ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 3 มกราคม 2563

  • 03 January, 2020
  • อโศก ศรีจันทร์
หนุ่มเวียดนามใช้เท้าเขี่ยสะโพกสาวไต้หวันบนรถเมล์ ศาลสูงไทจงตัดสินจำคุก 3 เดือน แล้วเนรเทศกลับประเทศ

1. แรงงานผิดกฎหมายยังไม่มีแนวโน้มลดลง ส่วนใหญ่หลบไปทำงานเกษตรในชนบทและภูเขา ตำรวจชี้จับไม่หมด ต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

        หนังสือพิมพ์เหลียนเหอเป้าหรือ UDN สื่อสิ่งพมพ์ยักษ์ใหญ่ของไต้หวัน รายงานสถานการณ์ของแรงงานต่างชาติหลบหนีนายจ้างหรือแรงงานผิดกฎหมายว่า ยังไม่มีแนวโน้มลดน้อยลง เนื่องจากมีที่ไป โดยเฉพาะฟาร์มหรือไร่สวนในชนบทหรือบนภูเขา เนื่องจากขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก และรัฐบาลยังไม่อนุญาตให้เกษตรกรทั่วไปนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ ทำให้ต้องพึ่งพาแรงงานผิดกฎหมาย ประกอบกับในการเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน ถูกบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าหัวคิวที่แพง เมื่อมีแรงกดดัน จึงเลือกวิธีหลบหนีออกจากโรงงานไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย ส่งผลให้ยอดจำนวนการหลบหนีกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายของแรงงานต่างชาติ ยังไม่มีแนวโน้มลดลง แม้รัฐบาลจะประกาศมาตรการต่างๆ เพื่อสกัดแต่ก็ไร้ผล

แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่หลบไปทำงานอยู่บนดอยจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม

        นักข่าวของ UDN ลงพื้นที่ชนบทและบุกป่าฝ่าดงเพื่อทำข่าวสถานการณ์แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่แฝงตัวอยู่ในฟาร์มและไร่สวน โดยอ้างสถิติของคณะกรรมการการเกษตรกล่าวว่า ภาคการเกษตรของไต้หวัน ปกติขาดแคลนคนงานประมาณ 15,000 คน  ในฤดูเก็บเกี่ยวจะเพิ่มสูงถึง 210,000 คน นอกจากนี้ เนื่องจากคนหนุ่มสาวไม่ยอมทำงานเกษตร ส่งผลให้เกษตรกรไต้หวัน  มีอายุโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 62 ปี การขาดช่วงในการสืบทอดงานภาคการเกษตรอยู่ในขั้นวิกฤต ขณะที่รัฐบาลไม่อนุญาตให้นำเข้าแรงงานต่างชาติ ยกเว้นที่ทดลองเปิดให้นำเข้า 800 คน แต่จำกัดอยู่แค่ฟาร์มโคนมและจ้างเหมาบริการภาคการเกษตร เกษตรกรจึงต้องหันไปพึ่งพาแรงงานต่างชาติ และนี่เป็นสาเหตุสำคัญประการที่ทำให้รัฐบาลไม่สามารถลดจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีลงได้อย่างมีผล

นายจ้างเจ้าของไร่ชานั่งคุมการทำงานของแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายบนภูเขา

        นอกจากนี้ แรงกดดันด้านหนี้สิน ซึ่งเกิดจากการกู้ยืมเพื่อนำมาจ่ายเป็นค่าบริการจัดหางานหรือที่เรียกกันว่าค่าหัวคิวแก่บริษัทจัดหางาน อย่างเช่นแรงงานเวียดนาม รัฐบาลเวียดนามอนุญาตให้บริษัทจัดหางานเก็บค่าหัวคิวได้ไม่เกิน 4,500 USD แต่ราคาท้องตลาดเก็บกัน 6,000-7,000 USD ตกประมาณ 180,000-210,000 เหรียญไต้หวัน เมื่อเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันครบสัญญา 3 ปี หนี้ยังไม่ทันจะหมด แทนที่จะได้ต่อสัญญาใหม่ทำงานหาเงินต่อไป ตามที่กฎหมายกำหนด กลับถูกบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าต่อสัญญา หรือบังคับให้เดินทางกลับประเทศไปเสียค่าหัวคิวมารอบใหม่ ทำให้แรงงานเวียดนามและอินโดนีเซียจำนวนมากเลือกใช้วิธีแก้ปัญหาด้วยการหลบหนีไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย

อาเฉิง แรงงานเวียดนาม เดิมเป็นช่างซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า เดินทางมาทำงานไต้หวันแต่ไม่สามารถแบกหนี้จากค่าหัวคิวได้ หลบหนีไปทำงานบนเขา

        รายงานกล่าวว่า แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายกลายเป็นกำลังแรงงานกลุ่มหลักของภาคการเกษตรไปแล้ว หากมีการจับกุมกวาดล้างจนหมดเกลี้ยง พื้นที่เกษตรในไต้หวันกว่า 1 ใน 3 จะต้องถูกทิ้งร้างเพราะขาดแคลนแรงงาน รัฐบาลจึงควรให้ความสำคัญ แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

คนงานไทยเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน แต่โรงงานไม่มีโอที หลบไปทำงานเก็บผลไม้อยู่บนดอย

        จากสถิติของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กระทรวงมหาดไทย ณ สิ้นเดือนพฤศจิกายน 2562 ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีนายจ้างและยังไม่ถูกตรวจพบ 48,317 คน เป็นเพศหญิง 29,987 คน เพศชาย 18,330 คน จำนวนนี้ แรงงานอินโดนีเซียหลบหนีและยังไม่ถูกตรวจพบมากที่สุด 23,135 คน รองลงมาเป็นเวียดนาม มีจำนวน 22,025 คน ตามด้วยฟิลิปปินส์ 2,363 คน และแรงงานไทย 793 คน เป็นแรงงานไทยเพศชาย 654 คน เพศหญิง 139 คน

แรงงานผิดกฎหมายกลายเป็นกำลังแรงงานกลุ่มสำคัญของภาคการเกษตรในชนบทของไต้หวัน

2. จิตใจโหดร้ายและเลวทราม! คนงานเวียดนามขี่มอเตอร์ไซค์ชนอาม่าล้ม ไม่ได้ช่วยนำส่งรพ. แต่อุ้มทิ้งลงคลองขับรถหนีไป ตำรวจตามจับได้ใน 2 ชั่วโมง ตั้งข้อหาพยายามฆ่า

        เมื่อค่ำวันที่ 24 ธ.ค. ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 21.00 น. อาม่าแซ่ตู้วัย 79 ปี ขณะเดินบนสะพานฟงหลินในเขตรุ่ยฟาง นครนิวไทเป ถูกนายเหงียน อายุ 33 ปี แรงงานเวียดนามที่ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ผ่านด้วยความเร็วสูง พุ่งชนจนล้ม นายเหงียนจอดรถ แทนที่จะดูอาการและพาส่งรักษาที่โรงพยาบาล แต่กลัวจะมีเรื่อง อุ้มอาม่าขึ้นทุ่มลงไปในคลอง จากนั้นขี่รถมอเตอร์ไซค์เผ่นหนีไป คนขับรถที่พบเห็นเหตุการณ์รีบโทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ภัยมาถึงที่เกิดเหตุ พบอาม่าผู้นี้โชคดีมาก ไม่ได้ตกลงไปในคลองโดยตรง แต่ขณะถูกทุ่มลงสะพาน ร่างอาม่าตกใส่สองข้างคลองที่เป็นเนินดินลาดเอียงแล้วค่อยๆ ไถลลงไปในคลองลึก 15 เมตร ซึ่งเท่ากับตึก 5 ชั้น ทำให้ได้รับบาดเจ็บไม่มาก เพียงแค่แขนขาถลอก เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำอาม่าขึ้นมาจากคลอง และส่งรักษาทำแผลที่โรงพยาบาล

อาม่าถูกคนงานเวียดนามชนแล้วอุ้มทิ้งลงไปจากสะพานแห่งนี้

เจ้าหน้าที่กู้ภัยกำลังนำอาม่าขึ้นมาจากคลองที่มีความสูงประมาณ 15 เมตร

        ขณะเดียวกัน ได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดบริเวณที่เกิดเหตุ และคำให้การของพยาน ซึ่งเป็นคนขับรถที่ขับผ่านไปพบเห็นเหตุการณ์พอดีให้การว่าเห็นผู้ก่อเหตุอุ้มอาม่าขึ้นมาแล้วทุ่มลงไปในคลอง จากนั้นเข็นรถมอเตอร์ที่เสียหลักล้มขึ้นมาขับหนีไป ในที่เกิดเหตุยังพบหมวกกันน็อคและกุญแจ 1 พวง ตำรวจจึงออกตามล่าผู้ต้องหาทันที ใช้เวลาไม่ถึง 2 ชั่วโมงก็ตรวจพบรถมอเตอร์ไซค์คันที่ก่อเหตุ จับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นแรงงานชาวเวียดนามถูกกฎหมาย ทำงานอยู่ในโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมในเขตรุ่ยฟางรายนี้ได้ กล้องวงจรปิดของโรงงานก็ปรากฎภาพบันทึกแรงงานเวียดนามรายนี้ขี่รถมอเตอร์ไซค์ออกจากโรงงานและกลับเข้ามาในหอพัก หลังเกิดเหตุ

ตำรวจตามไปตรวจพบรถมอเตอร์ไซค์คันที่ก่อเหตุจอดอยู่ในโรงงานที่รุ่ยฟาง นครนิวไทเป

        เมื่อหลักฐานชัดเจน นายเหงียนจึงให้การสารภาพว่า ตนเดินทางมาทำงานในไต้หวันได้ 2 ปีเศษ ไม่มีใบขับขี่ ส่วนรถมอเตอร์ไซค์เป็นของเพื่อนชาวเวียดนามคนเก่าที่ทำงานครบสัญญาเดินทางกลับประเทศไปแล้ว ทิ้งรถมอเตอร์ไซค์ไว้ให้ตนใช้ และตนได้ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ชนอาม่าล้มในที่เกิดเหตุจริง แต่ปฏิเสธอุ้มทิ้งลงคลอง เพียงแต่ช่วยอุ้มให้นั่งข้างสะพานเพื่อพักผ่อน แต่เผลอทำให้พลัดตกลงไป พยานให้การยืนยันว่า เห็นผู้ต้องหาอุ้มอาม่าขึ้นแล้วทุ่มลงไปในคลอง ไม่ใช่อุ้มให้นั่งข้างสพาน เพราะขอบสะพานสูงพอสมควร เป็นไปไม่ได้ที่อุ้มให้นั่งแล้วเผลอทำให้พลัดตกลงไป หลังสอบสวนตำรวจควบคุมตัวนายเหงียนส่งให้อัยการดำเนินคดีข้อหาพยายามฆ่า และขับขี่รถชนคนแล้วหลบหนี

        

นายเหงียน อายุ 33 ปี แรงงานเวียดนาม (คนกลาง) ถูกจับหลังชนอาม่าแล้วยังอุ้มทิ้งลงสะพาน

3. ห้ามแล้วยังไม่ฟัง หนุ่มเวียดนามใช้เท้าเขี่ยสะโพกสาวไต้หวันบนรถเมล์ ศาลไทจงตัดสินจำคุก 3 เดือน แล้วเนรเทศกลับประเทศ ห้ามเข้าไต้หวันทำงานตลอดชีพ

        แรงงานเวียดนามรายหนึ่งนิสัยเสีย นั่งรถเมล์ชอบยกเท้าอย่างไม่เกรงใจใคร แถมยังใช้หัวแม่เท้าเขี่ยสะโพกของผู้โดยสารเพศหญิงอยางจงใจ ผู้หญิงบางคนถูกกระทำลุกหนี แต่มาเจอสาวไต้หวันรายหนึ่งหันมาตักเตือนแล้วยังทำอีก สาวไต้หวันรายนี้ลุกเดินไปบอกโชเฟอร์ขับรถตรงไปยังโรงพัก แจ้งความหนุ่มเวียดนามลวนลามทางเพศ ศาลตัดสินจำคุก 3 เดือน พ้นโทษแล้วส่งกลับประเทศ ห้ามเดินทางมาทำงานในไต้หวันตลอดชีวิต

รถโดยสารประจำทางสายฟงหยวน-ไทจง

        นายเหงียนวางหงอบ แรงงานเวียดนามที่เดินทางมาทำงานที่นครไทจงอย่างถูกกฎหมาย เมื่อบ่ายวันที่ 30 ธันวาคมปี 2561 ขณะนั่งรถโดยสารประจำทางจากเขตฟงหยวนเข้าตัวเมืองไทจง ยกเท้าวางไว้ช่องว่างระหว่างพนักผิงและที่นั่งเบาะหน้า โดยไม่เกรงใจผู้โดยสารคนอื่น มิหนำซ้ำยังใช้หัวแม่เท้าแย่และเขี่ยสะโพกของผู้โดยสารเพศหญิงที่นั่งอยู่ด้านหน้า ผู้หญิงบางคนถูกกระทำทนไม่ได้แต่ไม่อยากมีเรื่องลุกเดินหนี แต่มาเจอสาวไต้หวันรายหนึ่งนามสมมุติว่าเสี่ยวฉี เมื่อถูกกระทำเสี่ยวฉีหันมาต่อว่าและตักเตือน แต่หนุ่มเวียดนามไม่สน เสี่ยวฉีชี้ไปที่เท้า นายเหงียนจึงหยุด แต่ไม่นานยกเท้าไปยังเบาะหน้าเขี่ยไปที่สะโพกของสาวไต้หวันอีก เสี่ยวฉีสุดทนจึงลุกเดินไปบอกโชเฟอร์ขับรถตรงไปยังโรงพักแจ้งความ ตำรวจจับหนุ่มเวียดนามรายนี้ส่งอัยการดำเนินคดีข้อหาลวนลามทางเพศ

การใช้นิ้วเท้าไปเขี่ยสะโพกผู้หญิงที่นั่งอยู่เบาะหน้าอย่างจงใจเป็นพฤติกรรมที่ไม่น่าให้อภัย

        นายเหงียนให้การต่ออัยการอ้างว่า ตนไม่ได้ตั้งใจ ทำไปโดยไม่รู้ตัว และหลังได้รับคำเตือนจากโจทก์ ตนได้หยุดกระทำแล้ว แต่ต่อมาเผลอนอนหลับ เท้ายกขึ้นไปที่เดิมอีกโดยไม่รู้ตัว อัยการไม่เชื่อข้อแก้ตัวดังกล่าวสั่งฟ้องศาล หลังตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุแล้วพบว่า ช่องว่างเบาะหน้าไม่มีที่วางเท้า ดังนั้น จะต้องตั้งใจวางถึงจะทำได้ และในช่องว่างเบาะหน้า เมื่อขยับนิ้วเท้าจะแตะต้องหรือสัมผัสสะโพกของผู้โดยสารที่นั่งอยู่เบาะหน้า การวางเท้าไว้บนที่วางแขน อย่างมากเพียงแค่สร้างความรังเกียจให้แก่ผู้โดยสารคนอื่นๆ แต่การวางเท้าที่ช่องว่างของเบาะหน้า หากได้รับการเตือนแล้วยังทำอีก เป็นการลวนลามโดยเจตนาอย่างชัดเจน และเป็นการดูหมิ่นศักดิ์ศรีของผู้หญิง ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นไทจงจึงตัดสินจำคุก 3 เดือน ข้อหาลวนลามทางเศพ แต่อนุญาตให้เสียค่าปรับแทนการจำคุกได้ในอัตราวันละ 1,000 เหรียญ หรือ รวม 92,000 เหรียญ หลังรับโทษแล้ว ให้เนรเทศส่งกลับประเทศ ห้ามเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันตลอดชีวิต

ศาลชั้นต้นไทจงตัดสินจำคุกนายเหงียนเป็นเวลา 3 เดือน ข้อหาลวนลามทางเศพ หลังพ้นโทษแล้ว จะถูกเนรเทศส่งกลับประเทศ ห้ามเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันตลอดชีวิต

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง