ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 10 มกราคม 2562

  • 10 January, 2020
  • อโศก ศรีจันทร์
ตึกที่ทำการศาลท้องถิ่นไทจง

1. คดียิงคนงานเวียดนาม 9 นัดเสียชีวิต เนื่องจากยอมความกับทายาทได้ ศาลอุทธรณ์ลดโทษจำคุกตำรวจซินจู๋ 6 เดือน ให้รอลงอาญา 3 ปี

      คดีที่คนงานเวียดนามหลบหนีนายจ้าง มีอาการเมาสุราและยาไอซ์ ใช้ท่อนไม้และก้อนหินทุบรถชาวบ้านที่จอดข้างถนน ตำรวจเข้าห้ามปรามแต่ขัดขืน ต่อสู้และแย่งรถตำรวจ ถูกตำรวจยิง 9 นัดเสียชีวิต ศาลท้องถิ่นซินจู๋ตัดสินจำคุกนายเฉินฉงเหวิน ตำรวจจากสถานีตำรวจจู๋เป่ย เป็นเวลา 8 เดือน ข้อหาประมาทขณะปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต แต่ให้รอลงอาญา 3 ปี ระหว่างนี้จะถูกคุมความประพฤติด้วย อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา ศาลสูงไต้หวันคำนึงถึงตำรวจที่ตกเป็นจำเลย ได้ประนีประนอมยอมความกับทายาทได้แล้ว โดยจ่ายเงินชดเชย 2.6 ล้านเหรียญไต้หวัน จึงลดโทษจำคุกเหลือ 6 เดือน รอลงอาญา 3 ปี และอนุญาตให้อุทธรณ์ได้อีก

ตำรวจดึงตัวนายเหวียนที่พยายามจะหนีขึ้นรถตำรวจ

      คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2560 นายเหวียนกั๊วฟี อายุ 27 ปี คนงานเวียดนามผิดกฎหมายในสภาพเปลือยกายไม่สวมเสื้อผ้า มีอาการคุ้มคลั่งจากการเมาสุราและเสพยาไอซ์ทำให้ประสาทหลอน ใช้ก้อนหินและท่อนไม้ทุบกระจกรถยนต์ที่จอดอยู่ข้างทาง และผลักรถยนต์ รถจักรยานยนต์ลงแม่น้ำฟ้งซานในเมืองจู๋เป่ยเขตพื้นที่ซินจู๋ ถูกชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์โทรศัพท์แจ้งตำรวจ เมื่อนายเฉินฉงเหวิน ตำรวจจากโรงพักฟ้งกัง สถานีตำรวจจู๋เป่ยเดินมาถึงพร้อมกับเจ้าหน้าที่อาสาสมัครอีก 2 คน เรียกให้แรงงานเวียดนามรายนี้หยุดการกระทำ แทนที่จะทำตามคำสั่งและมอบตัวโดยดี คนงานเวียดนามกลับขัดขืน ชกต่อยเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร ในระว่างชุลมุน เจ้าหน้าที่อาสาสมัครคนหนึ่งโดนนายเหงียนใช้ก้อนหินขว้างใส่หน้า จนดั้งจมูกหักเลือดไหลอาบใบหน้า ตำรวจเห็นเอาไมอยู่จึงต้องใช้ไม้กระบองตีและฉีดสเปรย์พริกไทย แต่คนงานเวียดนามวิ่งหลบเข้าไปในรถตำรวจหมายจะขับหนี ตำรวจเกรงว่าเรื่องจะบานปลาย จึงลั่นไกปืนรัวยิงกระสุนใส่รถ 9 นัด ลูกกระสุนเจาะเข้าที่เอวและท้องของคนงานเวียดนามอาการสาหัส หลังนำตัวส่งโรงพยาบาลรักษาฉุกเฉิน แต่คนงานเวียดนามรายนี้ทนพิษบาดแผลไม่ไหวเสียชีวิตหลังส่งเข้าโรงพยาบาลในวันเดียวกัน

ญาติพี่น้องของนายเหวียนกั๊วฟีเดินทางมาจากเวียดนามถือภาพถ่ายผู้ตายเพื่อประท้วง ภายใต้การสนับสนันุนของกลุ่ม NGO ในไต้หวัน

      คดีนี้ ศาลท้องถิ่นซินจู๋ประกาศผลการตัดสินให้ตำรวจจากโรงพักฟ้งกัง สถานีตำรวจจู๋เป่ยมีความผิด ข้อหาประมาทในหน้าที่เป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ตัดสินจำคุก 8 เดือน แต่ให้รอลงอาญา 3 ปี ระหว่างนี้จะต้องถูกคุมความประพฤติด้วย อย่างไรก็ตาม มีการอุทธรณ์คดีต่อศาลสูง และเมื่อวันที่ 31 ธันวาคมที่ผ่านมา ศาลสูงไต้หวันคำนึงถึงนายเฉินฉงเหวิน ได้ประนีประนอมยอมความกับทายาทได้แล้ว โดยจ่ายเงินชดเชย 2.6 ล้านเหรียญไต้หวัน จึงลดโทษจำคุกเหลือ 6 เดือน สามารถจ่ายค่าปรับแทนการจำคุกได้ในอัตราวันละ 1,000 เหรียญไต้หวัน และให้รอลงอาญา 3 ปี

      คดีนี้ ถือเป็นแรงงานต่างชาติคนแรกในรอบ 30 ปี นับแต่ไต้หวันเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติเป็นต้นมา ที่ถูกตำรวจยิงเสียชีวิต โดยหลังเกิดเหตุ บรรดาองค์กรที่เคลื่อนไหวทางด้านแรงงาน หรือกลุ่ม NGO ต่างออกมาแสดงความเคลือบแคลงว่า ตำรวจทำเกินกว่าเหตุ ใช้ปืนยิงแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีอาวุธ ก่อนหน้านี้ นายเฉินฉงเหวิน พลตำรวจจากสถานีตำรวจจู๋เป่ย ก็ถูกสมาชิกสภาการตรวจสอบออกมาติงว่า ใช้อาวุธปืนอย่างไม่เหมาะสมและเกินกว่าเหตุ ด้านการยอมความกับทายาทผู้ตาย สามารถตกลงกันได้ โดยพลตำรวจเฉินฉงเหวินได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ทายาท 2.6 ล้านเหรียญไต้หวัน แต่เงินจำนวนนี้บรรดาเพื่อนตำรวจ ประชาชนและนักธุรกิจช่วยกันออกให้แทน

ญาติพี่น้องของนายเหวียนกั๊วฟีเดินทางมาจากเวียดนามถือภาพถ่ายผู้ตายเพื่อประท้วง ภายใต้การสนับสนันุนของกลุ่ม NGO ในไต้หวัน

2. กระทรวงแรงงานอินโดนีเซียวอนนายจ้างไต้หวันเพิ่มการจ้างตรงเท่าตัว จากปัจจุบันที่มีเพียง 25 คน

        นาย Tatang B. Razak อธิบดีกรมคุ้มครองสวัสดิการแรงงาน กระทรวงแรงงานอินโดนีเซียกล่าวให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวกลางหรือ CNA ของไต้หวันเมื่อวันที่ 30 ธ.ค. ที่ผ่านมาว่า รู้สึกยินดีที่กระทรวงแรงงานไต้หวันผลักดันระบบจ้างตรง โดยให้นายจ้างว่าจ้างแรงงานอินโดนีเซียโดยไม่ผ่านการจัดส่งของบริษัทจัดหางาน ทำให้แรงงานไม่ถูกขูดรีดเพราะไม่เสียค่าหัวคิว แม้ในขณะนี้ จะมีนายจ้างไต้หวันเพียง 2 ราย ได้แก่ซินกวงเท็กซ์ไทล์ที่ซินจู๋และโฮโยเท็กซ์ไทล์ในนครเถาหยวน ว่าจ้างแรงงานอินโดนีเซียโดยผ่านระบบจ้างตรงรวมกันเพียง 25 คนก็ตาม แต่ถือเป็นก้าวแรก หวังว่าในปีใหม่นี้ จะมีนายจ้างไต้หวันว่าจ้างผ่านระบบจ้างตรงมากขึ้นกว่า 1 เท่าตัว

กลุ่ม NGOและแรงงานต่างชาติเรียกร้องยกเลิกระบบการจัดส่งผ่านบริษัทจัดหางาน

        อธิบดีกรมคุ้มครองสวัสดิการแรงงานของอินโดนีเซียผู้นี้กล่าวว่า แรงงานอินโดนีเซียที่เดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน ประสบปัญหาถูกบริษัทจัดหางานเรียกเก็บค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวที่แพง กล่าวคือโดยทั่วไปจะเก็บกันที่ 30-60 ล้านรูเปี๊ยะห์ หรือประมาณ  64,800 – 129,600 เหรียญไต้หวัน ส่งผลให้แรงงานอินโดนีเซียต้องแบกรับภาระหนี้สินที่หนักอึ้ง เพื่อจะลดปัญหาแรงงานกดดัน รัฐบาลอินโดนีเซียเรียกร้องนายจ้างไต้หวันให้หันมาว่าจ้างแรงงานอินโดนีเซียผ่านระบบจ้างตรง ซึ่งแรงงานนอกจากไม่ต้องจ่ายค่าหัวคิวแล้ว นายจ้างยังจะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อาทิ ค่าตรวจโรค ค่าธรรมเนียมวีซ่าและค่าตั๋วเครื่องบิน ฯลฯ

สำนักงานตัวแทนไต้หวันในกรุงจาการ์ต้าให้การต้อนรับคนงานอินโดนีเซียจ้างตรงชุดแรกก่อนเดินทางมายังไต้หวัน

        อธิบดีกรมคุ้มครองสวัสดิการแรงงานของอินโดนีเซียผู้นี้กล่าวอีกว่า จากการเดินทางมาตรวจดูสถานการณ์แรงงานในไต้หวันเมื่อ 2 เดือนก่อนพบว่า นายจ้างไต้หวันมักจะพึ่งพาบริการของบริษัทจัดหางาน ช่วยจัดการขั้นตอนการยื่นขอและนำเข้าแรงงานต่างชาติที่ค่อนข้างจะสลับซับซ้อน อย่างไรก็ตามเขาได้พยายามอธิบายให้นายจ้างทราบถึงข้อดีของการนำเข้าแรงงานอินโดนีเซียผ่านระบบจ้างตรง หวังว่าจะมีนายจ้างไต้หวันจำนวนมากขึ้น สนใจนำเข้าแรงงานอินโดนีเซียผ่านระบบนี้ เขากล่าวว่า ปัจจุบัน รัฐบาลอินโดนีเซียได้ลงนามสัญญากับรัฐบาลเกาหลี เพื่อจัดส่งแรงงานอินโดนีเซียไปทำงานในระบบ EPS ภาคอุตสาหกรรม โดยไม่ผ่านบริษัทจัดหางาน แต่ตัวคนงานต้องจ่ายค่าเดินทางเอง นอกจากนี้ ประเทศเยอรมันมีนโยบายจะเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติจำนวน 260,000 คน ก่อนสิ้นปี 2030 ในจำนวนนี้ มี 146,000 คน ต้องการนำเข้าแรงงานจากประเทศที่ไม่ใช่รัฐสมาชิกสหภาพยุโรปหรือ EU และได้ประสานติดต่อต้องการนำเข้าแรงงานจากอินโดนีเซียด้วย

2 คนงานอินโดนีเซียที่เดินทางมาทำงานในโรงงานสิ่งทอผ่านระบบการจัดส่งโดยรัฐ

3. ล่ามดีฟ้องล่ามแสบ อาศัยจุดอ่อนคนงานไทยไม่รู้กฎหมาย ไถเงิน 5,700 เหรียญอ้างนำไปจ่ายค่าปรับเมาแล้วขับ ถูกล่ามที่ดูแลคนงานไทยช่วยแจ้งความจับ อัยการสั่งฟ้องข้อหายักยอกเงิน

      นางตู้ คนไทยที่เดินทางมาตั้งรกรากในไต้หวันและทำหน้าที่เป็นล่ามให้กับโรงพัก เมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา ขณะช่วยเป็นล่ามแปลภาษาให้กับตำรวจ คดีที่นายอนันต์ (นามสมมุติ) คนงานไทยถูกจับเมาแล้วขับ เรียกเงิน 5,600 เหรียญจากคนงานไทย อ้างช่วยนำไปเสียค่าปรับ ทำให้นายอนันต์หลงเชื่อ มอบเงินจำนวน 6,000 เหรียญมอบให้กับนางตู้ นางตู้มีเงินทอนเพียง 300 เหรียญ เท่ากับยักยอกเงินจากคนงานไทย 5,700 เหรียญ แต่ต่อมานายอนันต์เล่าเรื่องให้ล่ามที่ดูแลตนฟัง จึงได้รู้ว่า ตนถูกหลอกเสียแล้ว ล่ามบริษัทจัดหางานช่วยแจ้งความ นางตู้จึงถูกจับข้อหายักยอกเงินคนงานไทย

ที่ทำการศาลท้องถิ่นไทจง

      สำนวนฟ้องของอัยการระบุว่า คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อบ่ายวันที่ 18 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา นายอนันต์ คนงานไทยอายุ 41 ปี เดินทางมาทำงานที่นิคมอุตสาหกรรมไทจง หลังไปนั่งดื่มเหล้าขาวในร้านอาหารบริเวณรอบๆ นิคมอุตสาหกรรมฯ ขณะกำลังขี่รถจักรยานไฟฟ้ากลับสู่โรงงาน ระหว่างทางถูกตำรวจสกัดตรวจ โดยให้เป่าลมพบความเข้มข้นของระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูงถึง 0.47 mg/L ต่อมานายอนันต์ถูกศาลตัดสินจำคุก 3 เดือน ข้อหาเมาแล้วขับอันเป็นพฤติกรรมที่เป็นอันตรายต่อสาธารณะ แต่อนุญาตให้จ่ายเงินเงินค่าปรับแทนการจำคุกได้ ในอัตราวันละ 1,000 เหรียญ รวมทั้งหมด 92,000 เหรียญไต้หวัน

      แต่ก่อนที่ศาลจะตัดสิน นางตู้ ซึ่งเป็นล่ามประจำของโรงพักนิคมอุตสาหกรรมฯ ถูกเรียกตัวไปช่วยแปลภาษา เพื่อให้แรงงานไทยได้รับทราบคดีและสิทธิ์ของตน หลังสอบปาคำเสร็จ ตำรวจปล่อยตัวแรงงานไทยไปกลับโรงงานรอการตัดสินของศาล นางตู้ถือโอกาสไปรับเงินค่าล่ามและค่าเดินทางจำนวน 1,500 เหรียญจากฝ่ายบัญชีของโรงพักตามกฎระเบียบ แต่กลับออกมาบอกกับนายอนันต์ว่า ตนได้ไปช่วยเคลียร์คดีให้เรียบร้อยแล้ว เสียค่าปรับเพียง 5,600 เหรียญไต้หวัน และได้ช่วยจ่ายแทนไปแล้ว ดังนั้นนายอนันต์จะต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวให้กับตน

ที่ทำการศาลท้องถิ่นไทจง

      แรงงานไทยหลงเชื่อว่า เสียเงินให้กับล่ามเพียงเท่านี้ จะสามารถปิดคดีได้ หลังกลับถึงโรงงาน ได้ไปเบิกถอนเงินจากตู้ ATM จำนวน 6,000 เหรียญนำมามอบให้นางตู้ แต่นางตู้อ้างว่ามีเงินทอนเพียง 300 เหรียญ นายอนันต์ก็ว่าไม่อะไร เท่ากับนางตู้รับเงินจากแรงงานไทยรายนี้ไปทั้งหมด 5,700 เหรียญ

      จากนั้นไม่นาน นายอนันต์ต้องเดินทางกลับประเทศเนื่องจากครบสัญญา ได้เล่าเรื่องการเสียค่าปรับให้กับล่ามที่ดูแลตนและมาช่วยทำเรื่องกลับบ้านทราบ ล่ามเอะใจว่า ปกติการเสียค่าปรับ โดยเฉพาะคดีเมาแล้วขับที่ตรวจพบระดับแอลกอฮอล์เกิน 0.25 mg/L ซึ่งมีโทษต้องติดคุก ศาลจะมีคำพิพากษาและหมายสั่งให้ไปรับโทษ ไม่ใช่ไปจ่ายกันที่สถานีตำรวจ หลังจากช่วยตรวจสอบจากอัยการเจ้าของคดีแล้ว ทราบว่า คดีของนายอนันต์เนื่องจากถูกตรวจพบระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจสูงถึง 0.47 mg/L ศาลตัดสินจำคุก 3 เดือน แต่อนุญาตให้จ่ายเงินค่าปรับแทนการจำคุกได้ในอัตราวันละ 1,000 เหรียญ รวมทั้งหมด 92,000 เหรียญ ไม่ใช่ 5,600 เหรียญตามที่นางตู้กล่าวอ้าง เมื่อรู้ว่าคนงานไทยของตนถูกล่ามไร้คุณธรรมหลอก จึงได้ช่วยนายอนันต์แจ้งความ

      ตำรวจจับนางตู้ข้อหายักยอกทรัพย์ แต่นางตู้ปฏิเสธทุกข้อหา อย่างไรก็ตาม อัยการตรวจสอบจากคำให้การของนายอนันต์ เทียบกับภาพบันทึกในบริเวณศาลจากล้องวงจรปิด ยืนยันว่านางตู้ไม่ได้พูดความจริง จึงสั่งฟ้องศาลข้อหายักยอกทรัพย์

      ยังดีมีล่ามที่มีความรับผิดชอบสูงช่วยดูแลสิทธิประโยชน์ของแรงงานไทย ล่ามที่ไร้คุณธรรมซึ่งหากินกับคนงานสมควรถูกขจัดให้หมดสิ้นไป อย่างไรก็ตาม จากคดีนี้ เป็นจุดบ่งบอกได้ว่า ปัญหาเมาแล้วขับในกลุ่มคนงานไทย ยังอยู่ในระดับรุนแรง ไม่เพียงแต่จะถูกปรับหนัก ถูกเนรเทศกลับประเทศ ยังเป็นช่องทางหากินของล่ามไร้คุณธรรม

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง