้วเมื่อวันที่ 27 ต.ค. ที่ผ่านมา รวมถึงทำลายฐานที่มั่นแหล่งสุดท้ายแล้วก็ตาม แต่ CNN สถานีโทรทัศน์ข่าวของอเมริการายงานเมื่อวันที่ 10 พ.ย.ที่ผ่านมาว่า อิทธิพลของกลุ่มก่อการร้าย ISIS ได้แทรกซึมเข้าสู่ประเทศในเอเชียมานานแล้ว โดยเล็งเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้อนุบาลมุสลิมที่เดินทางไปทำงานอยู่ตามประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งไม่เพียงแต่จะโดดเดี่ยว มีปัญหาหนี้สินและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากนายจ้าง ให้เข้าเป็นสมาชิกใหม่ หรืออาจกลายเป็นมือระเบิดพลีชีพ ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า การพ่ายแพ้ย่อยยับในตะวันออกกลาง ไม่ได้หมายความว่าเป็นการสูญสลายของกลุ่มก่อการร้าย ISIS แต่เป็นการเริ่มต้นแผ่ขยายอิทธิพลของพวกเขาในเอเชีย

กลุ่มก่อการร้าย ISIS แทรกซึมและแผ่ขยายอิทธิพลมายังกลุ่มแรงงานในประเทศเอเชีย

           รายงานกล่าวว่า เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา สิงคโปร์จับกุมแม่บ้านชาวอินโดนีเซียอายุตั้งแต่ 31 – 36 ปี ซึ่งทำงานบ้านในสิงคโปร์มานาน 6- 13 ปี จำนวน 3 คน ข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคง ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มก่อการร้าย ใช้เวลาว่างโฆษณาสนับสนุนกลุ่ม ISIS ทางออนไลน์ ในจำนวนนี้ มี 1 คน ยังเตรียมตัวเดินทางไปยังประเทศซีเรีย เพื่อปฏิบัติหน้าที่เป็นมือระเบิดพลีชีพ แต่ยังไม่ทันจะออกเดินทางถูกจับเสียก่อน ทำให้ทั้ง 3 คนอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี และถูกปรับ 500,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 11,300,000 บาท

           ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายเผยว่าแรงงานหญิง 3 คนดังกล่าว ไม่ได้เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่เคลื่อนไหวสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายในสิงคโปร์ ฮ่องกงรวมถึงในไต้หวัน Nava Nuraniyah นักวิจัยสถาบันวิเคราะห์นโยบายความขัดแย้งของอินโดนีเซีย หรือ IPAC บอกว่า กลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อและถูกใช้ให้สร้างรายได้แก่กลุ่มก่อการร้าย ISIS ทั้งนี้ระหว่างปี 2558-2559 มีผู้หญิงชาวอินโดนีเซียอย่างน้อย 50 คน แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้อนุบาลและผู้ช่วยงานบ้าน โดยทำงานบังหน้าเป็นพี่เลี้ยงเด็ก แม่บ้าน ผู้อนุบาลที่ดูแลผู้สูงอายุ ในจำนวนนี้ 43 คนอยู่ในฮ่องกง 4 คนอยู่ในสิงคโปร์และอีก 3 คนอยู่ในไต้หวัน

อันดิ (กลาง) ผู้อนุบาลอินโดนีเซียถูกดึงเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม ISIS สมัยที่ทำงานอยู่ในไต้หวัน ปัจจุบันถูกจับและจำคุกในอินโดนีเซีย

           Diovio Alfath เจ้าหน้าที่องค์กรพันธมิตรภาคประชาชนต่อต้านกลุ่มหัวรุนแรง หรือ C-Save ของอินโดนีเซีย บอกว่าพื้นเพของผู้หญิงเหล่านี้ สวนใหญ่มักเผชิญปัญหาจากการหย่าร้าง ติดหนี้ ปรับตัวในสภาพสังคมวัฒนธรรมใหม่ไม่ได้ หรือได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมจากนายจ้าง ทำให้หาทางติดต่อกับชุมชนชาวอินโดนีเซียทางออนไลน์หรือไปด้วยตัวเองโดยอาจไม่รู้ตัวว่าถูกล้างสมองให้เป็นพวกหัวรุนแรง

           Nava Nuraniyah กล่าวว่า หลายคนติดต่อเพื่อนหญิงหรือชายที่สนับสนุน ISIS ผ่านทางเฟซบุ๊ก ก่อนได้รับการเลือกให้เข้าร่วมเครือข่ายกลุ่มหัวรุนแรงผ่านกลุ่มที่ร่วมละหมาดด้วยกันหรือจากการพบปะกันในชุมชนและกลายเป็นพวกสายสุดโต่งอย่างรวดเร็ว ผู้หญิงชาวอินโดนีเซียบางคนแต่งงานกับแฟนหนุ่มสายสุดโต่ง ซึ่งมีทั้งกลุ่มติดอาวุธ หรือ เป็นเครือข่ายส่งเงินสนับสนุนไอซิส เป็นคนคัดเลือกผู้ร่วมเครือข่าย หรือผู้ประสานงาน ส่วนแม่บ้านบางคนเป็นเครือข่ายการเงินหรือสนับสนุนด้านการขนส่งและมีผู้หญิงบางคนเคยเดินทางไปในพื้นที่สงครามโดยเดินทางจากฮ่องกงไปซีเรีย

แรงงานหญิงชาวมุสลิมที่เผชิญปัญหาหย่าร้าง ติดหนี้ ปรับตัวเข้ากับสังคมวัฒนธรรมไม่ได้หรือถูกกดขี่จากนายจ้าง มักจะตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มก่อการร้าย ISIS

           ขณะที่ฮ่องกงและสิงคโปร์จับตาดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มแม่บ้านอย่างใกล้ชิด ทั้งติดตามการโพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์และแวดวงเวทีการสัมมนาที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการก่อการร้าย หากพบว่าแม่บ้านชาวต่างชาติโพสต์ข้อความสุดโต่ง จะเนรเทศทันที

           ตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา สิงคโปร์เนรเทศแม่บ้านชาวอินโดนีเซียออกจากประเทศไปแล้ว 16 คน ขณะที่ฮ่องกงไม่เปิดเผยตัวเลข แต่ยืนยันว่าหน่วยข่าวกรองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามดูความเคลื่อนไหวของกลุ่มก่อการร้ายข้ามชาติตลอดเวลา

           ส่วนที่ไต้หวัน ซึ่งมีผู้อนุบาลจากประเทศอินโดนีเซียมากถึง 190,000 คน แต่ด้านกระทรวงแรงงานไต้หวันเคยแถลงก่อนหน้านี้ว่า ไม่ได้รับข้อมูลใดๆ แต่ปัญหาความมั่นคงเป็นเรื่องที่จะละเลยไม่ได้ แม้มีความเป็นไปได้เพียง 1 ในหนึ่งหมื่นส่วน ก็ต้องเผชิญหน้าปัญหานี้อย่างระวังและรอบคอบ โดยกระทรวงแรงงานได้ประสานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ จัดตั้งระบบติดตามและตรวจสอบอย่างเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง

แรงงานหญิงชาวมุสลิมที่เผชิญปัญหาหย่าร้าง ติดหนี้ ปรับตัวเข้ากับสังคมวัฒนธรรมไม่ได้หรือถูกกดขี่จากนายจ้าง มักจะตกเป็นเป้าหมายของกลุ่มก่อการร้าย ISIS

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง