เคยกินบ้างไหม? ชิวขุย (秋葵) หรือกระเจี๊ยบเขียว ผักเมือกลื่นๆ ที่มีสรรพคุณเริด ประโยชน์เพียบ !!

  • 28 July, 2020
  • รจรัตน์ ยนต์สุวรรณ
ชิวขุย (秋葵) หรือกระเจี๊ยบเขียว ผักเมือกลื่นๆ ที่มีสรรพคุณเริด ประโยชน์เพียบ !!

            หากพูดถึงกระเจี๊ยบเขียวหรือภาษาจีนเรียกว่า ชิวขุย หลายๆ คนต้องร้องอ๋อ!! ว่ารับประทานเป็นประจำ โดยเอามาลวกจิ้มน้ำพริก จะแกง จะผัด จะยำหรือแม้แต่นำมาแปรรูปก็ได้ ปรุงอาหารได้สารพัดอย่าง แต่หลายคนอาจจะบอกว่าไม่ชอบเพราะมันมีเมือกลื่นๆ ก็ขอบอกว่าไม่ต้องกลัวความเมือกลื่นนี้ เพราะมันมีสรรพคุณเริดจริงๆ เป็นอีกผักชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมบริโภคมากในไต้หวันในปัจจุบัน แต่ในอดีตอาจจะไม่ค่อยชอบรับประทานกันมากนัก แต่หลายปีมานี้ กระเจี๊ยบเขียวได้รับยกย่องว่าเป็นอาหารสุขภาพที่ดีเลิศ มีทั้งเส้นใยที่สามารถละลายน้ำได้และเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ มีประโยชน์ต่อร่างกาย  เมื่อเรารับประทานเข้าไปจะไปช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้ใหญ่ และยังช่วยลดพิษที่ผลิตจากแบคทีเรีย อีกทั้งยังช่วยในการขับถ่ายได้ดีอีกด้วย

ชิวขุย (秋葵) หรือกระเจี๊ยบเขียว แค่จิ้มซีอิ๊ว ก็อร่อยสุดยอดแล้ว

           กระเจี๊ยบเขียวยังจัดเป็นผักสุขภาพสำหรับผู้ป่วยมะเร็งอีกชนิดหนึ่ง คนจีนมีการเล่าขานกันว่า กระเจี๊ยบเขียวปรียบเสมือนไวอาก้าที่เพิ่มสมรรถภาพทางเพศของผู้ชาย คนญี่ปุ่นก็ชอบรับประทานกระเจี๊ยบเขียวเช่นกัน จัดให้กระเจี๊ยบเป็นผักที่มีผลดีต่อสุขภาพชั้นเลิศ ยกย่องกระเจี๊ยบเขียวว่าเป็น “โสมสีเขียว (綠色人參)” วิธีรับประทานกระเจี๊ยบเขียวของคนญี่ปุ่น นิยมนำมาลวกยำปรุงรสโดยใส่ซอส ปลาแห้งฝอยสไลด์ หรือใส่วาซาบิ หรือหั่นเป็นชิ้นเหมือนรูปดาวแล้วใส่ในซุปมิโซะ เนื่องจากลักษณะของกระเจี๊ยบเขียวจะมีลักษณะเป็นฝักยาว ปลายแหลมคล้ายกับนิ้วของสาวๆที่เรียวสวย คนอังกฤษจึงตั้งชื่ออย่างโรแมนติกว่า “นิ้วคนงาม -美人指”

           แหล่งปลูกกระเจี๊ยบเขียวที่สำคัญของไต้หวันอยู่ที่ตำบลลู่เฉ่า (鹿草鄉) เมืองเจียอี้ ปริมาณการปลูก 1200 ตัน/ปี ครองสัดส่วนการปลูก 80 %ของประเทศ เป็นผักที่สร้างรายได้สำคัญที่สุดของตำบลลู่เฉ่า เป็นผักเศรษฐกิจ ฤดูกาลที่มีผลผลิตตั้งแต่เดือนมี.ค.-พ.ย. แต่ว่าช่วงฤดูกาลที่มากๆประมาณเดือน พ.ค.-ก.ย.หากคุณผู้ฟังที่อยู่ไต้หวันคงสังเกตเห็นว่าช่วงนี้ที่ตลาดจะมีการขายกระเจี๊ยบเขียวกันไม่น้อย แบ่งถาดราคาตั้งแต่ 20 เหรียญจนถึง 50 เหรียญไต้หวัน หากคิดคำนวณเป็นกิโลก็ขายกันเป็นร้อยเหรียญไต้หวันเลยทีเดียว แต่ว่าขึ้นอยู่กับฤดูกาล ถ้าช่วงที่กระเจี๊ยบเขียวมีปริมาณมากราคาก็จะถูกหน่อย อีกทั้งต้องดูความแก่ความอ่อนของผลกระเจี๊ยบด้วย หรืออาจจะซื้อกระเจี๊ยบเขียวได้ตามซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือไฮเปอร์มาร์เก็ตที่บรรจุเป็นเพ็ค ทั้งนี้ กระเจี๊ยบเขียวเป็นผักที่เจริญเติบโตเร็ว เมื่อถึงช่วงฤดูกาลที่มีผลผลิตมาก ก็จำเป็นต้องรีบเก็บขาย เพราะหากผ่านพ้นไปวันหรือสองวัน ผลกระเจี๊ยบก็จะแก่แล้วไม่อร่อย เกษตรกรที่ปลูกกระเจี๊ยบจะต้องรีบเข้าสวนไปเก็บผลผลิตตั้งแต่ตี 4 ที่ฟ้ายังไม่สาง เพื่อรีบส่งขาย

           กระเจี๊ยบเขียวเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต เส้นใย โปรตีน โฟเลต แคลเซียม ซึ่งการวิจัยพบว่าแคลเซียมที่อยู่ในกระเจี๊ยบเขียวมีความใกล้เคียงกับนมสด อย่างกระเจี๊ยบเขียวน้ำหนัก 100 กรัม จะมีแคลเซียม 80-100 มิลลิกรัม แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ร่างกายจะดูดแคลเซียมจากกระเจี๊ยบเขียวได้ดีกว่า เพราะฉะนั้นคนที่รับประทานเจแบบไม่ทานนมไข่ ก็ควรที่จะรับประทานกระเจี๊ยบเขียวทดแทนได้ หรือว่าเด็กที่กำลังอยู่ในวัยเจริญเติบโตแต่แพ้นมทำให้ท้องเสีย ก็สามารถรับประทานกระเจี๊ยบเขียวทดแทน เพิ่มแหล่งที่มาของการได้รับแคลเซียมที่ดี นอกจากนี้แล้ว ยังมีแร่ธาตุอื่นๆ อีกมากมาย เช่น ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แต่สำหรับผู้ป่วยที่ล้างไต หากต้องการรับประทากระเจี๊ยบเขียวก็มีการแนะนำว่าให้นำกระเจี๊ยบเขียวไปลวกก่อน เพราะว่ากระเจี๊ยบเขียวมีโพแทสเซียมอยู่ไม่น้อย แล้วยังมีแมกนีเซียม เหล็ก วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และวิตามินซี อยู่ในปริมาณพอสมควร ให้พลังงานไม่สูง เพราะฉะนั้นเหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระเจี๊ยบเขียวเป็นผักฤทธิ์เย็น สำหรับคนที่กลัวเย็นหรือกระเพาะไม่ค่อยดี ก็ให้รับประทานน้อยหน่อย เพราะอาจทำให้ท้องเสียหรือขับถ่ายเหลวได้ง่าย กระเจี๊ยบเขียวยังเป็นพืชที่อุดมไปด้วยกลูตาไธโอน ราชาสารต้านอนุมูลอิสระที่เป็นตำรับยารักษาอาการได้หลายโรค

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง