:::

RTI Radio Taiwan InternationalRTI Radio Taiwan Internationalบันทึกชีวิตในไต้หวัน : ยิ่งปีนยิ่งหลงรักเขา ประสบการณ์พิชิตภูเขาแรกที่อยู่ในลิตส์ 100 เขาในไต้หวันที่ต้องปีน (ตอนจบ)

  • 19 June, 2022
บันทึกชีวิตในไต้หวัน
บันทึกชีวิตในไต้หวัน : ยิ่งปีนยิ่งหลงรักเขา ประสบการณ์พิชิตภูเขาแรกที่อยู่ในลิตส์ 100 เขาในไต้หวันที่ต้องปีน (ตอนจบ)

      บันทึกไต้หวันในสัปดาห์นี้ ยังอยู่กันที่เรื่องราวของประสบการณ์พิชิตภูเขาแรกที่อยู่ในลิตส์ 100 เขาในไต้หวันที่ต้องปีน จากคุณหยี ฉวีวรรณ ฝนมัทนา และคุณเพ่ย พรวลัย ธนากิจไพศาลกุล ที่ทั้งสองเพิ่งไปพิชิตทะเลสาบเจียหมิงหู(嘉明湖) ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 3,310 เมตร ซึ่งตั้งอยู่ในวนอุทยานแห่งชาติเซี้ยงหยางซาน โดยทะเลสาบเจียหมิงหู ได้รับขนานนามว่า น้ำตานางฟ้า The Tear of Angle เพราะเกิดจากลูกอุกกาบาตที่มาชนพื้นโลกจนเป็นหลุมและเกิดเป็นทะเลสาบ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก ทัศนียภาพของทะเลสาบเจียหมิงหู ที่กลายเป็นสีฟ้าครามเมื่อถูกแสงอาทิตย์สาดส่อง ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขาสีเขียวขจี เป็นภาพธรรมชาติที่สวยงามและตราตรึงใจ เรียกได้ว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เห็นภาพนี้ด้วยตนเอง จะรู้สึกราวกับต้องมนต์สะกดของนางฟ้า และหายเหนื่อยในชั่วขณะนั้นเลยทีเดียว แต่การเดินทางเพื่อไปตามล่าน้ำตานางฟ้าในงานนี้ ต้องเตรียมตัวและผ่านอุปสรรคระหว่างทางอะไรบ้าง หากอยากรู้แล้ว คลิกฟังรายการที่นี่

มีวิธีเตรียมตัวสำหรับการปีนเขาอย่างไร

     คุณหยีบอกว่า ต้องเตรียมอุปกรณ์ทั้งหมดให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็น รองเท้าปีนเขา ซึ่งต้องซื้อรองเท้าสำหรับปีนเขาโดยเฉพาะ เพราะยึกเกาะพื้นได้ดี ไม่ลื่น และช่วยป้องกันอุบัติเหตุ กระเป๋าแบ็คแพ็ค ความจริงควรซื้อแบบที่พอดีตัว ต้องเตรียมเครื่องนุ่งห่มกันหนาว เสื้อกันหนาว ถุงมือ หมวกกันหนาว ไฟคาดหัว ไฟฉาย รวมถึงยาดม ยาหม่อง ยาแก้ปวดหัว นอกจากนี้ต้องเตรียมเสื้อกันฝนแบบ 2 ชิ้น คือมีเสื้อและกางเกง จะได้สะดวกในการปีนป่าย อย่าใช้เสื้อกันฝนแบบใช้แล้วทิ้ง เพราะไม่สามารถช่วยกันฝนในป่าได้ อีกทั้งจะขาดเสียง่ายเมื่อโดนกิ่งไม้ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้ต้องเตรียมให้พร้อม เพราะไม่สามารถหยิบยืมใครได้ 

     ส่วนคุณเพ่ยได้กล่าวเพิ่มเติมในส่วนของการเตรียมเสบียงอาหาร ซึ่งเธอบอกว่า การปีนเขาอื่นๆก่อนหน้านี้ เนื่องจากเป็นการปีนเขาแบบไปกลับเพียงวันเดียว ก็จะเตรียมไปแค่น้ำเปล่า 1 ขวด ขนมขบเคี้ยว ของกินเล็กๆน้อยๆ แต่ทริปปีนเขาในรอบนี้ พอเป็นการเดินทางที่ต้องไปค้างคืน 3 วัน 2 คืน เราจึงคิดว่าต้องเตรียมเสบียงไปให้พร้อม และเตรียมไปแน่นมาก ไม่ว่าจะเป็นขนมปังต่างๆ น้ำเปล่า น้ำเกลือแร่ ช็อกโกแลต ขนมคบเคี้ยวเพื่อเสริมพลังงาน ซึ่งในระหว่างการปีนเขา เมื่อเรารู้สึกเหนื่อย การเพิ่มน้ำตาล เพิ่มพลังงานด้วยเสบียงเหล่านี้ให้กับร่างกาย จะช่วยให้เรามีพลังเดินต่อไปได้ และเพ่ยยังได้เล่าว่า ถึงแม้ทางบริษัทปีนเขาจะมี อาหารมื้อค่ำในวันแรกและวันที่สอง และอาหารมื้อเช้าวันที่สองและเช้าวันที่สามให้เรา แต่เราต้องเตรียมมื้อกลางวันไปเอง  แต่เนื่องจากพวกเราต่างเป็นนักปีนเขามือใหม่ ที่ไม่มีประสบการณ์การปีนเขาที่ต้องค้างคืน ทำให้ความจริงแล้ว เราเตรียมเสบียงอาหารไปมากเกินความจำเป็น  ซึ่งส่งผลให้น้ำหนักกระเป๋าหนักกว่าคนอื่นๆเยอะมาก ตอนนั้นคิดเพียงแค่ว่า เตรียมไปก่อน เพราะกลัวจะหิว

     คุณเพ่ยยังพูดด้วยเสียงหัวเราะว่า สิ่งที่ตลกคือ เธอไม่ได้เตรียมแค่ขนมปังไปอย่างเดียวนั่นนะสิ ด้วยความที่กลัวว่าพอขึ้นไปถึงบนเขา ร่างกายจะเหนื่อยล้าและอาจกินอะไรไม่ลง โดยเฉพาะอาหารไต้หวัน ที่เราต่างทราบดีว่ามีรสชาติค่อนข้างจืดสำหรับคนไทย ด้วยความกังวลว่าจะทานไม่เป็น เธอจึงเตรียมเสบียงอาหารไทยไปด้วย อาทิ ม่าม่า ปลาประป๋องสามแม่ครัว น้ำพริกกุ้ง และยังมีแตงกวา มะเขือเทศ พริก ผักชี มะนาว เพื่อนำไปยำแตงกวาบนนั้น นึกเพียงอย่างเดียวว่า เรื่องกินเรื่องใหญ่ อย่างเช่นสุภาษิตที่ว่า กองทัพต้องเดินด้วยท้อง แต่กลับกลายเป็นว่า สิ่งที่นำไปเหล่านี้ สำหรับมือใหม่แล้ว เป็นสิ่งที่เพิ่มน้ำหนักให้สัมภาระมากเกินไป แต่ถึงกระนั้น ก็ทำให้เพื่อนๆไต้หวันในทีม ตาลุกวาวเมื่อเห็นสิ่งที่เราแบกขึ้นไป และกล่าวได้ว่า อาหารนี้แหละ เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่กระชับความสัมพันธ์ในทีมได้เป็นอย่างดีทีเดียว

สถานที่กางเต้นท์ค้างแรมกลางหุบเขา

ความรู้สึกแรกในวันที่เริ่มปีนเขา และระหว่างทางมีโมเมนต์ที่ท้อไหม?

     คุณหยีเล่าว่า เมื่อก้าวเท้าแรกเหยียบลงบนพื้น ก็สัมผัสถึงความชันของภูเขาทางปากทางขึ้นเขา ในตอนนั้นรู้สึกใจหล่นลงไปที่ตาตุ่มแล้ว เพราะพื้นที่ในการเหยียบมันแคบมาก ด้วยความที่ไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน แต่ละก้าวที่เหยียบขึ้นไปมีความสูงชันมาก ทำให้ในช่วงแรก เธอไม่กล้าเหยียบเต็มฝ่าเท้าสักเท่าไหร่ มีความกังวลว่าจะลื่น ซึ่งความรู้สึก ณ ขณะนั้น เคยเกิดความคิดที่ว่า ทริปนี้เราจะรอดไหม เพราะไม่เคยปีนเขาที่มีความยากระดับนี้มากก่อน และสำหรับคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์เดินป่าโดยต้องแบกเป้ที่หนักขนาดนี้ หลายๆอย่างประกอบกัน ทำให้ความรู้สึกแรก มีความกังวลและกลัวผสมปนเปกัน

    ในขณะที่คุณเพ่ย ได้เล่าถึงโมเมนต์ที่รู้สึกท้อคือวันสุดท้ายของการเดินทาง ซึ่งเธอได้เล่าย้อนกลับไปในวันแรกและวันที่สองที่ระยะทางการเดินไม่เยอะมาก โดยไกด์นำทางจะแบ่งให้เดินประมาณ 5-6 กิโลเมตรต่อวัน อาจเป็นเพราะเป็นเส้นทางที่ต้องปีนเขาขึ้นไป ต้องใช้พละกำลัง จึงค่อยๆเดินไต่เขา แต่ทุกอย่างมาหนักในวันที่ 3 เพราะนอกจากเป็นวันที่ต้องปีนเขาขึ้นไปจุดชมวิวทะเลสาบเจียหมิงหู ในวันเดียวกัน เราจะต้องเดินลงเขาจากทะเลสาบมาถึงปากทางขึ้นภู ดังนั้น ระยะทางในการเดินจึงมากเป็นทวีคูณ มีระยะทางเทียบเท่าวันแรกและวันที่สองรวมกัน 

     คุณเพ่ยเล่าว่า วันที่สามของการเดินทาง ต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 ออกเดินทางตอนตี 4 และในวันนี้เป็นวันที่เราต้องเดินขึ้นไปบนยอดภูเขาสูงจากระดับน้ำทะเล 3,000 เมตร ความสูงจะสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เดินยากขึ้น เนื่องจากยิ่งสูง ออกซิเจนในอากาศจะยิ่งน้อยลง และสภาพร่างกายของเธอปรับตัวไม่ทัน ทำให้รู้สึกเหนื่อยและหอบ ซึ่งไกด์นำทัวร์ได้แนะนำว่า อย่าใช้ปากหายใจ พยายามใช้จมูกหายใจ และพยายามหายใจถี่ๆ อย่าหายใจลึก เพื่อค่อยๆปรับสภาพร่างกายของเรา 

     นอกเหนือจากสภาพร่างหายที่ปรับตัวไม่ทันแล้ว คุณเพ่ยยังได้เล่าว่า เธอมีความกดดันโดยส่วนตัว เพราะเธอเป็นคนที่ร่างกายอ่อนแอกว่าเพื่อนคนอื่นๆในกลุ่ม จึงรู้สึกกังวลเป็นทุนเดิมว่าตนเองจะกลายเป็นภาระของเพื่อนๆในทีม และเนื่องจากทริปนี้ไม่ได้มีแค่เพื่อนสนิท ยังมีเพื่อนๆคนอื่นๆในทีมที่เป็นคนไต้หวัน ซึ่งเพิ่งมารู้จักกันในทริปนี้ เธอจึงรู้สึกกดดันว่า เราเดินช้ากว่าทีมอื่นๆ จะส่งผละกระทบต่อเพื่อนๆในทีมที่ต้องรอเราหรือไม่ หลายๆอย่างเหล่านี้ จึงกลายสะสมเป็นความเครียดล่องหนที่มองไม่เห็นตั้งแต่วันแรก และวันที่สองเธอก็มีภาวะกินอาหารไม่ลง ทำให้วันสุดท้ายที่ต้องปีนเขาขึ้นไปในระยะทางที่สูงชั้น ต้องเจอลมพัดรุนแรงตลอดทาง และต้องแบกเป้ที่หนักอึ้ง ประกอบกับความกดดันที่ได้ผันตัวกลายเป็นแก๊สในกระเพาะของเธอ ร่างกายที่ปรับสภาพไม่ทัน จนมีความรู้สึกอยากอ๊วก รู้สึกทรามาน เริ่มท้อ 

     คุณเพ่ยได้เล่าถึงประสบการณ์ที่เกือบเอาตัวไม่รอดว่า วินาทีนั้นก็เกิดความคิดที่ว่าไม่รู้ว่าตัวเองจะเดินไปถึงหรือเปล่า แต่แล้วก็นึกถึงประโยคที่ไกด์นำทางมักบอกเสมอว่า ให้ก้าวไปทีละก้าว เดินไปเรื่อยๆ เดี๋ยวยังไงมันก็ถึง แต่ถ้าเราหยุด เราก็จะไม่มีวันไปถึงจุดหมาย ในตอนนั้นเธอจึงคิดเพียงแค่ว่า ถึงแม้ไม่รู้ว่าเส้นทางข้างหน้าจะอีกไกลแค่ไหน แต่เดินมาถึงขนาดนี้แล้ว ยังไงก็ต้องเดินต่อไปเรื่อยๆ พยายามให้ถึงที่สุด ซึ่งต้องขอบคุณเพื่อนในทีมทุกๆคน ที่คอยให้กำลังใจตลอดทาง 

     ทางด้านคุณหยีกล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่ทำให้เธอเดินไปไหวคือความเหนื่อย ความหอบ  ซึ่งถ้าถึงจุดที่คิดว่าไม่ไหวแล้วจริงๆ เธอขอแค่ได้พักสักพัก พอได้นั่งพัก ได้หายใจช้าๆ มองบรรยากาศรอบๆ ก็ทำให้มีแรงและไปต่อได้ สิ่งสำคัญคือ หากรู้สึกเหนื่อยและเดินต่อไม่ไหวจริงๆ อย่าฝืนเดิน แต่ให้บอกไกด์นำทางว่าขอพักสักพัก ซึ่งเขาก็จะหาจุดพักให้เรา เพราะระหว่างทางเดินไม่ใช่ทุกจุดจะสามารถหยุดพักได้ บางเส้นทางก็อันตรายและมีลมพัดแรง โดยไกด์นำทางก็จะหาจุดที่ปลอดภัย ให้เราได้หยุดพัก

ทะเลสาบเจียหมิงหู ได้รับขนานนามว่าเป็นน้ำตานางฟ้า

ความประทับใจสำหรับการพิชิตภูเขาแรกที่อยู่ในลิตส์ 100 ภูเขาที่ต้องปีน

     คุณเพ่ยเล่าว่า รู้สึกประทับใจไกด์นำทางมากๆ เพราะนอกจากจะให้คำแนะนำต่างๆกับนักปีนเขามือใหม่อย่างเรา ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคการเดิน วิธีการจับไม้เท้าเดินป่า การแบกกระเป๋า การมัดเชือกรองเท้า รวมถึงเทคนิคจัดกระเป๋า และในตอนที่เธอเจออุปสรรคเนื่องจากสภาพร่างกายเริ่มไม่ไหว ณ เวลานั้น ไกด์นำทางที่เป็นผู้หญิงเหมือนเธอ ก็ได้มาช่วยเธอแบกเป้อันหนักอึ้ง เพื่อให้สภาพร่างกายของเธอได้เดินตัวเบาขึ้น มีแรงเดินไปข้างหน้ามากยิ่งขึ้น ซึ่งตัวไกด์เอง ก็มีเป้ของตัวเองที่ต้องแบก ทำให้เธอรู้สึกประทับใจมาก เพราะหากไม่ได้ไกด์สาวช่วยแบกกระเป๋า ก็ไม่รู้จริงๆว่าตัวเธอจะสามารถเดินลงเขามาได้หรือไม่ สุดท้ายนี้ คุณเพ่ยยังได้ฝากไว้ว่า “อย่าดูถูกตัวเอง ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ถ้าเรายังไม่ได้ทำ”

     คุณหยีได้เล่าถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปีนเขาในครั้งนี้ คือมิตรภาพที่สวยงาม ซึ่งเธอเล่าว่าการเดินทางบนเส้นทางที่ยากแบบนี้ มันทำให้เธอมองเห็นน้ำใจของเพื่อนๆในทีม ทุกคนต่างคอยให้กำลังใจกัน ซึ่งการให้กำลังใจกัน ถึงแม้จะไม่ได้เพิ่มแรงในการเดิน แต่มันช่วยเพิ่มพลังใจ ให้เราสามารถก้าวไปข้างหน้าด้วยกัน และเชื่อมั่นว่า ถึงอย่างไรซะ เราก็ต้องเดินไปถึงเจียหมิงหูด้วยกันให้ได้ และเธอยังได้ทิ้งว่า สิ่งที่ได้จากการปีนเขาครั้งนี้ คือคำคมที่ว่า  “ว่ากันว่า คนที่ดื่มเหล้าเมาแล้ว มักจะบอกตัวเองอยู่เสมอว่า จะไม่ดื่มอีกแล้ว มันก็เหมือนกับการปีนเขา ที่ในช่วงที่กำลังปีนมีความรู้สึกว่าเรามาทำอะไรที่นี่ จากนี้จะไม่ปีนอีกแล้ว แต่หลังจากกลับมาถึงบ้าน ก็มานั่งค้นหาลิสต์10 อันดับภูเขาที่สวยที่สุดในไต้หวัน พร้อมไปปีนทริปหน้าแล้ว” 

      ก็คงต้องเฝ้ารอดูกันต่อไป ว่าภูเขาลูกต่อไปจะเป็นภูเขาลูกไหน คาดว่าสักวันเราคงได้พิชิตภูเขาอวี้ซาน ภูเขาที่สูงที่สุดในไต้หวัน อย่างไรก็ดี การปีนเขา อาจจะมีคนช่วยแบกกระเป๋าให้เราได้ แต่ไม่มีใครสามารถปีนแทนใครได้ เราต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยตัวเอง สิ่งสำคัญที่สุดตลอดระยะทางนี้ จึงเป็นกำลังใจดีๆที่เรามอบให้กันและกัน และเราเชื่อว่าประสบการณ์ปีนเขาในครั้งนี้ คงจะทำให้พวกเราแต่ละคนได้รู้จักไต้หวันมากยิ่งขึ้น และเที่ยวไต้หวันในสไตล์ที่คนไต้หวันเที่ยว

ปล. มาร่วมแชร์บันทึกชีวิตในไต้หวันของคุณที่ email: [email protected]

 

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง