:::

RTI Radio Taiwan InternationalRTI Radio Taiwan Internationalบันทึกชีวิตในไต้หวัน : ฝันให้ไกลไปให้ถึง กับนิทรรศการ Unaccounted Travelogue สำรวจวิถีชีวิตชนชั้นแรงงานผ่านเพลงหมอลำและเพลงหลินปัน (ตอนแรก)

  • 22 May, 2022
บันทึกชีวิตในไต้หวัน
ฝันให้ไกลไปให้ถึง กับนิทรรศการ Unaccounted Travelogue สำรวจวิถึชีวิตชนชั้นแรงงานผ่านเพลงหมอลำและเพลงหลินปัน (ตอนแรก)
บันทึกชีวิตในไต้หวัน
นิทรรศการ Unaccounted Travelogue จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยไทเป ไปจนถึงวันที่ 17 ก.ค. 2565
บันทึกชีวิตในไต้หวัน
นิทรรศการ Unaccounted Travelogue จัดแสดงที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยไทเป ไปจนถึงวันที่ 17 ก.ค. 2565

     เรื่องราวในสัปดาห์นี้ เราจะพาคุณไปชมนิทรรศการ Unaccounted Travelogue ที่กำลังจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยไทเป นิทรรศการ Unaccounted Travelogue หรือในชื่อฉบับภาษาไทยได้ตั้งชื่อว่า นิทรรศการ ฝันให้ไกลไปให้ถึง เป็นการจัดแสดงเรื่องราวผ่าน “หมอลำ”พื้นบ้าน เพลงพื้นบ้านของชาวอีสานในประเทศไทยและ “เพลงหลินปัน”(林班歌) เพลงพื้นบ้านชนพื้นเมืองไต้หวัน ร่วมสำรวจวิถีชีวิตและเรื่องราวของชนชั้นแรงงานที่เป็นกลุ่มคนชายขอบ ซึ่งเป็นการคัดสรรผลงานจากศิลปินทั้งไทยและไต้หวันรวม 11 กลุ่มศิลปิน ผ่านเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์ เทปบันทึกเสียง แบบจำลองเชิงพื้นที่ ไปจนถึงภูมิทัศน์ทางเสียง และสื่อวีดิทัศน์ แค่ฟังคำนำ ก็รู้สึกได้เลยว่าเป็นนิทรรศการที่น่าสนใจมากๆ ถ้าพร้อมแล้ว ไปฟังกันเลยค่ะ ว่านิทรรศการ Unaccounted Travelogue  ฝันให้ไกล ไปให้ถึง เป็นนิทรรศการเกี่ยวกับอะไร คลิกฟังรายการที่นี่

   

   คุณจงซื่อฟาง (鍾適芳) ภัณฑารักษ์หลัก ของนิทรรศการ Unaccounted Travelogue ฝันให้ไกล ไปให้ถึง ได้กล่าวว่า  “Unaccounted Travelogue”  ไม่ใช่บันทึกการเดินทางแนวสุนทรียศาสตร์ ไม่มีภาพการเดินทางแสนโรแมนติก มันคือนิทรรศการที่จัดแสดงผ่านสองเส้นเรื่องคู่ขนาน แต่มีความเชื่อมต่อกันระหว่างแรงงานต่างชาติในไต้หวันและแรงงานป่าไม้ที่เป็นชนพื้นเมืองไต้หวัน  เป็นการเก็บรวบรวมเสียงเล็กๆที่ซุกซ่อนอยู่ตามชายขอบ เสียงเปราะบางที่จมหายไปจากกระแสหลักของ  ซึ่งนิทรรศการ Unaccounted Travelogue จะแบ่งออกเป็นสองโซน โซนแรกจัดขึ้นโดยคุณจางเจิ้ง (張正) คุณเลี่ยวหยุนจาง (廖雲章) ภัณฑารักษ์ร่วมชาวไต้หวัน  ภายใต้คอนเซปต์ที่ว่า  “Not Here For Fun” 我們可不是來玩的 เราไม่ได้มาเล่นๆ เป็นการจัดแสดงผลงานเขียน งานวาดภาพ วิดิโอบันทึกการร้องเพลงของแรงงานต่างชาติจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มาทำงานในไต้หวัน ส่วนโซนที่สอง ชื่อคอนเซปต์  True Love Can Wait Forever  รอฉันอีก 3 ปี 再等我三年 จัดขึ้นโดยภัณฑารักษ์ร่วมชาวไทย 3 ท่านได้แก่ คุณกฤติยา กาวีวงศ์ คุณถนอม ชาภักดี และคุณอาทิตย์ มูลสาร  เป็นการขยายผลการศึกษาวิจัยและวางแผนตลอดระยะเวลากว่า 2 ปี เกี่ยวกับบทเพลงพื้นบ้านหมอลำของชาวอีสานในประเทศไทย และบทเพลงหลินปัน(林班歌) เพลงพื้นบ้านของแรงงานที่เป็นชนพื้นเมืองในไต้หวัน ที่มีความแตกต่างตามบริบทของยุคสมัย แต่กลับมีจุดเชื่อมโยงที่ต่างสะท้อนวิถีชีวิตและเรื่องราวของชนชั้นแรงงานที่เป็นกลุ่มคนชายขอบ ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วัฒนธรรม การเมือง 

R106 ห้องสมุดนั่งพื้น ให้บริการยืมหนังสือภาษาอาเซียนทุกวันอาทิตย์  

ซาวด์แทร็กที่ 1 “Not Here For Fun”我們可不是來玩的 เราไม่ได้มาเล่นๆ 

     จัดแสดงหนังสือพิมพ์สี่ฝั่ง ภาพวาด งานเขียนของแรงงานต่างชาติ  สำหรับหนังสือพิมพ์สี่ฝั่ง เป็นหนังสือพิมพ์รายเดือนที่ตีพิมพ์โดยใช้ภาษาอาเซียนเป็นหลัก คู่กับภาษาจีน  ตีพิมพ์ขึ้นครั้งแรกในปี 2006 โดยมีการตีพิมพ์เป็นภาษาไทย และเวียดนาม ปัจจุบันมีด้วยกัน 6 ภาษา ได้แก่ ภาษาเวียดนาม ภาษาไทย ภาษาอินโดนีเซีย ภาษาฟิลิปปินส์ ภาษากัมพูชา และภาษาเมียนมาร์ และได้เปลี่ยนจากหนังสือพิมพ์ เป็นการเผยแพร่บนเว็ปไซต์หนังสือพิมพ์สี่ฝั่ง ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ในยุคที่ยังไม่มีสื่อออนไลน์ หนังสือพิมพ์สี่ฝั่ง เป็นเหมือนหนึ่งในสื่อที่เผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเป็นภาษาแม่ให้กับแรงงานต่างชาติในไต้หวัน ปัจจุบัน หนังสือพิมพ์สี่ฝั่งจึงเหมือนหนึ่งในเอกสารทางประวัติศาสตร์ ที่สะท้อนเรื่องราวของไต้หวันและแรงงานต่างชาติในยุคหนึ่ง 

     ในห้องจัดแสดง R106 ร้านหนังสือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Brilliant Time bookstore (燦爛時光書店)ร้านหนังสือที่ผลักดันและส่งเสริมสิทธิการอ่านของแรงงานต่างชาติ  ได้นำเอาห้องสมุดนั่งพื้นที่ 地板圖書館 ที่ปกติจะจัดขึ้นที่ห้องโถงสถานีรถไฟไทเปเป็นประจำทุกวันอาทิตย์ แต่ช่วงหลังต้องหยุดลง เนื่องจากการระบาดของโรคโควิด-19 มาจัดแสดงในนิทรรศการครั้งนี้เช่นกัน โดยรวบรวมหนังสือจากหลากหลายชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาทิภาษาไทย ภาษาเวียดนาม ภาษาอินโดนีเซีย ภาษาเมียนร์มา ภาษากัมพูชา มาให้บริการนักอ่านถึงนิทรรศการ นอกจากนี้ ภายในห้องนิทรรศการนี้ ยังได้นำเอางานเขียนต้นฉบับของนักเขียนชาวอาเซียนที่ใช้ภาษาแม่ของตนเองเขียนเล่าเรื่องราวผ่านมุมมองของพวกเขา จากรางวัลวรรณกรรมสำหรับผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่และแรงงานต่างชาติ มาจัดแสดงให้เราได้ชื่นชม ตอนที่เจินไปเยี่ยมชมนิทรรศการ ก็พบบทความจากผู้ใช้แรงงานที่เป็นชาวไทย 2-3 เรื่อง หนึ่งในนั้นคือ เรื่อง สาวไทยในต่างแดน โดยต้นฉบับดังกล่าวเป็นการใช้ปากกาเขียนทุกตัวอักษรด้วยตั้งใจ ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของเธอผ่านกระดาษหลายแผ่น นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่า ความในใจของแรงงานต่างชาติหลบหนี มีเทปบันทึกรายการ “นักร้องสี่ฝั่ง” ที่แรงงานต่างชาติได้ร้องเพลงภาษาแม่ของตนผ่านหน้ากล้องด้วยความมั่นใจ  ความจริงมันยังมีรายละเอียดอื่นๆอีกมายมาย ที่สะท้อนความคิดเห็นของชนชั้นแรงงาน ผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ ในภาวะการณ์ดิ้นร้นต่อสู้เพื่อความอยู่รอด อารมณ์ความรู้สึก รวมถึงสิ่งที่สังเกตเห็นในสังคมไต้หวัน 

นิทรรศการเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของหมอลำ 

ซาวด์แทร็กที่ 2  "True Love Can Wait Forever" 再等我三年 รอฉันอีก 3 ปี

     “รอฉันอีก 3 ปี”  จัดแสดงผลงานจากศิลปินอาร์ติสท์ทั้งไทยและไต้หวันรวม 11 กลุ่มศิลปิน  มีทั้ง​​เอกสารจดหมายเหตุ การบันทึกเสียง รวมถึงภูมิทัศน์ทางเสียง สื่อวีดิทัศน์ โดยมี “หมอลำ” เพลงพื้นบ้านจากภาคอีสานของไทยและ “หลินปัน” เพลงพื้นบ้านชนพื้นเมืองไต้หวันเป็นแกนหลัก สะท้อนเรื่องราวการเคลื่อนถิ่นของผู้ใช้แรงงานทั้งไทยและไต้หวัน หมายถึง แรงงานไทยในภาคอีสานที่ในยุคหนึ่งต้องอพยพไปทำงานในกรุง หรือต่างแดน ส่วนแรงงานไต้หวันในที่นี้ หมายถึงแรงงานที่เป็นกลุ่มชนพื้นเมืองไต้หวัน ต้องออกจากหมู่บ้าน เดินทางไปขายแรงงาน หาเลี้ยงชีพในเมืองใหญ่ ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางประเพณี สังคม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง สำหรับเหตุผลที่ใช้ชื่อคอนเซปต์ “รอฉันอีก 3 ปี”  เพราะ 3 ปีเป็นเวลาที่ดูเหมือนจะไม่นาน แต่ก็เป็นเวลานาน และมันยังมีความเชื่อมโยงกับสัญญาจ้างงานในไต้หวัน ที่มักจะเซ็นต์สัญญาจ้างงานแทร็คละ 3 ปี รอฉันอีก 3 ปี จึงเป็นเหมือนการบ่งบอกว่า รอฉันก่อนนะ ฉันทำงาน 3 ปีแล้วจะกลับไป 

     หลายคนอาจจะไม่คุ้นชินว่า เพลงหลินปัน หรือ 林班歌 ว่ามันคืออะไร  ในยุคที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวัน ชนพื้นเมืองในไต้หวันได้กลายเป็นแรงงานป่าไม้ที่มีชื่อว่า “หลินปัน” และเป็นต้นกำเนิดของ “บทเพลงหลินปัน” เพลงพื้นบ้านของชนพื้นเมืองไต้หวันที่เป็นกลุ่มผู้ใช้แรงงาน วิถีชีวิตแรงงานระหว่างชนเผ่า ได้ก่อกำเนิดเป็นบทเพลงหลินปัน ที่มีการผสมผสานของท่วงทำนองและภาษา มีลักษณะการขับร้องแบบด้นสด อีกทั้งในช่วง 1949 ที่รัฐเมืองเจียงไคเช็คเข้ามาปกครองไต้หวัน ก็ได้ใช้บทเพลงหลินปัน มาเป็นเครื่องมือในการโฆษณา เพื่อต่อต้านฝ่ายคอมมิวนิตส์ในประเทศจีน

     สำหรับเหตุผลที่นิทรรศการในครั้งนี้ ได้เลือกเพลงหลินปันมาจัดแสดงคู่กับเพลงหมอลำของไทย สืบเนื่องมาจาก นับแต่ไต้หวันเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติอย่างถูกกฎหมาย ในช่วงปี ค.ศ.1994 แรงงานไทยเป็นแรงงานกลุ่มแรกที่เดินทางมาทำงานในภาคอุตสาหกรรมของไต้หวันสูงกว่าหลายหมื่นคนต่อปี โดยส่วนใหญ่มาจากภาคอีสาน ซึ่งในอดีต ภาคอีสานเป็นเขตพื้นที่ที่มักประสบภาวะขาดแคลนน้ำ ประกอบกับการพัฒนาพื้นที่เขตที่ไม่สมดุล ส่งผลให้เกิดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจรุนแรงเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่น ความยากจนบีบให้ชาวอีสานต้องเดินทางไปทำงานในเมืองใหญ่หรือต่างประเทศตั้งแต่ทศวรรษ 1960 กลายเป็นผู้ใช้แรงงานราคาถูก เพลงพื้นบ้านหมอลำ จึงเปรียบเหมือนวรรณกรรมที่จดบันทึกภาพสะท้อนของความทุกข์ยาก ความเจ็บปวดขมขื่นของชาวอีสานที่ต้องพลัดถิ่นไปทำงานไกลถึงต่างแดน และขณะเดียวกัน เพลงหมอลำของชาวอีสานที่เคยเป็นกลุ่มคนชายขอบ เพราะห่างไกลจากศูนย์กลางอำนาจรัฐที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้หมอลำรักษาอัตลักษณ์ความเป็นอีสานและปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ซึ่งคุณอาทิตย์ มูลสาร หนึ่งในภัณฑารักษ์ของนิทรรศการในครั้งนี้ เคยกล่าวว่า คนทั่วไป อาจจะเห็นว่า หมอลำเป็นเรื่องสนุกสนาน ความบันเทิง หรือเห็นในด้านพิธีกรรม ภูมิปัญญาภาษาที่สวยงาม  แต่จริงๆแล้วหมอลำมีมิติมากกว่านั้น โดยเฉพาะเรื่องมิติทางการเมือง เนื่องหมอลำ หรือกลอนลำ เป็นการสื่อสารในรูปแบบหนึ่ง ในยุคที่ยังไม่ได้มีสื่อมากมายขนาดนี้ หมอลำจึงเป็นสื่อที่ถูกใช้ทางการเมือง ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งการเมืองระดับโลก และการเมืองระดับท้องถิ่นของประเทศไทยและภาคอีสาน โดยเฉพาะในช่วงสงครามเย็น หมอลำก็มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของโฆษณาชวนเชื่อ ของฝ่ายโลกเสรีนิยมและฝ่ายคอมมิวนิสต์  ต่างฝ่ายต่างแต่งกลอนลำ ร้องหมอลำ เพื่อชวนคนอีสานร่วมอุดมการณ์ของแต่ละฝ่าย ซึ่งนิทรรศการนี้ ก็ได้จัดแสดงเนื้อเพลงของ กลอนลำภัยคอมมิวนิสต์ ที่เป็นฝ่ายของเสรีนิยม คู่ขนานกับกลอนลำทางสั้น ที่เชิญชวนคนให้เข้าร่วมคอมมิวนิสต์ ในยุคสมัยหนึ่ง เห็นได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นหมอลำหรือหลินปัน ล้วนได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นโยบายของชาติ และเศรษฐกิจ อย่างที่คุณอาทิตย์ มูลสาร ได้กล่าวไว้ว่า ปัจจุบันเพลงหมอลำอีสาน กลายเป็นหนึ่งใน Pop Culture ของไทยไปแล้ว 

 คุณจงซื่อฟาง (鍾適芳)  ภัณฑารักษ์หลัก ของนิทรรศการ Unaccounted Travelogue
ฝันให้ไกล ไปให้ถึง

     คุณจงซื่อฟาง (鍾適芳) กล่าวว่า ถึงแม้บทเพลงพื้นบ้านอย่างหมอลำและหลินปัน ที่ปัจจุบันทำหน้าที่ให้ความบันเทิง รื่นรมณ์ ถ่ายทอดอารมณ์ ระบายความรู้สึกของผู้ร้อง ซึ่งทั้งสองอาจมีประวัติควาเป็นมาและทำนองเพลงที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่สะท้อนผ่านเนื้อหาในบทเพลงกลับมีความมีคล้ายคลึงกัน บอกเล่าการต้องห่างไกลจากบ้าน ความคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว  ยกตัวอย่างเช่น ในนิทรรศการ มีการจัดแสดงเนื้อเพลง กลอนลำเพลิน ตามน้องกลับอีสาน ส่วนข้างๆกัน ก็จะเป็นเพลงชนพื้นเมืองไต้หวัน ชื่อเพลง 小包車 หมายถึง รถเก๋ง โดยมีเนื้อหาว่า รถเก๋งมาแล้ว มารับสาวชนพื้นเมืองที่แต่งงานไปอยู่ในเมือง หรือ ลำแพนคนไกลบ้าน ที่ขับร้องโดยพรศักดิ์ ส่องแสง ถ่ายทอดความรู้สึกของคนไกลบ้านได้เป็นอย่างดี ก็ถูกจัดแสดงในนิทรรศการด้วยเช่นกัน 

     คุณกฤติยา กาวีวงศ์ หนึ่งในภัณฑารักษ์ร่วมของนิทรรศการนี้ และเป็นผู้อำนวยการหอศิลป์บ้านจิม ทอมป์สัน (The Jim Thompson Art Center) ได้กล่าวว่า นิทรรศการฝันให้ไกล ไปให้ถึง ครอบคลุมทั้งเรื่องความเชื่อร่วมสมัย ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น รวมถึงการนำเสนอประเด็นการอพยพของแรงงาน ภายใต้บริบทของประวัติศาสตร์ในแต่ละยุค เพลงพื้นบ้านอย่างหมอลำและเพลงหลินปันมีบทบาทและมีการปรับตัวอย่างไร 

     ทั้งหมดในวันนี้เป็นภาพรวมของนิทรรศการ “Unaccounted Travelogue”  ซึ่งในนิทรรศการยังมีอีกหลากหลายผลงาน ที่อยากจะนำมาแบ่งปันให้ อย่างเช่น ม้าป่งเขา เสาออกดอก การแกะสลัก “ลิงเด้าไม้” ที่มักใช้ในประเพณีบุญบั้งไฟ และผลงานอื่นๆที่น่าสนใจ เอาเป็นว่าสัปดาห์หน้า เรามาฟังเรื่องราวและสิ่งที่อยู่ใน นิทรรศการ ฝันให้ไกล ไปให้ถึง กันต่อค่ะ 

ข้อมูลนิทรรศการ

      ชื่อนิทรรศการ “Unaccounted Travelogue”  ฝันให้ไกล ไปให้ถึง

      จัดแสดงระหว่างวันที่ 10 - 17 กรกฎาคม 2565  ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยไทเป 

      ที่อยู่ : เลขที่ 39 ถ.ฉางอันซีลู่ เขตต้าถง กรุงไทเป (台北市大同區103長安西路39號) 

      วันและเวลาทำการ : เปิดทำการทุกวันอังคาร์ - วันอาทิตย์ เวลา 10.00 น. - 18.00 น 
                                 หยุดขายบัตรเวลา 17.30 น. และปิดบริการทุกวันจันทร์  

      วิธีการเดินทาง:

      MRT: นั่งรถไฟฟ้าสายสีแดงหรือสายสีเขียว ไปลงที่สถานีจงซาน Zhongshan (สถานี G14, R11 ) ออกประตูทางออก 6 เดินไปตามถนนหนานจิงซีลู่ซอย 64 ประมาณ 5 นาทีจะถึงพิพิธภัณฑ์ หรือเดินจาก Zhongshan Metro Mall ไปทางสถานี Taipei Main Staion ประมาณ 5 นาที ออกทางประตู R4 แล้วเดินตามถนนฉางอันซีลู่ไปอีก 1 นาที ก็จะถึงพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยไทเป

      รถเมล์ : นั่งรถเมล์สาย 216, 217, 218, 220, 224, 247, 260, 287, 310 ไปลงที่ตลาดจงซาน (Zhongshan Market ) หรือนั่งรถเมล์สาย BR9 , 266,282 ไปลงที่สถานีจงซาน  (Zhongshan)

      ค่าเข้าชม :ค่าเข้าชมราคาพิเศษ NT$ 50
      วันครอบครัว: ผู้ปกครองที่มาพร้อมบุตรหลานในวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา10.00 - 12.00 น. สามารถเข้าชมได้ฟรี

ร่วมกิจกรรมพิเศษชมนิทรรศการฟรี ! สำหรับแรงงานต่างชาติและผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่

      R106 ห้องสมุดนั่งพื้นสไตล์โถงสถานีไทเปเมนสเตชัน จัดกิจกกรมเรียนเชิญทุกท่านมาร่วมนั่งเล่น อ่านหนังสือ ยืมหนังสือและชมนิทรรศการ Unaccounted Travelogue ฟรี

      เวลาให้บริการยืมหนังสือ : ทุกวันอาทิตย์ตลอดระยะเวลานิทรรศการ เวลา 13:00-17:00 น.

      วิธีร่วมกิจกรรม : ใช้ภาษาไทยเขียนชื่อ พร้อมระบุว่ามาจากประเทศไหน บนแผ่นป้ายชื่อที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดให้  ก็จะสามารถเข้าชมนิทรรศการได้ฟรี !   ขอเชิญชวนเพื่อนๆชาวไทยที่อยู่ไต้หวันทุกคน ไปชมนิทรรศการที่เกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของบ้านเรากันเยอะๆนะคะ

 

ปล. มาร่วมแชร์บันทึกชีวิตในไต้หวันของคุณที่ email: [email protected] 

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง