:::

RTI Radio Taiwan InternationalRTI Radio Taiwan Internationalฮอตฮิตติดดาว ประจำวันอาทิตย์ที่ 21 พ.ย. 2564

  • 21 November, 2021
ฮอตฮิตติดดาว
ฮอตฮิตติดดาว ประจำวันอาทิตย์ที่ 21 พ.ย. 2564

     ส่งท้ายซีรีส์เจาะลึกไต้หวันในแง่มุมต่างๆ ทุกด้าน สัปดาห์นี้พบกับแหล่งข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญของภาคใต้และเกาะรอบนอกของไต้หวัน และรู้จักแง่มุมเศรษฐกิจของไต้หวัน

สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ
ภาคใต้ของไต้หวัน
อุทยานแห่งชาติเขิ่นติง: www.ktnp.gov.tw
อุทยานท่องเที่ยวแห่งชาติอาลีซาน: www.ali-nsa.net
อุทยานท่องเที่ยวแห่งชาติซีรายา: www.siraya-nsa.gov.tw
อุทยานท่องเที่ยวแห่งชาติต้าเผิงวัน: www.dbnsa.gov.tw
อุทยานท่องเที่ยวแห่งชาติเม่าหลิน: www.maolin-nsa.gov.tw
อุทยานท่องเที่ยวแห่งชาติชายฝั่งทะเลตะวันตกเฉียงใต้: swcoast-nsa.travel

เกาะรอบนอก
อุทยานแห่งชาติจินเหมิน: www.kmnp.gov.tw
อุทยานท่องเที่ยวแห่งชาติเผิงหู: www.penghu-nsa.gov.tw
อุทยานท่องเที่ยวแห่งชาติหมาจู่: www.matsu-nsa.gov.tw
เกาะกรีนและเกาะหลันอวี่: tour.taitung.gov.tw/en/discover/offshore-islands

เศรษฐกิจ

     ไต้หวันครองตำแหน่งสำคัญในเศรษฐกิจโลกและเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในระดับโลก รวมทั้งเป็นผู้ผลิตสินค้าหลักในอุตสาหกรรมที่หลากหลาย 

     ตามรายงานขององค์การการค้าโลก ระบุว่า ไต้หวันเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับที่ 17 และเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่อันดับที่ 17 ของโลก ในปี 2019 อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทุนสำรองระหว่างประเทศมากที่สุดของโลก ตามข้อมูล ณ เดือนธันวาคม ปี 2019 ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศต่อประชากรสูงแตะระดับ 25,909 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2019 ในแง่ของการจัดอันดับประเทศตามผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ไต้หวันอยู่ในอันดับใกล้เคียงกับสวิตเซอร์แลนด์และโปแลนด์ ในขณะที่ความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อของประชาชนเฉลี่ยต่อบุคคล อยู่ในอันดับใกล้เคียงกับสวีเดนและเดนมาร์ก โดยมีอันดับที่สูงกว่าญี่ปุ่นและเกาหลีใต้

การเติบโตทางการค้า
     หลังจากประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกในปี 2009 ประกอบกับเศรษฐกิจที่มุ่งเน้นการส่งออกของไต้หวัน ต้องประสบปัญหาอีกครั้งในปี 2015 โดยมีสาเหตุมาจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกที่ลดต่ำลง ประกอบกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลดลง ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ไต้หวันมีการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงร้อยละ 1.47 ปริมาณการค้าหดตัวลงร้อยละ 13.3 ในปี 2015 แต่สถานการณ์วิกฤตข้างต้นกลับมาฟื้นตัวได้ในปี 2016 และจากข้อมูลสถิติแสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ในปี 2019 ปริมาณการส่งออกของไต้หวันในภาพรวมจะลดลงร้อยละ 1.44 แต่อัตราการนำเข้ากลับเติบโตขึ้นร้อยละ 0.32
และมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อยละ 2.71 ในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าจีน – สหรัฐฯ แต่เนื่องด้วยนักธุรกิจกลับเข้ามาลงทุน ขยายการผลิตในประเทศ จึงทำให้ไต้หวันได้รับผลกระทบที่ไม่รุนแรงมากนัก ส่วนการเติบโตทางการค้าได้กลับมาฟื้นตัวในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ ปี 2020 โดยอัตราการส่งออกและนำเข้าเติบโตขึ้นร้อยละ 6.4 และ 5.3 ตามลำดับ มูลค่าการค้าโดยรวมเติบโตขึ้นร้อยละ 5.9 ในแต่ละปี

     รายการสำรวจประจำปีของเศรษฐกิจโลก รวมถึงที่ดำเนินการสำรวจโดยสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) และหน่วยงานสถาบันประเมินความเสี่ยงด้านธุรกิจ (BERI) และหน่วยงานที่วิเคราะห์เศรษฐกิจ (EIU) จัดให้ไต้หวันอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลกมาตลอดทุกปี อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการพัฒนาในระยะยาวและการพัฒนาทางเทคโนโลยี รายงานตามที่เผยแพร่ในปี 2019 – 2020 ก็แสดงให้เห็นถึงทิศทางที่ดีเช่นเดียวกันกับปีที่ผ่านๆ มา (ดูที่ตาราง “การจัดอันดับการสำรวจทั่วโลก” หน้า 58 – 59)

     ในเดือนกรกฎาคม ปี 2013 ไต้หวันได้ลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจกับนิวซีแลนด์ ซึ่งนับเป็นการร่วมลงนามครั้งแรกกับประเทศสมาชิกในองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) นอกจากนี้ ยังได้มีการลงนามในความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระหว่างไต้หวัน - สิงคโปร์ในเดือนพฤศจิกายนของปีเดียวกัน ซึ่งนับเป็นความตกลงฉบับแรกของไต้หวันกับคู่ค้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยความตกลงทั้งสองฉบับดังกล่าวได้ดำเนินไปไกลเกินกว่าเงื่อนไขของ WTO แล้ว

     นอกจากนี้ ไต้หวันยังได้ร่วมดำเนินการวิจัยความเป็นไปได้ในความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ (ECA) ระหว่างไต้หวัน –อินโดนีเซีย และไต้หวัน – อินเดีย โดยรายงานการประเมินได้รับการนำเสนอในกรุงจาการ์ตาในเดือนธันวาคม ปี 2012 และกรุงนิวเดลีในเดือนกันยายน ปี 2013 ตามลำดับ กล่าวโดยสรุป ความตกลงด้านเศรษฐกิจระหว่างไต้หวัน – นิวซีแลนด์ และไต้หวัน – สิงคโปร์ หรือแม้กระทั่ง ECAs ต่างก็ถูกคาดหวังในการช่วยให้ไต้หวันเข้ามีส่วนร่วมในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค เช่นเดียวกับความตกลงก้าวหน้ารอบด้านหุ้นส่วนพันธมิตรเอเชียแปซิฟิก (CPTPP) และความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)

แนวทางในการพัฒนา

     นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ปี 2016 ไต้หวันได้พัฒนาแผนแม่บทด้านการพัฒนาทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรม เพิ่มโอกาสการจ้างงาน และสร้างหลักประกันด้านการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียม ภายใต้แผนแม่บทดังกล่าว ไต้หวันต้องเร่งเสริมสร้างความเชื่อมโยงระดับโลกและระดับภูมิภาคผ่านแนวคิดต่างๆ อาทิ นโยบายมุ่งใต้ใหม่ ซึ่งเป็นนโยบายที่มีวัตถุประสงค์ในการเชื่อมโยงตลาดนานาชาติกับประเทศสมาชิกอาเซียนและเอเชียใต้ รวมทั้งออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ โดยไต้หวันจะจับตาความคืบหน้าในการพัฒนาของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคต่อไป ตลอดจนแสวงหาทุกโอกาสในการเข้ามีส่วนร่วมที่เป็นไปได้เพื่อส่งเสริมการลงทุนในประเทศและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันระดับนานาชาติ แผนแม่บทการพัฒนาเศรษฐกิจได้มุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมโครงการอุตสาหกรรมนวัตกรรม 5 + 2 ประกอบด้วย ชีวเภสัชภัณฑ์ เทคโนโลยีพลังงานสีเขียว อุตสาหกรรมกลาโหม เครื่องจักรกลอัจฉริยะ และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) รวมทั้งยังมีแนวคิดหลักอีก 2 ประการ ประกอบด้วย เศรษฐกิจหมุนเวียนและการเกษตรรูปแบบใหม่ รวมไปถึงโครงการซิลิคอนวัลเล่ย์เอเชียที่จัดตั้งขึ้นในนครเถาหยวน ที่ตั้งอยู่ในภาคเหนือของไต้หวัน โดยโครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อบ่มเพาะบุคลากรที่จะนำอุตสาหกรรมก้าวไปสู่การพัฒนาในอนาคต

      นอกจากนี้ รัฐบาลไต้หวันยังได้ส่งเสริมการพัฒนาโครงการก่อสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐานแห่งอนาคต เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการด้านสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานแห่งชาติในอีก 30 ปีข้างหน้า โดยโครงการดังกล่าวประกอบด้วย 8 องค์ประกอบหลัก ดังนี้ การพัฒนาระบบรางรถไฟ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การปฏิรูปทรัพยากรน้ำความปลอดภัยทางด้านอาหาร พลังงานสีเขียว การพัฒนาเมืองและชนบท การเพิ่มอัตราการเกิดและการดูแลเด็กเล็ก รวมถึงการบ่มเพาะบุคลากรและการทำงาน ในขณะที่ส่งเสริมการผลักดันอุตสาหกรรมนวัตกรรม รัฐบาลไต้หวันก็ยังได้เร่งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ภายใต้บริบทดังกล่าว เศรษฐกิจรูปแบบใหม่มีเป้าหมายที่ต้องการจะบูรณาการการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม การวางแผนการใช้ที่ดิน และกลยุทธ์การพัฒนาในระดับภูมิภาค เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนควบคู่ไปกับการส่งเสริมการใช้ทรัพยากรพลังงานสีเขียว ภายใต้แนวทางดังกล่าว รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะยกระดับอัตราค่าแรงและเสริมสร้างการพัฒนาในภูมิภาค ขณะเดียวกัน ก็ต้องการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด – 19) และสงครามการค้าจีน – สหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมาตลอดช่วงที่ผ่านมา โดยมาตรการดังกล่าวคาดหวังที่จะยกระดับศักยภาพการแข่งขันทางอุตสาหกรรม และผลักดันเศรษฐกิจไต้หวันในปี 2020 ให้รุดหน้ายิ่งกว่าเดิม

ภาพรวม GDP
ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงิน  611,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายได้เฉลี่ยต่อบุคคล 25,909 ดอลลาร์สหรัฐ
อำนาจซื้อของประชาชนเฉลี่ยต่อบุคคล 56,760 ดอลลาร์สหรัฐ

สัดส่วน GDP 
62.42% มาจากภาคบริการ
35.8% มาจากอุตสาหกรรม 
1.76% มาจากการเกษตร

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ปี 2015 1.47%
ปี 2016 2.17%
ปี 2017 3.31%
ปี 2018 2.75%
ปี 2019 2.71%
ปี 2020 3.11%

ประเทศส่งออกหลักของไต้หวัน
จีน (รวมฮ่องกง) 40.1%
อาเซียน 16.4%
สหรัฐอเมริกา 14.1%
ยุโรป 8.4%
ญี่ปุ่น 7.1%

ประเทศนำเข้าหลักของไต้หวัน
จีน (รวมฮ่องกง) 20.5%
ญี่ปุ่น 15.4%
สหรัฐอเมริกา 12.2%
อาเซียน 12.2%
ยุโรป 10.9%

มูลค่าเงินลงทุนทางตรงในต่างประเทศ : 5 อันดับประเทศปลายทางหลัก
1. ดินแดนของสหราชอาณาจักรในทะเลแคริบเบียน
2. เวียดนาม
3. ฮ่องกง
4. สหรัฐอเมริกา
5. ลักเซมเบิร์ก

มูลค่าเงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ : 5 อันดับประเทศที่มาของเงินลงทุนจากต่างประเทศ
1. ดินแดนของสหราชอาณาจักรในทะเลแคริบเบียน
2. เนเธอร์แลนด์
3. ญี่ปุ่น
4. ออสเตรเลีย
5. ฮ่องกง

การจัดอันดับการสำรวจทั่วโลก
ดัชนีบ่งชี้ขีดความสามารถในการแข่งขันของโลก (พฤษภาคม 2019) อันดับ 16
สภาพแวดล้อมการลงทุน (ธันวาคม 2019) อันดับ 4 
ดัชนีบ่งชี้ระดับความพร้อมของการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ปี 2019 (ธันวาคม 2019) อันดับ 26
ดัชนีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ (มีนาคม 2020) อันดับ 11 
ความยากง่ายในการประกอบธุรกิจ (ตุลาคม 2019) อันดับ 15
ดัชนีความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ปี 2019 (ตุลาคม 2019) อันดับ 12

     ที่มาข้อมูล: 2020-2021 คู่มือไต้หวันในหนึ่งนาที จัดพิมพ์โดย กระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง