close
Rti Thaiดาวน์โหลด Rti App
Open
:::

The Reporter เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้แก่เยาวชน EP.17

  • 23 January, 2024
The Reporter เปิดโลกทัศน์ใหม่แก่เยาวชน
พ.ศ. 2567 ปีแห่งการเลือกตั้งใหญ่ทั่วโลก - ทำสถิติใหม่บัตรเลือกตั้ง 2,000 ล้านใบ และ 5 บททดสอบสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้ง
The Reporter เปิดโลกทัศน์ใหม่แก่เยาวชน
The Reporter เปิดโลกทัศน์ใหม่ให้แก่เยาวชน EP.17

พ.ศ. 2567 ปีแห่งการเลือกตั้งใหญ่ทั่วโลก - ทำสถิติใหม่บัตรเลือกตั้ง 2,000 ล้านใบ และ 5 บททดสอบสำคัญในการหาเสียงเลือกตั้ง

     ปีนี้ (พ.ศ. 2567) เป็นปีแห่งการเลือกตั้งทั่วโลก นอกจากในเดือนมกราคมที่ไต้หวันมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีสมัยที่ 16 กับสมาชิกสภานิติบัญญัติสมัยที่ 11 รวมถึงการเลือกตั้งทั่วไปในบังกลาเทศที่จะจัดขึ้นในเดือนมกราคมนี้แล้ว ต่อเนื่องไปจนถึงเดือนธันวาคมซึ่งจะเป็นการเลือกตั้งที่อุซเบกิสถาน ช่วงเวลาตลอดทั้งปีนี้จะมีการจัดการเลือกตั้งประเภทต่างๆ ในอย่างน้อย 48 ประเทศทั่วโลก ซึ่งจากข้อมูลสถิติของมูลนิธิเพื่อการเลือกตั้งระหว่างประเทศ IFES (International Foundation for Electoral Systems) ระบุว่า ทั่วโลกจะมีการเลือกตั้งระดับผู้นำประเทศอย่างน้อย 20 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 3 มกราคม พ.ศ.2567)

     เมื่อเป็นปีแห่งการเลือกตั้ง นั่นหมายความว่าจำนวนผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงก็จะสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน จากประมาณการของ The Economist คาดว่า การเลือกตั้งทั้งหมดจะเกี่ยวข้องกับประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งของโลก (4,170 ล้านคน) และผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 ล้านคน ด้าน Bloomberg ก็ได้ประมาณการจากมุมมองทางเศรษฐกิจว่า ประเทศที่มีมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ  GDP (Gross Domestic Product) คิดเป็นสัดส่วน 42% ของโลก จะมีการเลือกตั้งผู้นำคนใหม่ 

     ซึ่งเมื่อดูจากปฎิทินที่เต็มไปด้วยแผนจัดการเลือกตั้งแบบนี้ หมายความว่าทั่วโลกเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นหรือไม่? เราจะเริ่มพูดคุยจากภาพรวมของทั่วโลกก่อน ตามมาด้วยการสำรวจขั้นตอนต่างๆ ของปรากฏการณ์การเลือกตั้งในแต่ละทวีป, การเลือกตั้งระดับชาติ 5 ครั้งที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลก และสำรวจอุณหภูมิของประชาธิปไตยในปี พ.ศ. 2567

ตารางจัดการเลือกตั้งทั่วโลกแน่นเต็มปฏิทินปี พ.ศ.2567 เดือนมกราคม-ธันวาคม กว่า 46 ประเทศจัดการเลือกตั้ง

เอเชียมีจำนวนคะแนนเสียงมากที่สุด แอฟริกามีจำนวนสนามเลือกตั้งมากที่สุด ทั่วโลกเป็นประชาธิปไตยเพิ่มขึ้นหรือไม่?

ในบรรดา 10 ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก มี 8 ประเทศจัดการเลือกตั้งทั่วไป

     ในบรรดา 10 ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก มี 8 ประเทศที่จะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งเมื่อนับรวมกันแล้วมีประชากรมากกว่า 290 ล้านคน

     แต่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ความยุติธรรมและเสรีภาพของการเลือกตั้งเกรงว่าจะมีไม่เกินครึ่ง โดยเฉพาะที่บังกลาเทศ ปากีสถาน และรัสเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้มีการประท้วงต่อต้านหรือมีความขัดแย้งกับรัฐบาลภายในประเทศ ส่งผลให้ประชาชนตกอยู่ภายใต้การกดขี่ของฝ่ายปกครอง มีบางคนถึงกับถูกจับติดคุก ดังนั้นโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในระบอบการปกครองประเทศจึงมีไม่มาก

     ขณะที่สหรัฐอเมริกา อินเดีย และอินโดนีเซีย ก็ถูกดัชนีชี้วัดด้านประชาธิปไตยของสถาบันวิจัยด้านการเมืองและเศรษฐกิจ EIU (Economist Intelligence Unit) จัดอยู่ในประเภท “ประชาธิปไตยแบบมีตำหนิ”  (Flawed Democracy) แม้ว่ารัฐบาลในระบอบการปกครองประเทศอาจมีการเปลี่ยนแปลง แต่ก็ยังคงต้องเฝ้าติดตามต่อไป

ทวีปเอเชียมีจำนวนคะแนนเสียงรวมมากที่สุด แต่กลับไม่มีเสรีภาพ?

     คะแนนเสียงรวมของการเลือกตั้งมากที่สุดคือเขตทวีปเอเชีย ประเทศที่มีจำนวนประชากรมากทั้งบังกลาเทศ อินเดีย และอินโดนีเซีย ล้วนมีการจัดการเลือกตั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนกังวลคือ พื้นที่เหล่านี้แม้มีกลไกของระบอบประชาธิปไตย แต่ความจริงแล้วกลับไม่มีเสรีภาพ

     อินเดียภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี(Narendra Modi)ที่แม้ตอนนี้กำลังชื่นชมอยู่กับผลการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่เขากลับเปิดให้ในประเทศแสดงออกถึงการต่อต้านศาสนาอิสลาม ซึ่งถือเป็นการก้าวถอยหลังครั้งใหญ่ของเสรีภาพด้านศาสนา ส่วนอินโดนีเซียก็มีแนวโน้มชัดเจนว่าประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ โจโค วิโดโด(Joko Widodo)ยังคงสร้างราชวงศ์ทางการเมืองของตนเองให้มั่นคง ขณะที่บังคลาเทศก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงเป็นระบอบเผด็จการ เพราะแกนนำฝ่ายค้านยังคงถูกคุมขังอยู่ในคุก จนทำให้ในสังคมไม่เหลือช่องว่างสำหรับความเห็นต่าง

ทวีปแอฟริกาจะเป็นภูมิภาคที่มีสนามการเลือกตั้งมากที่สุด แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อรัฐประหาร

     ในปี พ.ศ. 2567 เฉพาะทวีปแอฟริกาจะมีการจัดเลือกตั้งประเภทต่างๆ ในกว่า 20 ประเทศ แต่หลายปีที่ผ่านมา ภูมิภาคแห่งนี้กลับมีการทำรัฐประหารมากที่สุดในโลก

     ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 ทวีปแอฟริกาเคยมีการทำรัฐประหารไปแล้วถึง 9 ครั้ง นอกจากนี้สภาแห่งชาติแอฟริกัน ANC(African National Congress)ก็ถืออำนาจในแอฟริกาใต้มานานกว่า 30 ปี และคาดการณ์ว่าน่าจะยังอยู่ในอำนาจต่อไปอีก ดังนั้นแม้ว่าปี พ.ศ. 2567 ทวีปแอฟริกาจะยังมีการจัดเลือกตั้งขึ้น แต่สถานการณ์ทางเมืองก็ยังคงมีความผันผวน

5 การเลือกตั้งระดับประเทศที่ทั่วโลกให้ความสนใจ

     รศ.หลินเจียเหอ (林佳和) คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเจิ้งจือ NCCU (National Chengchi University) ชี้ให้เห็นว่า ความเป็นจริงแล้วระหว่างปี พ.ศ. 2545 ถึง พ.ศ. 2560 ในจำนวน 128 ทั่วโลกมี 58 ประเทศที่ถูกระบุว่า “กำลังขับเคลื่อนหรือกลับไปสู่ระบอบเผด็จการ” ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ เมื่อนำเอารัฐธรรมนูญของระบอบเผด็จการมาเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญของระบอบประชาธิปไตย จะเห็นว่าเติบโตมากขึ้นเร็วขึ้น จนทำให้ตอนนี้มีประชากรบนโลกกว่า 42% ดำรงชีวิตอยู่ในประเทศเผด็จการ “ต่อต้านระบอบประชาธิปไตย”

     การที่ประชาชนลงคะแนนเลือกผู้นำประเทศ ก็ไม่ได้เป็นการรับประกันว่าคือ “การเป็นประชาธิปไตย” ในปี พ.ศ. 2567 ทั่วโลกมีจำนวนการเลือกตั้งทั่วไป 10 สนาม ซึ่งนอกจากไต้หวันแล้ว ก็ยังมีอีก 5 ประเทศที่ควรค่าแก่การให้ความสนใจเป็นพิเศษ ประกอบด้วย อินโดนีเซีย รัสเซีย อินเดีย เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา ซึ่งในที่นี้มีทั้งประเทศประชาธิปไตยรุ่นใหม่ ประเทศประชาธิปไตยรุ่นเก่า และประเทศเผด็จการที่ดูเหมือนจะเป็นประชาธิปไตย โดยการเลือกตั้งในประเทศเหล่านี้ได้แสดงให้เห็นถึงประชาธิปไตยและเสรีภาพในแง่มุมที่แตกต่างกัน และสามารถช่วยให้พวกเราเข้าใจปัญหาของประชาธิปไตยที่ประชาคมระหว่างประเทศกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน

อินโดนีเซีย:กับการสร้างราชวงศ์ทางการเมืองของโจโค วิโดโด

     อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยจะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีขึ้นในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567 ซึ่งการเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้จะกลายเป็นการเลือกตั้งภายในวันเดียวที่ใหญ่ที่สุดในโลก คาดว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งในประเทศอินโดนีเซียจำนวน 200 ล้านคน กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งในต่างประเทศ 1,750,000 คน จะออกมาลงคะแนนเสียง อีกทั้งยังเป็นการเลือกตั้งที่กลุ่มคนรุ่นใหม่จาก Gen Z มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงมากที่สุดเป็นครั้งแรกด้วย และเนื่องจากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมาก จึงคาดว่าการนับคะแนนจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 เดือน โดยจะประกาศผลการเลือกตั้งได้ในช่วงปลายเดือนมีนาคม ทั้งนี้การเลือกตั้งทั่วไปครั้งล่าสุดของอินโดนีเซียเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2562 ซึ่งถือเป็นการเลือกตั้งแบบ "ครบวงจร" ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของอินโดนีเซีย และใช้เวลา 1 เดือนกว่าในการนับคะแนน โดยวันที่ประกาศผลการเลือกตั้งมีความขัดแย้งรุนแรงเกิดขึ้นจนทำให้มีผู้เสียชีวิต 6 ราย และบาดเจ็บมากกว่า 200 ราย นายปราโบโว ซูเบียนโต (Prabowo Subianto) ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีจากพรรคฝ่ายตรงข้ามซึ่งพ่ายแพ้ให้กับประธานาธิบดีโจโค วิโดโด อีกหนึ่งสมัย กล่าวหาว่า ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ได้ใช้กลไกของภาครัฐ “โกงคะแนนเสียง”

     อินโดนีเซียก็เหมือนกับไต้หวันที่เป็นประเทศประชาธิปไตยใหม่ โดยหลังถูกปกครองด้วยระบอบเผด็จการของอดีตประธานาธิบดีซูฮาร์โต (Suharto) มาเป็นเวลา 32 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 จนกระทั่งหลังจากล้มล้างระบอบการปกครองของซูฮาร์โตได้ในปี พ.ศ. 2541 อินโดนีเซียจึงได้เข้าสู่ยุคแห่งการปฏิรูป และเริ่มต้นกระบวนอันยาวนานของการทำให้เป็นประชาธิปไตย จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2557 นายโจโค วิโดโด ซึ่งมีพื้นเพเป็นพลเรือน ก็สามารถเอาชนะคู่แข่งและได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี โดยในช่วงแรก ๆ เขาเป็นคนที่มีทัศนคติอ่อนน้อมถ่อมตนและเอาใจใส่ต่อวิถีชีวิตของผู้คน จนทำให้เขาได้รับการขนานนามว่าเป็น "โอบามาในเวอร์ชันอินโดนีเซีย" แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10 ปีของการปกครองโดยโจโค วิโดโด เสรีภาพการแสดงออกบนอินเทอร์เน็ตในอินโดนีเซียกลับถูกจำกัด และมีสัญญาณของการถดถอยทางประชาธิปไตย เช่น การปราบปรามสื่อมวลชนที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เพราะสื่อเป็นเครื่องบ่งชี้ที่สำคัญของประเทศประชาธิปไตย ดังนั้นเมื่อสื่อสูญเสียอิสรภาพในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล นั่นหมายความว่าการพัฒนาด้านประชาธิปไตยก็ถูกขัดขวางด้วย

     แต่ที่หลายคนกังวลไปมากกว่านั้นก็คือ ประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ได้ทำให้สมาชิกในครอบครัวของเขาจำนวนมากเข้ามาสู่แวดวงการเมือง เช่น บ๊อบบี้ นาซูชั่น (Bobby Nasution)ลูกเขยของเขา ที่ชนะการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2563 และได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกเทศมนตรีเมืองเมดัน เมืองใหญ่ที่สุดในจังหวัดสุมาตราเหนือ และนายแกซัง ปันกาเรป (Kaesang Pangarep)ลูกชายคนเล็กวัย 28 ปี กลายเป็นประธานพรรค PSI (Indonesian Solidarity Party) ซึ่งถือเป็นพรรคใหม่ในเวทีการเมืองที่หวังจะดึงดูดคะแนนเสียงของกลุ่มคนรุ่นใหม่

      ไม่เพียงแค่นั้น นายกีบรัน รากาบูมิง รากา ลูกชายคนโตวัย 36 ปีของประธานาธิบดีโจโค วิโดโด ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองสุราการ์ตา ในจังหวัดชวากลาง ก็ได้ออกมาประกาศเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 ว่า เขาจะเข้าร่วมทีมของนายปราโบโว ซูเบียนโต ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรค Gerindra โดยได้รับการเสนอชื่ออย่างเป็นทางการให้เป็นรองผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี พ.ศ. 2567 ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวก่อให้เกิดความโกลาหลในสังคม เนื่องจากกฎหมายการเลือกตั้งของอินโดนีเซียกำหนดให้ผู้สมัครต้องมีอายุครบ 40 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป โดยเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2566 ศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียก็ได้มีคำพิพากษาออกมาว่า ผู้สมัครที่เคยดำรงตำแหน่งทางราชการมาก่อนจะไม่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดนี้ และอนุญาตให้นายกีบรัน รากาบูมิง รากา วัย 36 ปี เข้าร่วมการหาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีได้ ซึ่งผลที่ตามคือ ทำให้จำนวนคะแนนนิยมของนายปราโบโว ซูเบียนโต ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

     ช่วง 10 ปีก่อนหน้านี้โจโค วิโดโด เป็นประธานาธิบดีสมัครเล่นที่มีชื่อเสียงระดับโลก แต่ปัจจุบันนี้เขากำลังสร้างราชวงศ์ทางการเมืองของตนเองไปทีละขั้นตอน เพื่อยังคงรักษาอิทธิพลทางการเมืองต่อไปหลังลงจากตำแหน่งแล้ว ดังนั้นหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี พ.ศ. 2567 ประชาธิปไตยของอินโดนีเซียอาจต้องเผชิญกับความท้าทายอีกครั้ง

รัสเซีย:ปูตินผู้แข็งแกร่ง “ไม่มีคู่แข่ง” ในการเลือกตั้ง

     การเลือกตั้งประธานาธิบดีรัสเซียจะมีขึ้นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 โดยประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) ของรัสเซีย วัย 71 ปี ซึ่งเป็นผู้จุดชนวนสงครามรัสเซียกับยูเครน ได้ประกาศลงสมัครชิงตำแหน่งในฐานะผู้สมัครอิสระ การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นเหมือนของตายสำหรับปูติน เพราะเขาอยู่ในอำนาจการปกครองมายาวนานกว่า ๒๐ ปี และทำการควบคุมสื่อของทางการไว้ได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่สำคัญก็ยังถูกสังหาร ถูกจำคุก หรือถูกเนรเทศไปหมดแล้วด้วย ส่งผลให้ปัจจุบันนี้ในรัสเซียแทบไม่มีกระแสการต่อต้านปูตินเลย ดังนั้นเขาจึงมีโอกาสได้รับเลือกตั้งต่ออีกสมัยได้อย่างง่ายดาย และทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ดูเหมือนเป็นเพียงพิธีการทางการเมืองของรัสเซียเท่านั้น

     ปูตินทำการควบคุมทรัพยากรและสื่อของรัฐนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีในปี พ.ศ. 2542 จากนั้นเส้นทางการเมืองของเขาก็ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งอย่างง่ายดายมาโดยตลอด ต่อมาในปี พ.ศ. 2563 ปูตินยังบังคับให้มีการยกเลิกข้อจำกัดการลงเลือกตั้งซ้ำ เพื่อให้ตนเองได้อยู่ในอำนาจต่อเนื่องไปจนถึงปี พ.ศ. 2579 ปูตินทำการควบคุมสื่อเพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มีสื่อใดที่วิพากษ์วิจารณ์เขาได้ ขณะเดียวกันก็ดำเนินการกำจัดฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างแข็งขัน โดยที่ผ่านมานายอเล็กเซ นาวาลนี (Alexei Navalny) คู่แข่งทางการเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด เคยเปิดโปงการทุจริตของปูตินอยู่บ่อยครั้ง และถูกจับกุมมากกว่า 10 ครั้งในข้อหาต่าง ๆ ซึ่งในปี พ.ศ. 2563 เขาถูกวางยาพิษบนเครื่องบินและตกอยู่ในอาการโคม่า โดยหลังเดินทางกลับประเทศเพื่อเข้ารับการรักษาในปี พ.ศ. 2564 เขาก็ถูกจับกุมทันที ซึ่งตอนนี้อเล็กเซ นาวาลนี ยังคงรับโทษอยู่ในเรือนจำ โดยเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2566 อเล็กเซ นาวาลนีได้เรียกร้องผ่านสื่อโซเชียลมีเดียให้ชาวรัสเซียเห็นวิธีการบิดเบือนการเลือกตั้งที่ชัดเจนของปูติน แต่แล้วหลังจากนั้นเขาก็หายตัวไป โดยหลังจากหายไปนานกว่า 2 สัปดาห์ ก็พบว่าอเล็กเซ นาวาลนี ถูกย้ายไปอยู่ที่ทัณฑสถานทางตอนเหนือของวงกลมอาร์กติก ซึ่งคีรา ยาร์มิช (Kira Yarmysh) โฆษกของนาวาลนีกล่าวว่า ทัณฑสถานมีอากาศหนาวเหน็บ มีสภาพแวดล้อมย่ำแย่ ซึ่งสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าปูตินตั้งใจแยกนาวาลนีให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว

     ปูตินนอกจากทำการควบคุมสื่อและปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองแล้ว เขายังสร้างภาพลักษณ์ของการเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งเพื่อให้ได้รับการสนับสนุนจากสาธารณชนชาวรัสเซียด้วย ซึ่งวิธีการสร้างบุคลิกภาพเช่นนี้เป็นต้นแบบให้กับผู้นำที่ต้องการความแข็งแกร่งคนอื่นๆ โดยสิ่งที่พบเห็นบนสื่อบ่อยๆ คือ การแสดงความกล้าหาญด้วยการขี่ม้าหรือฝึกยูโด ที่ปรึกษาทางการเมืองของปูตินกล่าวว่า พวกเขามุ่งมั่นที่จะสร้างภาพลักษณ์ของผู้กอบกู้โลกเหมือนในภาพยนตร์ฮอลลีวูด ซึ่งกลยุทธ์นี้ประสบความสำเร็จอย่างมาก และทำให้ปูตินยังคงได้รับการสนับสนุนภายในประเทศสูงกว่า 60%

     การ “ออกแบบฮีโร่” ของปูตินถือเป็นสิ่งที่ถูกต้องแม่นยำ เพราะหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี พ.ศ. 2534 คุณภาพชีวิตของชาวรัสเซียถดถอยลง ประชาชนโดยทั่วไปขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยังทำให้อายุขัยโดยเฉลี่ยของผู้ชายชาวรัสเซียสั้นลงอีกด้วย ซึ่งในช่วงเวลานั้นเองปูตินก็ได้ผงาดขึ้นมาบนเส้นทางการเมืองของรัสเซียและเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างสถานภาพของรัสเซียในฐานะมหาอำนาจให้กลับขึ้นมาใหม่ ซึ่งความตั้งใจก็คือ "ทำให้รัสเซียกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง" ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะจินตนาการได้ว่า ทำไมชาวรัสเซียที่มีสถานะยากจนจะให้การสนับสนุนปูตินมากขนาดนี้

     แม้ว่าปูตินจะมีอายุ 71 ปีแล้ว แต่หากไม่มีฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองที่สามารถลงสมัครชิงตำแหน่งได้ ปูตินก็คงจะได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งต่ออีกหนึ่งสมัยในปี พ.ศ. 2567 นี้ และอาจจะอยู่ในอำนาจต่อไปจนถึงปี พ.ศ. 2579 ซึ่งเมื่อถึงตอนนั้นปูตินจะมีอายุมากถึง 84 ปี

อินเดีย:การปกครองของนายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดี กลายเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อสถานการณ์ระหว่างประเทศ

     อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก จะจัดการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ และเนื่องจากมีจำนวนผู้ลงคะแนนเยอะมาก ดังนั้นการเลือกตั้งทั่วไปในอินเดียจึงมักกินเวลานานหลายสัปดาห์ ซึ่งคาดว่าการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2567 จะมีขึ้นในเดือนเมษายนและพฤษภาคม

     เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2566 มีจัดการเลือกตั้งท้องถิ่นใน 5 จังหวัดของอินเดีย โดยการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นรอบสุดท้ายก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไปปี พ.ศ.2567 และสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้สำคัญได้ เพราะพรรคภารตียชนตา BJP (Bharatiya Janata) ของนายกรัฐมนตรีอินเดียคนปัจจุบันคือ นเรนทรา โมดี ประสบความสำเร็จอย่างโดดเด่นในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นทั้ง 5 จังหวัด ซึ่งนั่นแสดงให้ว่าโมดียังคงเป็นที่นิยมชมชอบอยู่

     นเรนทรา โมดี เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ. 2557 เช่นเดียวกับประธานาธิบดีวลาดีมีร์ ปูติน โดยสวมบทบาทให้ตนเองเป็นดั่งวีรีบุรุษของชาวอินเดีย และใช้วิธีของลัทธิบุคลิกภาพบูชาตัวบุคคลเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนจากคนอินเดีย เขามีภูมิหลังเป็นคนธรรมดาทั่วไป ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มชนชั้นล่างตามระบบวรรณะของอินเดีย จึงทำให้เกิดภาพลักษณ์ที่เขาสามารถ “พูดคุยกับพี่น้องประชาชนได้โดยตรง” ขณะเดียวก็ยังเร่งเสริมสร้างความสำเร็จทางการเมืองของตนเอง อาทิ การเปลี่ยนชื่อสนามคริกเก็ตใหญ่ที่สุดในอินเดียตามชื่อของเขา การแกะสลักใบหน้าของเขาบนดาวเทียมที่อินเดียส่งขึ้นไปสู่อวกาศ และการตีพิมพ์ใบหน้าของเขาไว้บนใบรับรองการฉีดวัคซีนของชาวอินเดียในระหว่างการแพร่ระบาดโควิด-19 ด้วย

     ทั้งนี้สิ่งหนึ่งที่ทำให้ประชาคมระหว่างประเทศเกิดความกังวล คือความพยายามของโมดีที่ต้องการให้ "ศาสนาฮินดูกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง" โดยหลังจากที่โมดีเข้ารับตำแหน่ง พรรค BJP ของเขาก็เริ่มปราบปรามชุมชนมุสลิมในท้องถิ่นของอินเดีย และเน้นย้ำถึงบทบาทของศาสนาฮินดูในประวัติศาสตร์อินเดียอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้แม้ว่าชาวมุสลิมจะเป็นชนกลุ่มน้อยในอินเดียแต่พวกเขากลับถูกพรรค BJP กล่าวหาว่ากำลังทำลายประเพณีดั้งเดิมของชาวฮินดู ในอินเดียยังปรากฎการรณรงค์ต่อต้านการแต่งงานข้ามศาสนา หรือที่เรียกว่า “ญิฮาดความรัก” (love jihad) โดยกล่าวหาชายมุสลิมในอินเดียใช้ความรักและการแต่งงาน เพื่อหลอกชาวฮินดูให้เปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งผลที่ตามมาทำให้ชาวมุสลิมต้องตกเป็นเป้าโจมตีของชาวฮินดูหัวรุนแรงบางส่วน

     นอกจากการปลุกปั่นความขัดแย้งทางศาสนาและเชื้อชาติในอินเดียแล้ว โมดียังยังพยายามเข้าควบคุมสื่อ โดยนับตั้งแต่โมดีขึ้นสู่อำนาจในปี พ.ศ. 2557 เสรีภาพของสื่อในอินเดียลดลงอย่างมาก บุคลากรด้านสื่อบางส่วนถูกไล่ออกเนื่องจากวิพากษ์วิจารณ์พรรค BJP ของโมดี อย่างไรก็ตามขณะนี้อินเดียแซงหน้าจีนกลายมาเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ขณะเดียวกันที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของอินเดียก็มีคุณค่าทางยุทธศาสตร์ในการสร้างสมดุลให้กับจีนด้วย ดังนั้นในอนาคตหากประเทศต่างๆ ทั่วโลกต้องการป้องกันการขยายอำนาจของจีน การเสริมสร้างความร่วมมือกับอินเดียจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง และถ้าหากโมดียังคงขัดขวางการพัฒนาประชาธิปไตยของอินเดียด้วยการปกครองแบบผู้นำที่แข็งแกร่ง ผู้นำของประเทศต่างๆ ทั่วโลกอาจจะต้องเผชิญหน้ากับภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกระหว่างการป้องกันอิทธิพลของจีนกับการปกป้องประชาธิปไตยของอินเดีย ด้วยเหตุนี้ผลการเลือกตั้งทั่วไปของอินเดียในปี พ.ศ. 2567 จึงควรค่าแก่การได้รับความสนใจจากทั่วโลกมากขึ้น

เม็กซิโก : การถือกำเนิดขึ้นของประธานาธิบดีหญิงคนแรก แต่เส้นทางสู่ความเท่าเทียมของสิทธิสตรียังคงเต็มไปด้วยอุปสรรค

     การเลือกตั้งประธานาธิบดีเม็กซิโกในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2567 จะเป็นการแข่งขันกันระหว่างนางคลอเดีย เชนบาม ปาร์โด(Claudia Sheinbaum)จากพรรค Morena (Movimiento Regeneración Nacional) กับนางโซชิตล์ กัลเบซ (Xóchitl Gálvez) จากพรรค PAN (National Action Party) โดยเมื่อผู้สมัครชิงตำแหน่งทั้งสองคนเป็นผู้หญิง ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่ชนะการเลือกตั้งเม็กซิโกจะมีประธานาธิบดีหญิงคนแรกอย่างแน่นอน ซึ่งนั่นหมายความว่าเม็กซิโกที่เคยถูกขนานนามว่าเป็น “ดินแดนแห่งการฆ่าสตรีเพศ” จะมีการเริ่มต้นบทบาทใหม่ของการพัฒนาสิทธิสตรีในอนาคตใช่หรือไม่?

     จากข้อมูลสถิติอย่างเป็นทางการพบว่า ในแต่ละวันจะมีผู้หญิงประมาณ 10 คน ที่ถูกสังหารโดยคู่ครองหรือญาติมิตร ซึ่งกรณีทางสังคมนี้เรียกว่า อิตถีฆาต (femicide) คือ การฆ่าเพราะว่าเป็นเพศหญิง โดยผู้กระทำความผิดหลายคนไม่ได้รับโทษที่สมควรตามกฎหมาย และนำไปสู่ความไม่พอใจของประชาชนในสังคมเป็นอย่างมาก จนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเกิดการประท้วงตามท้องถนนหลายครั้ง ทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องจัดการกับปัญหาทางสังคมนี้อย่างจริงจัง

     แม้ว่าการทำอิตถีฆาตยังคงแพร่หลายในเม็กซิโก แต่ขณะเดียวกันตัวแทนสตรีในภาครัฐของเม็กซิโกก็ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติ ตัวอย่างเช่น ส.ส. มากกว่าครึ่งหนึ่งในสภาคองเกรสเม็กซิโกเป็นผู้หญิง โดยทั้งสองสภาฯ มีผู้หญิงเป็นประธานสภาฯ และครึ่งหนึ่งของคณะรัฐมนตรีมีสมาชิกเป็นผู้หญิงเช่นกัน อีกทั้งในประวัติศาสตร์ยังมีการเลือกประธานศาลฎีกาเป็นผู้หญิงคนแรกด้วย

     อย่างไรก็ตาม การที่ภาครัฐมีตัวแทนของผู้หญิงเข้าไปมีส่วนร่วมเพิ่มมากขึ้น หมายความว่าสิทธิของสตรีผู้ด้อยโอกาสมีแนวโน้มที่จะได้รับความสนใจมากขึ้นใช่หรือไม่? ซึ่งในกรณีของเม็กซิโกถือว่าไม่ใช่ทั้งหมด ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2566 ศาลฎีกาเม็กซิโกได้ตัดสินให้มีการลดโทษการทำแท้ง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของความเป็นอิสระทางร่างกายสำหรับสตรีชาวเม็กซิกัน แต่กระนั้นผู้หญิงชาวเม็กซิกันยังคงต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความรุนแรงของความสัมพันธ์ใกล้ชิดในชีวิตประจำวัน และความเสียเปรียบทางด้านเศรษฐกิจ โดยจาก “"รายงานช่องว่างระหว่างเพศทั่วโลกปี พ.ศ. 2566" ของ WEF (World Economic Forum) พบว่า ผู้หญิงในเม็กซิโกมีรายได้เพียงครึ่งเดียวของผู้ชาย ซึ่งจากสิ่งนี้จะเห็นได้ว่าการมีผู้หญิงดำรงตำแหน่งอยู่ในหน่วยงานภาครัฐยังคงไม่เพียงพอ โดยเราต้องดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อส่งเสริมและรับรองกฎหมายสิทธิเท่าเทียม เพราะวิธีการนี้เท่านั้นจึงจะสามารถปรับปรุงแก้ไขสถานการณ์อันทุกข์ยากของผู้หญิงในเม็กซิโกได้อย่างแท้จริง

     ที่ผ่านมาประธานาธิบดีอันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ (Andres Manuel Lopez Obrador) ของเม็กซิโกคนปัจจุบัน ถูกมองว่ามีทัศนคติไม่ดีและไม่กระตือรือล้นต่อประเด็นเรื่องการทำอิตถีฆาต โดยเคยกล่าวหาว่าการประท้วงเรื่องการทำอิตถีฆาตเป็นสิ่งที่ถูกชักจูงจากฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ทั้งนี้นางคลอเดีย เชนบาม ปาร์โด ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีที่มีคะแนนนิยมมากที่สุดในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2567  และถือเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของประธานาธิบดีอันเดรส มานูเอล โลเปซ โอบราดอร์ ซึ่งแม้ว่าจะเคยกล่าวหาอัยการว่าปกปิดคดีการทำอิตถีฆาต แต่หลังจากนางคลอเดีย เชนบาม ปาร์โด ได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคลงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในครั้งนี้ เธอจะยังคงรักษาท่าทีและมีทัศนคติเชิงลบต่อการทำอิตถีฆาตหรือไม่? หรือจะมีการใช้แนวทางเชิงรุกมาจัดการกับปัญหาดังกล่าว เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าติดตามหลังการเลือกตั้งต่อไป

สหรัฐอเมริกา:การกลับมาอย่างแข็งแกร่งของโดนัลด์ ทรัมป์ และวิกฤติการณ์ประชาธิปไตยของสหรัฐฯ ที่หวนกลับมาอีกครั้ง

     การเลือกตั้งที่ได้รับความสนใจจากทั่วโลกมากที่สุดในปี พ.ศ. 2567 คือการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในช่วงปลายปี โดยอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ผู้ซึ่งพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2563 กำลังจะหวนคืนสู่เส้นทางการเมืองและลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้ง ซึ่งนั่นอาจก่อให้เกิดวิกฤติการณ์ประชาธิปไตยอีกระลอกในทางการเมืองของสหรัฐอเมริกา

     ในปี พ.ศ. 2559 โดนัลด์ ทรัมป์ ถูกรับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา แต่เพราะเขาไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง ประกอบกับเป็นคนที่พูดจาอย่างตรงไปตรงมา จึงมักสร้างความตื่นตระหนกให้กับสหรัฐอเมริกาและประชาคมระหว่างประเทศ ทั้งนี้การได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งของทรัมป์ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะในเวลานั้น สหรัฐฯ เผชิญกับบรรยากาศทางสังคมที่คล้ายคลีงกับบรรยากาศของรัสเซีย คือปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การตายจากความสิ้นหวัง (Deaths of Despair) อันเนื่องจากการขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันจำนวนผู้อพยพที่มากขึ้นก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของประชากรในสหรัฐอเมริกา จนสร้างความวิตกกังวลให้แก่คนผิวขาวบางส่วน ดังนั้นเมื่อทรัมป์เสนอนโยบายสร้างกำแพงกั้นชายแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก ประชาชนจึงให้การตอบรับทันที ไม่เพียงเท่านั้นทรัมป์ยังโต้ตอบโดยตรงกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งผ่านโซเชียลมีเดีย X (เดิมชื่อ Twitter) ซึ่งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ว่าเขามี “การเสวนาโดยตรงกับประชาชน” โดยวิธีการดังกล่าวมีความแตกต่างไปจากวิธีการโฆษณาชวนเชื่อแบบเดิมๆ และดึงดูดเสียงสนับสนุนจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากที่สูญเสียความเชื่อมั่นต่อกลุ่มชนชั้นสูงทางการเมืองแบบดั้งเดิม

     คำพูดและการกระทำของทรัมป์หลังการเลือกตั้งส่งผลให้ระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ ตกอยู่ภายใต้บททดสอบขั้นรุนแรง ตัวอย่างเช่น การกระทำของทรัมป์ที่คุ้นเคยกับการใช้ข้อความเท็จเพื่อปกปิดความจริง ซึ่งครั้งหนึ่งเขาเคยอ้างว่าอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา (Barack Obama) ของสหรัฐฯ ไม่ได้เกิดที่สหรัฐอเมริกา ดังนั้นจึงไม่ใช่ประธานาธิบดีที่ชอบด้วยกฎหมายของสหรัฐฯ นอกจากนี้ทรัมป์ยังเคยอ้างว่าการที่เขาพ่ายแพ้ในสมัยการเลือกตั้งปี พ.ศ. 2563 เพราะมีการฉ้อโกงการเลือกตั้ง และยังปล่อยให้มีผู้สนับสนุนเขาบุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นความเสียหายร้ายแรงต่อระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐฯ ด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อเร็ว ๆ นี้สหรัฐอเมริกายังได้รับการจัดอันดับให้อยู่กลุ่มประเทศที่มี "ประชาธิปไตยมีตำหนิ" ด้วย ทั้งนี้สหรัฐฯ ยังถือว่ามีความโชคดีจากการพัฒนาของระบอบประชาธิปไตยมาเป็นเวลาหลายร้อยปี เพราะนั่นทำให้กฎหมายและระบบของสหรัฐฯ มีพลังเกี่ยวโยงกับระบอบประชาธิปไตย อันนำมาซึ่งการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจการเมืองที่เข้มแข็งของทรัมป์ จนกลายเป็นแนวป้องกันให้กับระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกา

     หลังจากที่ทรัมป์แพ้ต่อการการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2563 ประธานาธิบดีโจ ไบเดน (Joe Biden)  ก็เข้ามารับช่วงต่อและฟื้นฟูความร่วมมือระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกากับประเทศอื่นๆ อย่างแข็งขัน อีกทั้งยังถอดถอนนโยบายต่างๆ ของทรัมป์ที่ส่งผลต่อการคุกคามสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศวิทยา อย่างไรก็ตาม หากทรัมป์ได้รับเลือกให้กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกครั้งในปี พ.ศ.2567 นโยบายที่ไบเดนให้การส่งเสริมก็จะต้องถูกคุกคามอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ทรัมป์เป็นอันตรายต่อระบอบประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาอีก ภาคประชาสังคมในสหรัฐฯ จึงได้เริ่มดำเนินการทางตุลาการผ่านการฟ้องร้องต่อศาลของรัฐต่างๆ เพื่อไม่ให้ทรัมป์ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการเลือกตั้งครั้งนี้ โดยเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2566 ศาลในรัฐโคโลราโด สหรัฐอเมริกา ก็ได้แถลงคำพิพากษาครั้งประวัติศาสตร์ที่ตัดสินว่าทรัมป์มีความผิดฐานยุยงผู้สนับสนุนให้โจมตีอาคารรัฐสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564 และจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมการเลือกตั้งประธานาธิบดี นอกจากนี้ที่ศาลอื่นๆ เกือบ 30 รัฐให้สหรัฐฯอเมริกาก็ยังมีการฟ้องร้องทรัมป์ในคดีความที่คล้ายคลึงกัน ทั้งนี้แม้ว่าทรัมป์จะสามารถอุทธรณ์ได้ แต่เขาจะกลายเป็นบุคคลแรกในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาที่ถูกตัดสินว่า "ไม่มีคุณสมบัติในการเข้าสู่ทำเนียบขาว" ในฐานะของผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

     ปัจจุบันทรัมป์ยังเป็นผู้สมัครจากพรรครีพับลิกันที่ได้รับความนิยมมากที่สุด และมีแนวโน้มสูงมากที่จะได้เผชิญหน้ากับโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนปัจจุบันอีกครั้ง ซึ่งเป็นจะสนามการเลือกตั้งซ้ำให้กับ “ทรัมป์และไบเดนได้ประลองฝีมือกัน" เหมือนในปี พ.ศ. 2563 ดังนั้นทรัมป์จะสามารถกลับมาลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในปี พ.ศ.2567 ได้สำเร็จหรือไม่? ความวุ่นวายท

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง