ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน 2563

  • 12 June, 2020
  • อโศก ศรีจันทร์
แรงงานไทยยกให้แมงแคงเป็นไวอาก้าธรรมชาติ จับกินเป็นๆ ผู้เชี่ยวชาญเตือน ระวังพยาธิและสารเคมี

1. นายจ้างไต้หวันเรียกร้องรัฐบาลแก้กฎหมายขยายระยะเวลาทำงาน เพื่อให้แรงงานต่างชาติอยู่ทำงานในไต้หวันได้เกิน 12 ปี

      แรงงานต่างชาติทำงานในไต้หวันได้ไม่เกิน 12 ปี เริ่มเป็นปัญหาใหญ่ของนายจ้างแล้ว เมื่อเร็วๆ นี้ มีนายจ้างจำนวนมากต่างโอดครวญแรงงานต่างชาติของตน ฝึกฝนมาจนเชี่ยวชาญในหน้าที่การงาน แต่ต้องเดินทางกลับประเทศเพราะครบกำหนดระยะเวลาทำงาน 12 ปี และไม่สามารถกลับมาทำงานที่ไต้หวันอีก นายจ้างต้องนำเข้าแรงงานคนใหม่มาฝึกฝนต่อ กลายเป็นความสูญเสียใหญ่หลวงของภาคอุตสาหกรรมไต้หวัน

ผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมหูโข่ว (ขวาสุด) ชื่นชมแรงงานเวียดนามของตนว่าจ้าง ขยันและใฝ่เรียนรู้ มีทักษะทำงานสูง แต่ทำงานครบ 12 ต้องกลับประเทศ ไม่สามารถอยู่ทำงานในไต้หวันได้ต่อไป

      ที่นิคมอุตสาหกรรมหูโข่วในเมืองซินจู๋ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการ 434 โรงงาน ว่าจ้างแรงงานต่างชาติร่วม 10,000 คน ไม่เพียงแต่สร้างงานให้แรงงานไต้หวันกว่า 65,000 ตำแหน่ง ยังสร้างมูลค่าการผลิต 650,000 ล้านเหรียญไต้หวัญต่อปี และในจำนวนแรงงานต่างชาติที่ทำงานอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมแห่งนี้ มีจำนวนมากที่เป็นกำลังแรงงานกลุ่มหลัก แต่ปีสองปีมานี้ ผู้ประกอบการกำลังประสบปัญหาปวดหัว เมื่อแรงงานต่างชาติที่ตนว่าจ้าง ฝึกฝนจนมีความชำนาญในหน้าที่การงาน จำต้องเดินทางกลับประเทศ เนื่องจากระยะเวลาทำงานครบกำหนด 12 ปี ทำให้ต้องนำเข้าแรงงานชุดใหม่มาฝึกฝนต่อ ไม่เพียงแต่จะเสียต้นทุนและเวลาในการฝึกฝนแรงงานชุดใหม่ ยังเป็นความสูญเสียของภาคการผลิตของไต้หวัน ผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มส่งเสียงดัง เรียกร้องรัฐบาลให้ความสำคัญในปัญหานี้ ด้วยการแก้กฎหมาย หรือผ่านร่างกฎหมายคนเข้าเมืองและเศรษฐกิจใหม่ เพื่อให้แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือ สามารถยกระดับแรงงานกึ่งฝีมือ ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของไต้หวันได้ต่อไป

      Yoly International Co., Ltd หนึ่งในผู้ประกอบการฉีดขึ้นรูปโลหะในนิคมอุตสาหกรรมหูโข่ว ผลิตอะไหล่ชิ้นส่วนต่างๆ ใช้ในเครื่องอิเลคทรอนิคส์ เครื่องจักรกล โฟโต้อิเล็กทริก รถยนต์และรถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ เริ่มนำเข้าแรงงานเวีดนามชุดแรก ตั้งแต่ปี 2007 แรงงานเวียดนามเหล่านี้ มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้งานและความรู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่เพียงแต่มีความเชี่ยวชาญในหน้าที่การงาน ยังสามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากการผลิตได้ด้วยตนเอง แรงงานเหล่านี้ สามารถเรียกได้ว่าเป็นแรงงานมีทักษะฝีมือ แต่น่าเสียดายต้องทยอยเดินทางกลับประเทศ เนื่องจากครบกำหนดระยะเวลา 12 ปี โดยไม่สามารถอยู่ทำงานในไต้หวัน ต้องเดินทางไปทำงานที่ประเทศอื่นต่อไป และทางบริษัทต้องฝึกฝนแรงงานคนใหม่ต่อไป ถือเป็นความสูญเสียใหญ่หลวงทั้งต่อผู้ประกอบการและต่อเศรษฐกิจโดยรวมของไต้หวันเลยทีเดียว

แรงงานเวียดนามใน Yoly International ที่นายจ้างบ่นว่าเสียดาย ต้องกลับประเทศ เนื่องจากทำงานครบ 12 ปี

      นายเซี่ยหมิงหยาง กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทกล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรม สร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจของไต้หวันให้เป็นที่ประจักษ์ของสายตาทั่วโลกมาแล้ว และช่วยฝึกฝนแรงงานต่างชาติที่มีฝีมือเป็นจำนวนมาก แต่น่าเสียดาย เนื่องจากกฎหมายบังคับ แรงงานต่างชาติที่มีทักษะเหล่านี้ ไม่สามารถอยู่ทำงานช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของไต้หวันต่อไป โดยปัญหานี้ ไม่ได้เกิดขึ้นกับโรงงาน Yoly เท่านั้น แต่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของทุกโรงงานในไต้หวัน จึงเรียกร้องขอให้รัฐบาลให้ความสำคัญแก้ปัญหานี้โดยเร่งด่วน

แรงงานไทยของ บ.เซิ่งไท่ (CLC Industrial) ที่เขตเหรินเต๋อ นครไถหนาน ได้รับเสียงชื่นชมจากนายจ้าง

      เนื่องจากอัตราการเกิดในไต้หวันลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ไต้หวันต้องเผชิญกับปัญหาและภาวะวิกฤตที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร การปันผลทางประชากร หรือการได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงทางประชากรหมดสิ้นลงไปในปีค.ศ. 2027 หรืออีก 7 ปีข้างหน้า ทำให้ไต้หวันประสบภาวะขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะฝีมือระดับปานกลาง หรือแรงงานกึ่งฝีมือ เช่นพนักงานประกอบเครื่องจักร พนักงานควบคุมเครื่องจักร และพนักงานการผลิตเป็นต้น จากการสำรวจของกระทรวงเศรษฐการขาดแคลสูงถึง 210,000 คน ส่วนใหญ่เป็นความต้องการในภาคการผลิต ดังนั้นคณะกรรมการพัฒนาแห่งชาติของไต้หวัน ได้ร่างกฎหมายคนเข้าเมืองและเศรษฐกิจใหม่ เพิ่มการว่าจ้างแรงงานกึ่งฝีมือ ได้แก่แรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือและทำงานในไต้หวันครบ 6 ปีขึ้นไป ยกระดับให้เป็นแรงงานกึ่งฝีมือได้ หรือนักเรียนนักศึกษาต่างชาติที่จบการศึกษาในไต้หวันระดับมัธยมปลายหรืออาชีวศึกษาสามารถเข้าทำงานได้ โดยกำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างไม่ต่ำกว่า 41,393 เหรียญไต้หวัน สำหรับแรงงานในภาคการผลิต และ 32,000 เหรียญ สำหรับผู้อนุบาลในครัวเรือน เมื่อได้รับการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือแล้ว จะไม่ถูกจำกัดระยะเวลาทำงานเหมือนแรงงานต่างชาติทั่วไปอีกต่อไป ร่างกฎหมายฉบับนี้ ได้ผ่านการอนุมัติจากสภาบริหารแล้ว แต่ไม่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติ

ร่างกฎหมายคนเข้าเมืองและเศรษฐกิจใหม่ ไม่ผ่านการพิจารณาอนุมัติจากสภานิติบัญญัติ

2. คนไต้หวันตะลึง แรงงานไทยยกให้แมงแคงเป็นไวอาก้าธรรมชาติ จับกินเป็นๆ ผู้เชี่ยวชาญเตือน ระวังพยาธิและสารเคมี

      เกษตรกรสวนลิ้นจี่และสวนลำไย ซึ่งส่วนใหญ่อยู่แถวภาคกลาง โดยเฉพาะจางฮั่วและหยุนหลิน ต่างประสบปัญหาศัตรูไม้ผลอย่างมวนลำไย หรือที่เรียกกันทั่วไปว่าแมงแคงมาเป็นเวลานาน วิธีกำจัดคือฉีดพ่นยาฆ่าแมลง หรืออาศัยแตนเบียนเข้าทำลายแมงแคงช่วงที่เป็นไข่ แต่ขณะนี้พบว่าแมงแคงเจอศัตรูธรรมชาติที่แท้จริงเข้าแล้ว ได้แก่แรงงานไทย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคอิสาน และนิยมกินแมงแคงด้วยหลากหลายวิธี ทั้งทอดกรอบ พัด ตำเป็นน้ำพริก และที่ทำให้คนไต้หวันถึงกับตะลึงคือ เด็ดปีกแล้วกินกันเป็นๆ โดยแรงงานไทยกล่าว่า เป็นอาหารเลิศรส บำรุงสุขภาพและถือเป็นไวอาก้าธรรมชาติของผู้ชายอิสานเลยทีเดียว ในวันหยุดจะมีแรงงานไทยเป็นกลุ่มๆ ถือไม้ยาวไปตามสวนลิ้นจี่ สวนลำใย เพื่อจับแมงแคงมาปรุงเป็นอาหาร ทำให้เกษตรกรแถวจางฮั่ว หยุนหลินโล่งอก ต่างบอกว่าวิกฤตแมงแคง เห็นทีจะคลี่คลายก็คราวนี้แหละ

ในเมืองจางฮั่ว เมื่อถึงวันหยุด แรงงานไทยจะพากันออกหาแมงแคง หรือมวนลำใย

      ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ สื่อต่างๆ ในไต้หวันเสนอข่าวเกี่ยวกับแรงงานไทยข่าวหนึ่ง โดยนำเอาข้อความของนายกัว จวิ้นหยิน นักอนุรักษ์พรรณไม้และผู้ก่อตั้งธนาคารต้นไม้ในเมืองจางฮั่ว ที่โพสต์ภาพและข้อความในเฟซบุ๊กว่า ศัตรูธรรมชาติของแมงแคงไม่ใช่แตนเบียน แต่เป็นแรงงานไทย เขากล่าวว่า แรงงานไทยในเมืองจางฮั่วจำนวนมาก อาศัยช่วงวันหยุด ปั่นจักรยานไปตามสวนลิ้นจี่และสวนลำใย ตามจับแมงแคงมาปรุงเป็นอาหาร ด้วยความแปลกใจจึงเข้าไปสอบถาม แรงงานไทยบอกด้วยภาษาจีนที่พอฟังรู้เรื่องว่า แมงแคงเป็น 1 ในเมนูอีสานรสโอชาชั้นยอด สามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้หลากหลายวิธี หรือจะกินดิบๆ ก็อร่อย ว่าแล้วมีแรงงานไทยรายหนึ่งจับแมงแคง เด็ดปีกทิ้ง แล้วบีบตรงส่วนท้องเพื่อให้ฉี่ที่มีกลิ่นฉุนๆ ออก โยนใส่ปากเคี้ยวกินเป็นๆ กินพลางยกหัวแม่โป้งไปพลางว่า รสชาติเด็ดมาก และยังกล่าวเยาะเย้ยว่า คนไต้หวันไม่รู้จักกินของดี ทำเอาผู้เชี่ยวชาญพรรณไม้ของไต้หวันผู้นี้สนใจอยากลอง แต่ก็บอกว่าใจไม่ถึง ไม่กล้าเลียนแบบ

แรงงานไทยจับแมงแคงกินเป็นๆ ชมว่าอร่อย และกล่าวเยาะเย้ยว่า คนไต้หวันไม่รู้จักกินของดี

      เรื่องแรงงานไทยจับแมงแคงกิน ช่วยแก้ปัญหาใหญ่ให้กับเกษตรกรชาวสวนลิ้นจี่และลำใยในไต้หวัน ก่อนหน้านี้ เคยมี ผู้ใหญ่ในเมืองจางฮั่ว โพสต์รูปภาพและข้อความในเฟซบุ๊กของตัวเองเช่นกันว่า เห็นคนงานไทยกลุ่มหนึ่ง กำลังจับมวนลำไยหรือแมงแคงตามสวนลิ้นจี่ จึงเข้าไปถามว่าเอาไปทำอะไร? คนงานไทยบอกว่าเอาไปกิน ผู้ใหญ่บ้านรายนี้เกิดความสงสัยจึงตามไปดู เห็นคนงานไทยนำมวนลำไยทอดกรอบในกะทะร้อนๆ จากนั้นทานกันอย่างเอร็ดอร่อย คนงานไทยยังเล่าว่า แมงแคงถือเป็นหนึ่งในสุดยอดเมนูของคนอิสาน ราคาขายสูงถึงตัวละบาท แต่ขณะที่จับต้องใช้เทคนิค กล่าวคือ จะใช้ไม้ตีเบาๆ บนต้นไม้ให้มันตกใจ ก็จะปล่อยสารพิษออกมาและหดแขนขาแกล้งตายตกลงพื้น จากนั้นเก็บใส่ถังล้างให้สะอาด นำไปทอดในน้ำมันร้อนอย่างกรอบ บีบมะนาวและใส่เครื่องปรุงอย่างตะไคร้และพริก หรือจะทำเป็นน้ำพริกหรือแจ่วแมงแคงก็สุดแสนจะอร่อย 

แมงแคงที่แรงงานไทยกลุ่มหนึ่งจับได้

      อย่างไรก็ตาม นางป๋ายกุ้ยฟาง หัวหน้ากองสภาพแวดล้อมพืชผลที่ฟาร์มไทจงกล่าวเตือนว่า มีเกษตรกรบางส่วน ใช้วิธีฉีดยาฆ่าแมลงกำจัดมวนลำไยหรือแมงแคง หากจับแมลงชนิดนี้มากินโดยไม่ระวัง อาจได้รับอันตรายจากสารเคมี หัวหน้ากองสภาพแวดล้อมพืชผลที่ฟาร์มไทจงกล่าวว่า มวนลำไยมักเข้าทำลายลำไยหรือลิ้นจี่ในช่วงที่แตกยอดอ่อน และแทงช่อดอก ดูดกินน้ำเลี้ยงของช่อดอก หรือผลอ่อนของลำไย ทำให้ดอกร่วง เหี่ยว ผลอ่อนเน่าเสียหาย ก่อให้เกิดการสูญเสียผลผลิตอย่างมาก ถ้าจับตัวเต็มวัยของมวนลำไย จะมีกลิ่นฉุน อาจมีอาการแพ้ตามผิวหนัง แสบร้อน หากใช้สารเคมีก็ไม่คุ้มทุน อีกทั้งทำให้สภาพแวดล้อมเป็นพิษ จึงส่งเสริมให้เกษตรกรใช้แตนเบียน ซึ่งเป็นศัตรูธรรมชาติที่มีความสำคัญในการควบคุมและลดประชากรของมวนลำไย แตนเบียนจะเข้าทำลายแมลงศัตรูพืชในช่วงที่เป็นไข่ โดยจะวางไข่ลงในไข่ของมวนลำไย เนื่องจากมีช่วงหนึ่งของชีวิต ที่ต้องอาศัยอยู่ภายใน หรือภายนอกแมลงชนิดอื่น และกินแมลงนั้นเป็นอาหาร จึงได้ชื่อว่า แตนเบียน จะต่างจากปรสิตตรงที่ในที่สุดจะฆ่าแมลงอาศัย ในขณะที่ปรสิตทำให้เจ้าบ้านอ่อนแอ หรือเกิดโรค แต่ไม่ฆ่าเจ้าบ้าน

      ด้านอาจารย์จาง ฉุย อิง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาคุ้มครองพันธุ์พืชมหาวิยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีผิงตงกล่าวเตือนแรงงานไทยว่า นอกจากระวังยาฆ่าแมลงแล้ว แนะว่าไม่ควรจะกินมวนลำไยหรือแมงแคงเป็นๆ เพราะอาจมีพยาธิชอนไชเข้าสู่ร่างกาย เป็นผลร้ายต่อสุขภาพ และยังต้องระวังฉี่ของมันซึ่งมีพิษร้าย หากไม่ระวัง ฉี่ของมันสัมผัสโดนตาอาจทำให้ตาบอดได้!

แมงแคงเป็นศัตรูพืชที่สร้างความปวดหัวให้แก่เกษตรกรสวนลิ้นจี่และลำใยเป็นอย่างมาก

      อาจารย์จาง ฉุย อิง กล่าวว่า มวนลำไยหรือแมงแคง เป็นแมลงสายพันธุ์ใหม่สำหรับไต้หวัน ซึ่งไม่เคยพบแมลงชนิดนี้มาก่อน จนกระทั่งปีค.ศ.1999 ได้ถูกพบครั้งแรกที่หมู่เกาะจินเหมิน และมาพบอีกครั้งที่นครเกาสง แมลงชนิดนี้ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วมาก ภายในปีเดียวพวกมันขยายไปแล้วทั่วไต้หวัน ขณะนี้เกษตรกรโดยเฉพาะแถวภาคกลางเดือดร้อนจากแมลงชนิดนี้มาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ จาง ฉุย อิง ได้ให้ข้อมูลว่าแมลง "มวนลำไย"  ไม่ทำร้ายคนและไข่ของมันก็ไม่มีพิษ แต่ถ้าฟักเป็นตัวแล้วจะพ่นพิษเมื่อเกิดอาการตกใจ โดยแมลงชนิดนี้เมื่อตกใจขาทั้ง 6 จะหดลง และตกลงจากต้นไม้เหมือนการแกล้งตาย ในขณะเดียวกันก็จะพ่นพิษออกมาเพื่อทำร้ายศัตรูด้วย ในกรณีที่สัมผัสโดนตัวแมลงให้รีบล้างออกอย่างโดยเร็วด้วยน้ำหลายๆ รอบ มิเช่นนั้นอาจทำให้ผิวหนังเกิดอาการแพ้ได้ หรืออาจรุ่นแรงจนทำให้ผิวหนังเป็นแผล และหากไม่ระวังโดนตาให้รีบไปหาโดยด่วน แมลงชนิดนี้ เคยสร้างปัญหาปวดหัวให้กับชาวสวนลิ้นจี่และสวนลำใยของไต้หวัน แต่ขณะนี้ มาเจอศัตรูธรรมชาติอย่างแรงงานไทย โอกาสที่จะแพร่พันธุ์ก็ลดน้อยลงไป

เกษตรกรสวนลิ้นจี่ในเมืองจางฮั่วกล่าวว่า แรงงานไทยเป็นศัตรูธรรมชาติของแมงแคง 

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง