close
Rti Thaiดาวน์โหลด Rti App
Open
:::

The Reporter เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้แก่เยาวชน EP.15

  • 22 December, 2023
The Reporter เปิดโลกทัศน์ใหม่แก่เยาวชน
The Reporter เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้แก่เยาวชน EP.15

หัวข้อ : จากสิทธิวันลาป่วยสุขภาพจิต การอนุรักษ์ภาษาไปจนถึงนโยบายความมั่นคงของชาติ  ชวนมองความสำเร็จทางการเมืองของเด็กและเยาวชน ที่หลากหลายและมีวุฒิภาวะ  กลายเป็นเป้าหมายกระชับมิตรของจีน

บทนำ

ไต้หวันส่งเสริมให้ “ตัวแทนเด็กและเยาวชน” มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย มาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว ประเด็นที่ตัวแทนเด็กและเยาวชนนำเสนอมีความหลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ บางข้อเสนอได้ถูกรัฐบาลนำไปเป็นปรับใช้เป็นนโยบาย การมีส่วนร่วมและมีเสียงของเด็กและเยาวชน ทำให้กระบวนการกำหนดนโยบายของชาติเกิดการเปลี่ยนแปลง ตัวแทนเด็กและเยาวชนที่สั่งสมประสมการณ์ในการมีส่วนร่วมทางการเมือง ไม่เพียงแต่จะกลายเป็นกลุ่มคนผู้มีความสามารถที่มีส่วนร่วมผลักดันสังคมการเมืองไต้หวันในอนาคตเท่านั้น แต่ยังเป็นกลุ่มเป้าหมายของจีนในการดำเนินโครงการการแลกเปลี่ยนเยาวชนระหว่างสองฝั่งช่องแคบอีกด้วย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ตัวแทนเด็กและเยาวชน มีพัฒนาการที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ทั้งในด้านคุณภาพและวิธีการนำเสนอประเด็นต่างๆ พวกเขานำเอาประสบการณ์เหล่านี้กลับไปปรับใช้ในโรงเรียนและชมรม ทำให้เด็กและเยาวชนไต้หวันกลายเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันนโยบายสาธารณะ หลายข้อเสนอไม่เพียงเพียงได้รับความสนใจจากสังคมเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เช่น  วันลาป่วยสุขภาพจิต  (Mental health leave) และการปรับปรุงมาตรการร้องเรียนในสถานศึกษา เป็นต้น ล้วนเป็นความสำเร็จที่เห็นชัดเป็นรูปธรรม

ผลสำเร็จ: ผลักดันวันลาป่วยสุขภาพจิต ปรับปรุงมาตรการร้องเรียนในสถานศึกษา

ปัญหาด้านสุขภาพจิตของนักเรียนไต้หวันได้รับความสนใจมากยิ่งขึ้น และนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่มีความต้องการการปรึกษาทางสุขภาพจิต ก็มีจำนวนมากขึ้นเช่นกัน ในปี ค.ศ.2021 ตอนที่เหลียง เฉาซุน (梁朝勛) ตัวแทนเด็กและเยาวชนจากไถหนาน กำลังเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนไถหนานเอ้อจง เขาได้เสนอแนวคิดเรื่อง “วันลาป่วยสุขภาพจิต” สำหรับโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือต่ำกว่าในที่ประชุมหารือเรื่องสิทธิเด็กของเทศบาลไถหนาน ต่อมาในปี ค.ศ. 2022 เขาและตัวแทนเด็กและเยาวชนอีกหลายคนได้เสนอเรื่องนี้ต่อกลุ่มส่งเสริมสวัสดิการและสิทธิเด็กและเยาวชนของสภาบริหาร (ต่อไปจะเรียกว่า กลุ่มส่งเสริมสิทธิเด็กและเยาวชนฯ  สภาบริหาร  ) ภายหลังสภาบริหารจึงมีมติให้กระทรวงศึกษาธิการรับเรื่องศึกษาหลักเกณฑ์การลาที่เกี่ยวข้อง

ตัวแทนเด็กและเยาวชนที่เสนอเรื่องนี้ชี้ว่า ตั้งแต่เด็กจนโต เขามักจะเห็นเด็กนักเรียนที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตที่เกิดจากความเครียดสะสมจนทำร้ายตนเอง และยังถูกแปะป้ายว่ามี “ปัญหาทางจิต” ไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากไหน อยากลาป่วยก็ยังทำไม่ได้

วันลาป่วยสุขภาพจิตที่ทางตัวแทนเด็กและเยาวชนเสนอ เหมาะสำหรับนักเรียนที่มีสภาพจิตแย่ แต่ไม่รุนแรงถึงขั้นต้องพบแพทย์ จึงไม่ต้องแนบใบรับรองแพทย์ในกรณีลาป่วย จะไม่ถือว่าเป็นการขาดเรียนและไม่ถูกหักคะแนนความประพฤติ เฉกเช่นเดียวกับการลาป่วย หรือการลาปวดประจำเดือน นอกจากนี้ เพื่อรักษาสิทธิความเป็นส่วนตัวของตน ขอสนับสนุนให้ทางโรงเรียนใช้ระบบลาออนไลน์ 

ข้อเสนอนี้ได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง ตัวแทนเด็กและเยาวชนในที่อื่นๆเริ่มแสดงความต้องการที่คล้ายกันต่อที่ประชุมหารือเรื่องสิทธิเด็กประจำเขตพื้นที่ของตน ซึ่งต่างก็ได้รับการสนับสนุนจากสภาบริหารและกระทรวงการศึกษา ตั้งแต่ปี ค.ศ.2023 มหาวิทยาลัยหลายแห่งเริ่มนำร่องให้นักศึกษาสามารถลาป่วยอันเนื่องมาจากสุขภาพจิต ด้านกระทรวงศึกษาธิการก็กำลังวางแผนว่าในอนาคต จะปรับใช้กับโรงเรียนที่ต่ำกว่าระดับมัธยมปลายด้วย

นอกจากนี้ ตัวแทนเด็กและเยาวชนยังเสนอให้มีการปรับปรุงมาตรการร้องเรียนในโรงเรียนอยู่บ่อยครั้ง พวกเขาได้รวบรวมคดีที่เกิดขึ้นจริงในโรงเรียน เพื่อยืนยันว่ามาตรการการร้องเรียนยังคงมีอุปสรรค หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงดำเนินการทบทวนช่องโหว่ที่เกิดขึ้น จนในที่สุด เมื่อเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.2023 กระทรวงศึกษาธิการ จึงผ่านร่างแก้ไขกฎหมายการศึกษาภาคบังคับ ที่ระบุว่าการประชุมกิจการโรงเรียนของสถาบันการศึกษาจะต้องเชิญตัวแทนนักเรียนเข้าร่วมการประชุมด้วย ซึ่งจะช่วยรักษาสิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆของนักเรียนได้มากขึ้น นอกจากนี้ หากนักเรียนไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของโรงเรียน สามารถยื่นอุทธรณ์ต่อโรงเรียน หากผลการอุทธรณ์ยังเป็นที่ไม่พอใจให้ยื่นอุทธรณ์ต่อหน่วยงานต้นสังกัดในระดับนคร/จังหวัดหรือเมืองนั้น ๆได้อีกด้วย

สิ่งที่ตัวแทนเด็กและเยาวชนยื่นเสนอ ยังคลอบคลุมประเด็นเกี่ยวกับอัตราการฆ่าตัวตายในเด็ก การกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ต ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน เป็นต้น ข้อเสนอส่วนใหญ่ได้ผ่านมติจากรัฐบาลกลางแล้ว และอยู่ในขั้นตอนการหารือพิจารณาโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ความขัดแย้งที่ไม่คาดคิด : ข้อเสนอด้านความมั่นคงของประเทศถูกบิดเบือน

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีหลายข้อเสนอที่ไม่สามารถบรรลุได้ บางข้อเสนอถึงแม้จะได้รับความสนใจจากสังคมอย่างมาก แต่ก็ก่อให้เกิดความขัดแย้งอย่างไม่คาดคิด เป็นดั่งบททดสอบความมุ่งมั่นและการอดทนต่อความกดดันของเด็กและเยาวชน

ตอนที่หวงเพ่ยฉี (黃佩琪)  ตัวแทนเด็กและเยาวชนจากนครนิวไทเป กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายหัวเจียง กรุงไทเป เธอเคยเสนอการแสดงความห่วงใยต่อกลไกการให้คำปรึกษาในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนสำหรับเด็กและเยาวชนที่ถูกใช้เพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ รวมถึงวิธีการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา แม้ว่าข้อเสนอดังกล่าวจะไม่ผ่าน แต่ในเวลาต่อมา เมื่อตัวแทนเด็กและเยาวชนคนอื่นๆ ยื่นข้อเสนอต่อที่ประชุมคณะอนุกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสิทธิเด็กและเยาวชน กระทรวงสาธารณสุขและสวัสดิการ (ต่อไปจะเรียกว่า อนุกรรมการสิทธิเด็กและเยาวชนฯ กระทรวงสาธารณสุขฯ  ) ยังคงให้ความสนใจประเด็นที่คล้ายกัน และส่งเสียงของพวกเขาอย่างต่อเนื่อง

หลังจากเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน เด็กชาวยูเครนหลายล้านคน ต้องพลัดถิ่นและกลายเป็นเด็กกำพร้า ในเดือนตุลาคม ปี ค.ศ.2022 เฉินหมิงเสียน(陳名謙) ที่กำลังเรียนอยู่ ณ โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายเจิ้งซินในเมืองหยุนหลิน และเจียงอวี๋ถิง (江瑜庭) กำลังเรียนอยู่ ณ โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายอวี้เหริน เมืองไถตง ได้เสนอต่อกลุ่มส่งเสริมสิทธิเด็กและเยาวชนฯ  สภาบริหาร ให้เพิ่มการอบรมวิธีการรับมือกับภาวะสงครามสำหรับพลเรือนให้แก่นักเรียนระดับชั้นประถมและมัธยมศึกษา โดยแสดงความคิดว่า เด็กและเยาวชน ควรเรียนรู้วิธีป้องกันภัยพิบัติและมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือบรรเทาภัยพิบัติ  รวมถึงหากมีการโจมตีทางอากาศในช่วงเวลาเรียน นักเรียนจะอพยพอย่างไร และมีการวางแผนเส้นทางการอพยพอย่างไร  ซึ่งเด็กและเยาวชนควรมีส่วนร่วมในการอภิปรายมาตรการเหล่านี้ด้วย

เจียงอวี้ถิง (江瑜庭) ตัวแทนเด็กและเยาวชนจากโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายอวี้เหริน เมืองไถตง

ทางกระทรวงกลาโหมได้รับเรื่องดังกล่าว และยินยอมให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในการอภิปราย แต่คาดไม่ถึงว่าจะจุดชนวนให้เกิดความขัดแย้ง นักการเมืองบางส่วนจากพรรคฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็น "การฝึกทหารเด็กให้ต่อสู้ในสนามรบ" ยิ่งไปกว่านั้น ยังตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของตัวแทนเด็กและเยาวชนที่มีส่วนร่วมในระบบ หลังจากที่สื่อได้รายงาน ก็มีชาวเน็ตโพสต์ชื่อและโรงเรียนของนักเรียนที่ยื่นข้อเสนอดังกล่าว ทำให้เด็กกลุ่มนี้ถูกก่นด่าบนโซเชียลมีเดียอย่างรุนแรง

เจียงอวี้ถิง (江瑜庭) หนึ่งในผู้ยื่นเสนอเรื่องนี้เล่าว่า ในตอนนั้นเธอเสียใจมาก เครียดหนักและสภาพจิตใจย่ำแย่ “มีเจตนาบิดเบือนเนื้อหาที่พวกเราเสนอ เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองและการเลือกตั้ง สื่อต่างๆตีข่าวที่ถูกบิดเบือน โดยไม่มีการตรวจสอบข้อมูลใดๆเลย” ในตอนนั้น ตัวแทนเด็กและเยาวชนยังได้พยายามจัดงานแถลงข่าว เพื่ออธิบายเนื้อหาของข้อเสนอนี้อีกครั้ง

เริ่มต้นจากตัวเอง  : อนุรักษ์ภาษาจินเหมินส่งเสริมการเรียนภาษาท้องถิ่น ผลักดัน e-book ให้กับนักเรียนที่บกพร่องทางการมองเห็น

ประเด็นที่ตัวแทนเด็กและเยาวชนเสนอต่อเทศบาลในแต่ละท้องถิ่น ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับชีวิตในรั้วโรงเรียน ตัวอย่างเช่น ประเด็นที่ตัวแทนเด็กและเยาวชนนครเกาสงเสนอในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย อิสระในการเลือกเรียนพิเศษหลังเลิกเรียน การปรับรูปแบบของบอร์ดที่ประกาศรายชื่อนักเรียนที่สอบติดสถาบันต่างๆ การเพิ่มความต้องการของเด็กและเยาวชนเข้าไปในแผนของสนามกีฬาของนครเกาสง ปรับปรุงสิทธิประโยชน์ในการทำงานพาร์ทไทม์ของเยาวชนในนครเกาสง เป็นต้น

สิ่งที่พิเศษกว่านั้นคือข้อเสนอล่าสุดในปีนี้ ตัวแทนเด็กและเยาวชนเมืองจินเหมินกับไช่ฉีเย่ (蔡其曄) นักศึกษาปีหนึ่ง มหาวิทยาลัยแห่งชาติไทเป (NTPU) เสนอให้อนุรักษ์ “ภาษาจินเหมิน” อันเป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นไว้ และเสนอแนะต่อเทศบาลจินเหมินว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาสายสามัญและสายอาชีพในจินเหมินล้าหลังนักเรียนในเมืองอื่นๆของไต้หวัน ควรสื่อสารกับกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงวัฒนธรรมและหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้องอย่างแข็งขัน ผ่อนปรนระเบียบการสอบบรรจุครูในพื้นที่จินเหมินชั่วคราว  และอนุญาตให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาใช้ “ภาษาจินเหมิน” ในการเรียนการสอน 

บางข้อเสนอก็ “เริ่มต้นจากปัญหาของตัวเอง” ชิวหรงเยี่ยน (邱榮彥) ที่เพิ่งได้เป็นตัวแทนเด็กและเยาวชนประจำปีนี้ กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายซงซาน ไทเป ด้วยความที่ตัวเขาเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น มีค่าสายตาแค่ 0.02 เขาจึงต้องพึ่งพาหนังสือ e-book ให้อ่านออกเสียง แต่ตั้งแต่ที่เรียน ม.ต้น จนถึง ม.ปลาย มักจะเจอปัญหาได้รับหนังสือหรือข้อสอบอิเล็กทรอนิกส์ล่าช้า 1 ถึง 4 สัปดาห์ เขาจึงต้องขอให้อาจารย์หรือผู้ปกครองช่วยอ่านให้เขาฟังอยู่หลายครั้ง ดังนั้น เขาจึงอยากแก้ปัญหานี้จากต้นทาง และเพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสายตาคนอื่นๆ จึงมีแผนยื่นข้อเสนอแนะให้กองการศึกษาจัดทำมาตรฐานขั้นตอนการการยื่นขอหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เป็นแบบเรียน

หลี่เจียอิ๋ง (李嘉瑩) เป็นอีกหนึ่งตัวแทนเด็กและเยาวชนของกรุงไทเป เธอเป็นเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนหนังสือเองที่บ้าน พ่อแม่ของเธอแยกทางกันตั้งแต่เธอยังเด็ก จนกระทั่งเธอได้กลายเป็นลูกของครอบครัวที่มีความหลากหลายทางเพศ เธอผ่านประสบการณ์ความเจ็บปวดและเผชิญกับความพลิกผันมากมายในชีวิต ด้วยความที่แม่ของเธอทำงานที่เกี่ยวข้องกับการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต จึงกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เธออยากจะเป็นตัวแทนเด็กและเยาวชน เรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหาขาดแคลนทรัพยากรด้านสุขภาพจิตสำหรับเด็กและเยาวชนที่เรียนเองที่บ้าน เธอจึงยื่นข้อเสนอแนะต่อเทศบาลกรุงไทเป หวังว่าศูนย์พัฒนานวัตกรรมการศึกษาเชิงทดลองกรุงไทเป จะสร้างห้องเรียนแนะแนวสำหรับเด็กที่เรียนเองที่บ้าน

หลังจากเป็นตัวแทนเด็กและเยาวชน หลายคนเลือกเรียนสาขาวิชาเกี่ยวกับการบริหารงานของรัฐ

หลินว่านอี้ (林萬億)  หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมสิทธิเด็กและเยาวชนฯ  สภาบริหาร ให้สัมภาษณ์กับ The Reporter for Kids ว่า นับตั้งแต่ผลักดันระบบตัวแทนเด็กและเยาวชน คุณค่าที่สำคัญที่สุดคือการทำให้หน่วยงานภาครัฐเรียนรู้ที่จะรับฟังเสียงของเด็กและเยาวชน สิ่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบบราชการ ผู้ใหญ่ที่เป็นตัวแทนในภาคประชาสังคมหรือตัวแทนผู้เชี่ยวชาญต่างๆที่เข้าร่วมการประชุม ก็ต้องเรียนรู้ที่จะรับฟังเสียงของเด็กและเยาวชน พร้อมทั้งทำความเข้าใจกับปัญหาและความต้องการของพวกเขา

คุณค่าในอีกด้านหนึ่ง คือตัวแทนเด็กและเยาวชนได้เรียนรู้วิธีการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผ่านตนเองและเพื่อนร่วมรุ่น โดยเริ่มต้นจากการปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ทำการวิจัย อภิปราย สู่การกำหนดนโยบาย เพื่อบ่มเพาะให้พวกเขาให้ความสำคัญกับประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากประสบการณ์การเรียน หรือประสบการณ์ชีวิตของตัวเอง

หลินเยว่ฉิน (林月琴) ประธานสหพันธ์ส่งเสริมสิทธิและสวัสดิการเยาวชนแห่งไต้หวัน (Taiwan Alliance for Advancement of Youth Rights and Welfare) ซึ่งเป็นผู้ที่สนับสนุนให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมาอย่างยาวนาน เธอตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื้อหาในประเด็นที่นำเสนอและทักษะในการสื่อสารของเด็กและเยาวชนมีพัฒนาการที่เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ พวกเขายังรู้ด้วยว่าต้องใช้วิธีใดหรือช่องทางใดในการสร้างการเปลี่ยนแปลง เช่น การเข้าพบคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพื่อผลักดันให้ประเด็นที่ถูกเสนอโดยตัวแทนเด็กและเยาวชนในที่ประชุม จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสภาบริหาร

หลังจากที่ตัวแทนเด็กและเยาวชนผ่านประสบการณ์การมีส่วนร่วมทางการเมืองในการออกแบบนโยบายต่างๆ เมื่อเรียนจบระดับมัธยมปลาย  หลายคนตัดสินใจเรียนต่อสาขาที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของรัฐ หรือคณะรัฐศาสตร์ ไช่ฉีเย่(蔡其曄)  ที่เรียนจบจากโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจินเหมิน ได้ศึกษาต่อสาขาวิชานโยบายและการบริหารสาธารณะ ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติไทเป (NTPU) ส่วนเจิงลิ่งหง (曾令鴻) ที่เป็นผู้รับผิดชอบจัดการประชุมตัวแทนเด็กและเยาวชนประจำปีนี้ หลังจากเรียนจบระดับมัธยมศึกษาที่โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายตงกั่ง เมืองผิงตง ก็ได้เข้าศึกษาต่อสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยตั้นเจียง เหลียงเฉอซุน (梁朝勛) จากโรงเรียนมัธยมปลายเอ้อจงไถหนาน ศึกษาต่อสาขาวิชาสังคมศึกษา ที่มหาวิทยาลัยครูแห่งชาติไต้หวัน ส่วนเจียงอวี๋ถิง (江瑜庭) จากโรงเรียนมัธยมปลายอวี้เหริน ไถตง เข้าศึกษาต่อในหลักสูตรการศึกษาเชิงทดลองของมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหัว ผ่านโควต้านักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ

นอกจากนี้ ยังมีตัวแทนเด็กและเยาวชนบางคนที่ตัดสินใจก่อตั้งองค์กรเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง เช่น ตัวแทนเด็กและเยาวชนกลุ่มหนึ่งในนครเถาหยวน ใช้เวลาเกือบหนึ่งปี ในการก่อตั้ง สมาคมบ่มเพาะและพัฒนาพลเมืองเถจั้น ซึ่งได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคมปีนี้ (ค.ศ.2023) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออบรมบ่มเพาะตัวแทนเด็กและเยาวชน

ผู้สืบต่องานการเมืองและการผลักดันสังคมในอนาคต จีนอยากกระชับมิตรอย่างกระตือรือร้น

หลังจากผ่านการฝึกฝนการแสดงความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากสนามจริง ตัวแทนเด็กและเยาวชนไม่เพียงจะกลายเป็นบุคลากรที่ทำงานทางการเมืองเพื่อผลักดันสังคมในไต้หวันเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นกลุ่มเป้าหมายที่จีนพยายามกระชับความสัมพันธ์อีกด้วย

หลังจากที่จีนคลายล็อคมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 จีนได้กำหนดให้ปีนี้เป็น "ปีแห่งการแลกเปลี่ยนอันยิ่งใหญ่" ระหว่างสองฝั่งช่องแคบ โดยจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนต่างๆในช่วงปิดเทอมฤดูร้อนเพื่อดึงดูดเยาวชนชาวไต้หวันที่เป็น “กลุ่มคนที่มาจีนครั้งแรก” และขยายขอบเขตการรับสมัครไปยังตัวแทนเด็กและเยาวชนไต้หวันด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกัน ก็มีตัวแทนเด็กและเยาวชนบางคนที่เดินทางไปมาระหว่างสองฝั่งช่องแคบ โดยพยายามสร้างสัมพันธ์ เพื่อแสวงหาแหล่งทรัพยากรให้กับการผลักดันนโยบายเด็กและเยาวชน "สมาคมเด็กและเยาวชนจงหัว" ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนปีนี้เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งมีสมาชิกที่เป็นเยาวชนชาวไต้หวันทั้งที่อาศัยอยู่ในไต้หวันและที่จีนทั้งหมด 30 คน

เจิ้งอวิ้นหง (鄭胤宏) ผู้ก่อตั้งสมาคมเด็กและเยาวชนจงหัว เคยเป็นตัวแทนเด็กและเยาวชนเมืองไทเปและตัวแทนที่ปรึกษาเยาวชนของสำนักการศึกษาแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ เขาเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในหลักสูตรการศึกษาเชิงทดลองของมหาวิทยาลัยแห่งชาติชิงหัวผ่านโควต้านักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ โดยปัจจุบันเป็นนักศึกษาปี 3 เจิ้งอวิ้นหงได้ให้ข้อมูลแก่ The Reporter for Kids  เกี่ยวกับเป้าหมาย 3 ประการของสมาคมจงหัว ได้แก่ ประการแรกคือ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างสองฝั่งช่องแคบ ประการที่สอง ปกป้องสิทธิประโยชน์ของเด็กและเยาวชน และประการสุดท้าย ส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้มีส่วนร่วมทางการเมือง

สมาคมเยาวชนจงหัวมี 3 แผนกได้แก่ “แผนกสองฝั่งช่องแคบ” “แผนกเด็ก” และ “แผนกเยาวชน” โดยสมาชิกที่ได้รับเชิญประมาณครึ่งหนึ่งอาศัยอยู่ในไต้หวัน ในจำนวนนี้รวมไปถึงตัวแทนเด็กและเยาวชนที่มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายของรัฐ ส่วนสมาชิกอีกครึ่งหนึ่ง เป็นเยาวชนไต้หวันที่เติบโตและศึกษาอยู่ในประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ แบ่งเป็น ฝูเจี้ยน เหอหนาน เจียงซู เจ้อเจียง หูหนาน หูเป่ย และภูมิภาคปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย โดยศึกษาที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง มหาวิทยาลัยรัฐศาสตร์และกฎหมายแห่งชาติจีน (CUPL) มหาวิทยาลัยเซี่ยเหมินเป็นต้น มีตั้งแต่นักศึกษาระดับปริญญาตรีไปจนถึงระดับปริญญาเอก ส่วนใหญ่เคยมีประสบการณ์เป็นประธานนักเรียนและคณะกรรมการในสมาคมนักเรียนไต้หวันในจีน

เจิ้งอวิ้นหง ผู้ก่อตั้งสมาคมเด็กและเยาวชนจงหัว เคยเป็นตัวแทนเด็กและเยาวชนเมืองไทเปและตัวแทนที่ปรึกษาเยาวชนของสำนักการศึกษาแห่งชาติ

เจิ้งอวิ้นหง เคยเรียนโรงเรียนมัธยมปลายถึง 3 แห่ง จากเดิมเรียนอยู่ที่โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยเจิ้งจื้อที่กรุงไทเป เป็นเวลา 1 ปีครึ่ง เนื่องจากแม่ของเขาต้องไปทำงานที่เซี่ยงไฮ้ ทำให้เขาย้ายไปเรียนโรงเรียนไต้หวันประจำเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Taiwanese Children's School) ประมาณครึ่งปี ในช่วงโควิด-19 ระบาด เขาก็ได้ย้ายกลับมาเรียนที่โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายจี๋เหริน (Chi-Jen Private High School) ที่นครนิวไทเป ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนประมาณ 1 ปี นอกจากนี้ ในช่วงที่เขาเป็นนักศึกษาปริญญาตรีปี 2 เขาเคยไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งเป็นเวลา 1 เทอม จึงทำให้เจิ้งอวิ้นหงมีความสนใจและให้ความสำคัญกับประเด็นสองฝั่งช่องแคบมากยิ่งขึ้น

เจิ้งอวิ้นหงกล่าวว่า เขาและสมาชิกอีกหลายคนมักจะเข้าร่วมกิจกรรมการแลกเปลี่ยนระหว่างสองฝั่งช่องแคบอยู่เป็นประจำ อย่างเช่นในปีนี้ ได้เข้าร่วม งานเสวนา Straits Forum ที่เซี่ยเหมินจัดขึ้น และเข้าร่วมสัปดาห์ไต้หวันในเมืองฉงชิ่ง ที่เน้นการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเข้าร่วมในนามตัวบุคคลหรือองค์กร พวกเขาถือเป็นตัวแทนชาวไต้หวันรุ่นใหม่ ทางสมาคมไม่รับเงินบริจาคจากพรรคการเมืองใด ๆและไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง พวกเขามีจุดมุ่งหมายเพียงต้องการผลักดันการแลกเปลี่ยนและการพัฒนาประเด็นเด็กและเยาวชนระหว่างสองฝั่งช่องแคบผ่านมุมมองของเยาวชน

เจิ้งอวิ้นหงอธิบายว่า ในตอนที่เขาเป็นตัวแทนเด็กและเยาวชนกรุงไทเป แล้วต้องย้ายไปเรียนที่เซี่ยงไฮ้ ทำให้ต้องงานตัวแทนเด็กและเยาวชนของเขาต้องหยุดชะงัก เนื่องจากไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมได้ นอกจากนี้ ยังมีเด็กนักศึกษาที่เรียนในมหาวิทยาลัยของจีนที่ไม่ได้รับการรับรองวุฒิการศึกษาจากกระทรวงศึกษาธิการไต้หวัน ซึ่งไม่มีช่องทางให้ร้องเรียน “สิ่งเหล่านี้ส่งผลเสียต่อสิทธิประโยชน์ของนักศึกษาไต้หวันในประเทศจีน สมาคมเด็กและเยาวชนจงหัวจึงถือกำเนิดขึ้นโดยมีหน้าที่ส่งเสียงแทนเด็กและเยาวชนคนอื่นๆ

ในตอนที่เจิ้งอวิ้นหงเป็นตัวแทนที่ปรึกษาเยาวชนของสำนักการศึกษาแห่งชาติ เขาเคยยื่นข้อเสนอแนะต่อกระทรวงศึกษาธิการมากกว่า 30 ข้อ ซึ่งรวมถึงการปรับปรุงเกณฑ์การประเมินโรงเรียนประถมศึกษาและมัธยมศึกษา และแนะนำให้ลดจำนวนการสอบ  “โรงเรียนประถมศึกษาต้องสอบถึง 3 ครั้งในหนึ่งเทอม จำเป็นไหม?” เขาระบุว่า ในปี ค.ศ.2021 จีนได้ออกนโยบาย Double Reduction Plan (雙減) คือ นโยบายที่มุ่งเน้นการลดปริมาณการบ้านและลดชั่วโมงเรียนพิเศษ โดยกำหนดให้ห้ามให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึง 2 สอบวัดผลแบบเขียนข้อสอบ ลดภาระการสอบของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 3 เหลือเพียงการสอบปลายภาค และห้ามไม่ให้จัดสอบข้ามโรงเรียนหรือข้ามเขต เจิ้งอวิ้นหงให้ความเห็นว่า จีนทำได้ดีกว่าไต้หวันในส่วนนี้

อันที่จริง จีนได้ลงนามในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก(The Convention on the Rights of Children, CRC)ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1990 และกลายเป็นรัฐภาคีอย่างเป็นทางการ ซึ่งเร็วกว่าไต้หวัน แต่อย่างไรก็ตาม รายงานผลการดำเนินงานตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กของจีนครั้งล่าสุดในปี ค.ศ.2013 ที่ตรวจสอบโดยคณะกรรมการสิทธิเด็กแห่งสหประชาชาติ พบว่ายังคงมีปัญหามากมาย

จากรายงานการตรวจสอบขององค์การสหประชาชาติในครั้งนั้น ระบุว่า งบประมาณและทุนทรัพยากรที่รัฐบาลจีนจัดสรรให้แก่โครงการพัฒนาเด็กแห่งชาติมีไม่เพียงพอ นอกจากนี้ รัฐบาลยังใช้วิธีข่มขู่ คุกคาม บังคับบุคคลให้สูญหาย จับกุมผู้เห็นต่างและองค์กรพัฒนาเอกชน ส่งผลให้ผู้ที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและนักข่าวที่รายงานการละเมิดสิทธิเด็กของจีนเผชิญกับข้อจำกัด ไม่สามารถให้ข้อมูลทางสถิติที่เชื่อถือได้เพื่อนำไปวิเคราะห์และเสนอแนวทางการปรับปรุงให้จีน แต่จะมีการปรับปรุงหรือไม่อย่างไร คงต้องรอให้เกิดการตรวจสอบอย่างโปร่งใสจึงจะทราบได้

เมื่อ The Reporter for Kids ถามถึงการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างสองฝั่งช่องแคบ จะเป็นการสนับสนุนจุดยืนของจีน หรือถูกจีนดูดกลืนให้กลายเป็นกระบอกเสียงของพวกเขาหรือไม่ เจิ้งอวิ้นหงแสดงความเห็นว่า ไต้หวันยังคงมีข้อได้เปรียบมากมาย ในระหว่างการแลกเปลี่ยน “ไต้หวันควรมั่นใจมากขึ้นว่า บุคลากรผู้มีความสามารถของเราจะไม่ถูกแย่งไป”

 

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง