:::

RTI Radio Taiwan InternationalRTI Radio Taiwan Internationalฮอตฮิตติดดาว วันอาทิตย์ที่ 20 กุมภาพันธ์ 2565

  • 20 February, 2022
ฮอตฮิตติดดาว
ผลการสำรวจสาเหตุที่คนไต้หวันไม่อยากมีลูกประการแรกคือ ไม่มีบ้านปัญญาซื้อบ้าน(photo:Pixabay)

สัญญาณเตือนวิกฤตประชากรของไต้หวันยังคงปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงมหาดไทย สาธารณรัฐจีน(ไต้หวัน)เปิดเผยข้อมูลสถิติจำนวนเด็กเกิดใหม่ในปี 2021 เหลือเพียง 153,820 คน น้อยที่สุดในประวัติการณ์ อัตราการเกิดลดลงติดลบอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี คนตายมีจำนวนมากถึง 183,732 คน ยิ่งปีนี้ตรงกับปีเสือ ตามความคิดของคนจีนดั้งเดิมที่เชื่อว่าไม่เหมาะต่อการแต่งงาน การคลอดลูก อาจส่งผลปรากฏการณ์เกิดน้อยกว่าตาย(เซิงปู้หรูสื่อ生不如死)รุนแรงมากขึ้น ล่าสุด สำนักกฎหมาย สภานิติบัญญัติ เสนอให้สิทธิพิเศษด้านภาษีต่อผู้คลอดลูก โดยกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งสำนักกฎหมาย สภานิติบัญญัติชี้ว่า ผลกระทบจากอัตราการเกิดที่ลดลงเรื่อยๆเช่นนี้ นอกจากส่งผลต่อโครงสร้างของครอบครัว การเลี้ยงดูผู้สูงอายุมีศักยภาพลดลง วัยแรงงานลดลง การจัดเก็บภาษีได้น้อยลง ยังส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจของไต้หวัน และในที่สุดจะกลายเป็นวิกฤตประชากรซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติได้  ซึ่งการให้เงินอุดหนุนผู้คลอดลูกใหม่เพื่อหวังจะช่วยแก้ไขปัญหาอัตราการเกิดต่ำ จึงไม่ใช่การปัญหาที่ต้นเหตุเพียงอย่างเดียว

เซวียเฉิงไท่(薛承泰) อดีตศต.ภาควิชาสังคมศาสตร์ ม.ไถต้าบอกว่า แม้ว่าหลังปี 2016 ไปแล้ว ตลาดหุ้นเริ่มเติบโต เศรษฐกิจอยู่ในสภาพดีที่สุดในรอบ 20 ปี ถือว่าสภาพเศรษฐกิจคล่องตัว และรัฐบาลกระตุ้นการเกิดด้วยการให้เงินอุดหนุน น่าจะทำให้อัตราการมีลูกเพิ่มขึ้น แต่ว่าในช่วง 5 ปีนี้กลับพบว่า อัตราการเกิดของคนไต้หวันในแต่ละปีลดลงไปเรื่อยๆ รัฐบาลควรพิจารณาทบทวนในรายละเอียดได้แล้ว ส่วนทางด้านสส.จางฉีลู่(張其祿)ที่สังกัดพรรคประชาชนไต้หวัน(民眾黨)ชี้ว่า ปัจจัยด้านหนึ่งที่ส่งผลต่ออัตราการเกิดน้อยมาจากการที่รัฐบาลปล่อยให้ราคาบ้านสูงขึ้น ประชาชนต้องทำงานระยะเวลายาว แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลต้องการอุดรูรั่วด้วยการทุ่มงบประมาณจำนวนมากในการให้เงินอุดหนุนเพื่อเพิ่มอัตราการเกิด ซึ่งวิธีการเช่นนี้ราวกับการเพิ่มน้ำหยดหนึ่งลงในถังหรือเพิ่มน้ำ 1 ถังลงในมหาสมุทร เป็นการบ่งชี้ว่ารัฐบาลไม่ได้พิจารณาปัจจัยที่ส่งผลทำให้คนไม่อยากแต่งงานหรือไม่อยากมีลูกอย่างแท้จริง

ยกตัวอย่าง รัฐมีมาตรการช่วยเหลือผู้คลอดลูก ล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวเกี่ยวกับการให้เงินอุดหนุนทำเด็กหลอดแก้วในไต้หวัน โดยในปีนี้จ่ายไปแล้ว 1,071.62 ล้านเหรียญไต้หวัน โดยให้การอุดหนุนผู้มีลูกยากในการทำเด็กหลอดแก้วครอบคลุมคู่สมรสที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นชาวต่างชาติและอายุไม่เกิน 45 ปี  เริ่มตั้ง 1 กรกฎาคม ปีที่แล้ว (2021) หลังดำเนินโครงการผ่านมาครึ่งปี สถิติล่าสุด ณ. วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2022 มีผู้ยื่นขอเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้น 70% มีผู้ผ่านการอนุมัติแล้ว 27,882 ราย ในจำนวนนี้ได้รับเงินอุดหนุนแล้ว 14,172 ราย ผู้อายุระหว่าง 40 – 44  ปี มีสัดส่วนขอรับเงินอุดหนุนเพิ่มขึ้นมากที่สุด คู่สมรสรายได้ต่ำและปานกลางจะได้รับอุดหนุนต่อครั้งสูงสุดไม่เกิน 150,000 เหรียญไต้หวัน ส่วนคู่สมรสทั่วไปอุดหนุนครั้งแรกสูงสุดไม่เกิน 100,000 เหรียญไต้หวัน ครั้งต่อไปสุดสูงไม่เกิน  60,000 เหรียญไต้หวัน ซึ่งข้อมูลยังชี้ด้วยว่า สตรีอายุต่ำกว่า 35 ปีลงมาทำเด็กหลอดแก้วสำเร็จเกือบ 50% แต่ผู้อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ผลสำเร็จไม่ถึง 20% สามีภรรยาที่มีเพศสัมพันธ์เป็นประจำเกินกว่า 1 ปีขึ้นไป หากไม่ตั้งครรภ์ควรรีบปรึกษาแพทย์

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการให้เงินอุดหนุนจากรัฐบาล ไม่ว่าจะช่วยเหลือในเรื่องของการเลี้ยงดูลูก หรือการให้เงินอุดหนุนทำเด็กหลอดแก้ว แต่คู่สมรสหลายๆ คู่ก็ยังไม่อยากมีลูก หยางจื้อเหลียง(楊志良) อดีต รมว.กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำการสำรวจสภาพการแต่งงานและการคลอดลูกในสังคมไต้หวัน ในช่วงปลายเดือนมี.ค.ปีที่แล้ว โดยสุ่มตัวอย่างด้วยการโทรศัพท์ผู้ที่มีอายุระหว่าง 20-39 ปี จำนวน 1,068 ฉบับ ความน่าเชื่อถือ 95% เป็นผู้ที่สมรสแล้ว 33% ยังไม่สมรส 67% สำหรับในส่วนที่สมรสและมีลูกแล้วจำนวน 78% ในจำนวนนี้ 70% มีลูกคนเดียว 30% มีลูก 2 คน แต่เมื่อสอบถามเพิ่มเติมพบว่า คู่สมรสที่มีลูกคนเดียว ยินยอมที่จะคลอดลูกเพิ่มอีกคนมีเพียง 13% ที่เหลือ 87% ไม่อยากมีลูกคนที่ 2 และคู่สมรสที่มีลูก 2 คนแล้วบอก 100% ว่าไม่ต้องการมีลูกคนที่ 3 ส่วนผลการสำรวจคู่สมรสที่ยังไม่มีลูกพบว่า มี 46% อยากมีลูก แต่มี 54% วางแผนไม่มีลูก เหตุผลที่ไม่อยากมีลูก 58% เป็นปัจจัยด้านเศรษฐกิจ โดยเหตุผลดังกล่าวมี 59% ของหนุ่มที่รับการสัมภาษณ์กังวลว่าไม่มีบ้านเป็นของตัวเอง มีหนุ่ม 65% คิดว่ารับผิดชอบค่าใช้จ่ายของลูกไม่ไหว ส่วนผู้หญิงมีมากถึง 50% ให้ความสำคัญในเรื่องการใช้ชีวิตที่อิสระมากที่สุดจึงไม่อยากมีลูก

หยางจื้อเหลียง อดีต รมว.สาธารณสุขชี้ว่า ถ้ารัฐต้องการกระตุ้นให้ประชาชนมีลูก สิ่งสำคัญคือต้องสร้างสิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับสถาบันครอบครัว การที่เดนมาร์กสามารถรั้งอัตราการเกิดอยู่ที่ 1.7% ได้เพราะมีระบบสนับสนุนสถาบันครอบครัวที่เข้มแข็ง ยกตัวอย่าง พ่อแม่สามารถลาพักเลี้ยงดูลูกนาน 1 ปีโดยที่ยังได้รับเงินเดือน เป็นต้น แต่การที่จะได้รับการสนับสนุนก็ต้องอาศัยการจัดเก็บภาษีที่สูงขึ้น อย่างเดนมาร์กจัดเก็บภาษีสูงสุดถึง 63% รัฐกระตุ้นให้ประชาชนสร้างรายได้ แล้วเอาเงินออกมาจ่ายภาษี ถือเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ส่วนไต้หวันมีการจัดเก็บภาษีครองสัดส่วนเพียง 12-13% ของ GPD เวลาที่มีการเลือกตั้ง ถ้าพรรคการเมืองไหนบอกว่า ต้องการจัดเก็บภาษีเพิ่ม ก็จะไม่มีใครอยากจะเลือก หลิวอวี้ซิ่ว(劉毓秀) แกนนำสมาพันธ์ส่งเสริมการเลี้ยงดูลูกบอกว่าบอกว่า ราคาบ้านแพงกระฉูดมีความเกี่ยวข้องกับความต้องการมีลูกเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ แต่ก่อนมีเพียงราคาบ้านในกรุงไทเปเท่านั้นที่ราคาสูง แต่หลายปีนี้ หลังจากที่มีการขยายการตั้งโรงงานที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไปที่ไหน ราคาบ้านและค่าเช่าบ้านก็จะเขยิบตัวสูงขึ้นไปด้วย

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง