:::

บันทึกชีวิตในไต้หวัน : เรารู้สึกว่าตัวเองต่างจากเพื่อนมากๆ ! ฟังเรื่องราวชีวิต ม.ต้นในไต้หวันของนักเรียนไทย บุตร-ธิดาผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่

  • 07 August, 2022
บันทึกชีวิตในไต้หวัน
เรารู้สึกว่าตัวเองต่างจากเพื่อนมากๆ ! ฟังเรื่องราวชีวิต ม.ต้นในไต้หวันของนักเรียนไทย บุตร-ธิดาผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่

      บันทึกในไต้หวันสัปดาห์นี้ จะพาจะพาคุณไปสัมผัสกับชีวิตในไต้หวันฉบับพิเศษ เพราะเราจะมาพูดคุยกับหยีเจิน ลูกหลานของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวไทย ที่เรียนจบชั้นประถมศึกษาที่ไทย และย้ายมาเรียนมัธยมต้นในโรงเรียนรัฐบาลของไต้หวัน ปัจจุบันไต้หวันมีเด็กนักเรียนที่เป็นบุตร-ธิดาของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ และเดินทางมาเรียนในไต้หวันตอนโตเพิ่มมากขึ้น มีทั้งที่มาจากประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ซึ่งหยีเจินก็เป็นหนึ่งในนักเรียนไทยที่มาไต้หวันในสถานะนี้ โดยปีแรกที่มาเรียนชั้นมัธยมต้น เธอไม่มีพื้นฐานภาษาจีนเลย กล่าวได้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องไปนั่งเรียนในห้องเรียนกับนักเรียนไต้หวันที่ล้วนพูดภาษาจีน  และต้องใช้ภาษาจีนเรียนวิชาต่างๆไม่ว่าจะเป็นวิทย์ คณิต ประวัติศาสตร์ ฯลฯ เรื่องราวของเด็กอายุ 13 ปี ในตอนนั้น ที่ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ ทั้งประเทศใหม่ สังคมใหม่ ห้องเรียนใหม่ และวัฒนธรรมใหม่ๆ เธอเอาชนะความกดดัน ความรู้สึกแย่ที่นั่งเรียนแต่ฟังที่ครูสอนไม่ออกอย่างไร รวมถึงทำอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับสายตาและคำพูดซุบซิบจากกลุ่มเพื่อนๆในโรงเรียน หากพร้อมแล้ว คลิกฟังรายการที่นี่ค่ะ


ฟังภาษาจีนไม่ออก แต่ต้องไปนั่งเรียนชั้น ม.1 กับนักเรียนไต้หวันโดยใช้ภาษาจีนทั้งหมด
(ภาพประกอบเรื่อง)

เรียนจบ ป.6 ที่ไทยแล้วมาเรียนต่อ ม.1 ที่ไต้หวัน

     หยีเจิน หรือในชื่อภาษาไทยมีชื่อว่าฟ้าใส เป็นเด็กนักเรียนไทยจากจังหวัดสระแก้ว เรียนจบชั้นประถมศึกษาที่ไทย และมาเรียนต่อระดับมัธยมต้นที่ไต้หวัน เนื่องจากคุณแม่และพี่สาวอยู่ไต้หวัน หยีเจินเล่าว่า ช่วงแรกๆที่มาไต้หวัน ไม่มีพื้นฐานภาษาจีนเลย พูดไม่ได้ ฟังไม่ออก ซึ่งพี่สาวของเธอได้พาเธอไปเรียนพิเศษภาษาจีน เนื้อหาที่เรียนในตอนนั้น เป็นการเรียนและท่องจำคำศัพท์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สิ่งที่น่าสนใจคือ เธอเล่าว่านักเรียนในชั้นเรียนพิเศษดังกล่าว หาใช่ชาวต่างชาติไม่ แต่กลับเป็นผู้สูงอายุไต้หวันที่พูดเขียนภาษาจีน อักษรจีนไม่ได้ เนื่องจากปกติผู้สูงอายุเหล่านี้ใช้ภาษาไถอวี่ ( 台語) หรือภาษาฮกเกี้ยนซึ่งเป็นภาษาถิ่นไต้หวัน พวกเขาจึงมาเรียนพิเศษภาษาจีนเพิ่มเติม

     เมื่อถามว่ามีวิธีการรับมืออย่างไร เมื่อต้องไปนั่งเรียนในห้องเรียนร่วมกับนักเรียนไต้หวัน ทั้งๆที่ฟังภาษาจีนไม่ออก หยีเจินเล่าว่า ช่วงแรกๆที่นั่งเรียนรู้สึกกดดันมาก ครูใช้ภาษาจีนสอนวิชาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นคณิต  วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ซึ่งเธอฟังไม่รู้เรื่องเลย แต่หลังจากนั้น พอผ่านไปประมาณ 2-3 เดือน ทางโรงเรียนได้เชิญล่ามแปลภาษา มานั่งเรียนในห้องเรียนข้างๆเธอ และช่วยแปลเนื้อหาที่ครูสอน ถึงแม้บางครั้งล่ามอาจจะแปลได้ไม่ละเอียด แต่ก็ทำให้เธอเข้าใจสิ่งที่ครูกำลังพูดได้มากขึ้น 

     ซึ่งล่ามแปลภาษาของหยีเจิน เป็นผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ชาวไทยที่อยู่ในไต้หวัน โดยโรงเรียนเป็นผู้ติดต่อให้มาช่วยแปลภาษาให้กับเด็กนักเรียนที่เป็นบุตร-ธิดาของผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เพิ่งย้ายมาเรียนในไต้หวันตอนโต โดยโรงเรียนจะเป็นผู้พิจารณาว่าจะว่าจ้างให้ล่ามอยู่แปลภาษากี่คาบ หยีเจินเล่าว่า ในหนึ่งอาทิตย์จะมีล่ามแปลภาษา 3-4คน สลับหมุนเวียนกันไป ล่ามบางคนจะมาแค่ช่วงเช้า บางคนก็จะมาแค่ช่วงบ่าย ซึ่งหากทักษะภาษาจีนของนักเรียนดีขึ้นมากเท่าไหร่ คาบเรียนและช่วงเวลาที่ล่ามจะอยู่ด้วยก็จะลดลงตาม เมื่อถามว่าเธอชอบวิชาอะไรมากที่สุด หยีเจินเล่าว่า “ชอบวิชาการงานมากที่สุด เป็นวิชาเกี่ยวกับการทำอาหาร เย็บปักถักร้อย มันสนุกดี บางครั้งก็ได้ทำพวกเค้ก ทำขนม ทำอาหาร ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย” นอกจากนี้ วิชาด้านการงานยังเป็นวิชาที่เธอมีผลการเรียนดี และทำให้เธอได้รู้จักเพื่อนๆมากยิ่งขึ้นจากการทำงานร่วมกันอีกด้วย

     ปัจจุบัน หยีเจินเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 แล้ว และภาคเรียนใหม่ที่กำลังจะมาถึงในเดือนกันยายนนี้ เธอกำลังจะก้าวเข้าสู่รั้วโรงเรียนมัธยมปลายแห่งใหม่

บางครั้งพูดผิด เพื่อนก็หัวเราะ แต่ครูก็บอกว่าอย่าไปใส่ใจ

     ตอนที่เข้า ม 1 ใหม่ๆ เป็นยังไง มีเพื่อนไหม? เธอเล่าว่าไม่ค่อยมีเพื่อน ส่วนใหญ่จะเป็นหัวหน้าห้องและคุณครูที่เข้ามาพูดคุยด้วย คุณครูก็จะใส่ใจเธอเป็นพิเศษ เพราะครูเองก็กลัวว่าเธอจะกดดันหรือเครียดมากเกินไป ครูจึงมักจะเข้ามาพูดคุยกับเธอ ไม่เข้าใจภาษาตรงไหน หรือมีปัญหาอะไรตรงไหน ก็เข้ามาถามครูได้นะ มาหาครูได้ตลอดเวลา ไม่ต้องเกรงใจ หรือถ้าหิวก็มาหาครูได้เช่นกัน ครูมีขนมอะไรแบบนี้ (หัวเราะ)   ซึ่งช่วงแรกๆที่ภาษาจีนยังไม่เก่ง เธอมักจะใช้ภาษามือในการสื่อสาร ไม่ค่อยกล้าพูดภาษาจีน ยังพูดไม่คล่องก็จะรู้สึกอาย และที่สำคัญกลัวพูดผิดด้วย ซึ่งคุณครูก็คอยบอกว่า “ไม่เป็นไรหรอก คนเราก็ต้องมีลองผิดลองถูกบ้าง เราต้องมีความกล้าที่จะพูด ไม่เช่นนั้นเราก็จะพูดไม่เป็น” บางครั้งพูดผิด เพื่อนก็จะหัวเราะ แต่ครูก็บอกว่าอย่าไปใส่ใจ ซึ่งคุณครู ล่ามแปลภาษา หัวหน้าห้อง รวมถึงเพื่อนที่นั่งข้างๆ มักจะคอยให้กำลังใจเธออยู่เสมอ และบอกกับเธอว่า ไม่ต้องไปสนใจสิ่งเหล่านั้นหรอก นอกจากนี้ พี่สาวกับแม่ก็เป็นหนึ่งในกำลังใจที่สำคัญเช่นกัน แม่มักจะบอกเสมอว่า “ ไม่เป็นไรหรอก เราก็ค่อยๆฝึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เก่งขึ้น”

ช่วงที่มาเรียนไต้หวันใหม่ๆ เคยถูกรังแกไหม

     หยีเจินเล่าว่า “ก็ไม่เชิงรังแกหรอก แต่เขาจะใช้สายตามากกว่าใช้การกระทำ โดยเขาจะใช้สายตามองเรา บางครั้งพวกเขาก็จะพูดคำหยาบกับเพื่อน สายตามองเราแล้วซุบซิบอะไรสักอย่างกับเพื่อน โดยเฉพาะช่วงปีแรก ตอน ม.1 ที่มาไต้หวันใหม่ๆ เราไม่ค่อยรู้เรื่อง และฟังที่พวกเขาพูดไม่ออกเลย แต่เรารู้สึกได้ จากสายตาที่เขามองเรา เราสัมผัสได้ว่าเขาน่าจะไม่ค่อยชอบเราเท่าไหร่ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเพื่อนผู้ชายมากกว่า ส่วนเพื่อนๆในห้องคนอื่นๆ ก็ดีกับเรานะ บางครั้งในส่วนที่เราไม่เข้าใจ เราก็จะไปถามเขาว่ามันหมายถึงอะไร ช่วยอธิบายความหมายให้เราฟังหน่อยได้ไหม เขาก็จะอธิบายให้เราฟัง และบางครั้ง ถ้าสมมุติว่าเขาเห็นเรานั่งคนเดียวเงียบๆ อย่างเช่นวิชาพละ ที่ครูก็จะให้จับคู่กับเพื่อน ก็จะมีเพื่อนบางคนที่เข้ามาคุยและมาถามว่าคู่ด้วยกันไหม ก็ทำให้เราไม่ค่อยเหงาและมีเพื่อน”

เรารู้สึกว่าตัวเองต่างจากเพื่อนมากๆ

     “เรารู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากเพื่อนมากๆ และเพื่อนก็จะชอบมองเวลาที่เรานั่งอยู่กับคนแปล เพราะคนแปลก็จะแปลเป็นภาษาไทยให้เรา ซึ่งบางครั้งเราก็ปรึกษากับคนแปลด้วย แล้วเวลาที่เราพูดภาษาไทยกับคนแปล เพื่อนเขาก็จะหันมามอง พวกเขาอาจจะคิดในใจว่า เราพูดภาษาอะไร ทำไมถึงไม่พูดภาษาจีนเหมือนพวกเขา พวกเขาก็จะเริ่มซุบซิบนินทา ซึ่งพวกเขาเองก็รู้ว่าเราเป็นคนไทย เราคิดว่าพวกเขาอาจจะไม่ค่อยมั่นใจ ไม่รู้ว่าจะเขามาคุยกับเรายังไงด้วยละมั้ง เขาเลยมองเราแปลกๆ ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน”  หยีเจินเล่าถึงสภาพแวดล้อมที่พบเจอในช่วงแรกๆ

     เมื่อถามว่า จัดการกับอารมณ์ความรู้สึกแย่ในสภาพแวดล้อมๆใหม่ๆเหล่านั้นอย่างไร เธอบอกว่า “ในช่วงที่รู้สึกแย่ บางครั้งก็จะฟังเพลง แล้วก็พยายามฝึกฝนภาษาจีนไปด้วย คำไหนที่เราไม่เข้าใจ เราก็พยายามศึกษาไปเรื่อยๆ บางครั้งเราก็นอน อ่านการ์ตูน ทำอะไรเรื่อยเปื่อยให้ผ่อนคลาย” ไม่ใช่เรื่องง่ายกับการต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ทั้งเรื่องภาษา การสื่อสาร และความสัมพันธ์กับเพื่อนๆในห้องเรียน หนึ่งสิ่งที่เราได้เรียนรู้จากหยีเจิน คือการเบี่ยงเบนความสนใจจากความเครียด ไปทำอย่างอื่นให้ผ่อนคลาย อย่าไปคิดมาก และตั้งใจทำในสิ่งที่เราสามารถทำได้ให้ดีที่สุด หลังจากผ่านไปประมาณ 1 ปีจะเข้าปีที่ 2 หยีเจินก็เริ่มพูดภาษาจีนคล่องขึ้น และมีความกล้าที่จะพูดภาษาจีนมากขึ้น

พอพูดจีนได้ ก็เริ่มมีเพื่อนเยอะขึ้น

     “พอพูดภาษาจีนได้ ก็เริ่มมีเพื่อนเยอะมากขึ้น เพราะเราเองก็ได้ลองเข้าไปคุยกับเพื่อนๆมากขึ้น” เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่างเพื่อนที่ไทยและไต้หวัน เธอเล่าว่าเพื่อนที่ไต้หวันบางคนก็จะดูซีรีย์จีน ซีรีย์เกาหลี บางครั้งพวกเขาก็ดูละครของช่องทีวีในไต้หวัน แต่บ้านหยีเจินไม่มีทีวี และตัวเธอเองก็ไม่ค่อยชอบดูละครของไต้หวันหรือของต่างประเทศที่เพื่อนๆดู ซึ่งปกติเธอชอบดูอนิเมะ หรือซีรีย์ไทยมากกว่า จึงทำให้บทสนทนากับเพื่อนในไต้หวันก็จะน้อยกว่าเพื่อนที่โรงเรียนไทย ที่มีความชื่นชอบคล้ายๆกัน  และบางครั้ง เพื่อนๆในไต้หวันก็จะชอบคุยเรื่องนักกีฬาในโรงเรียนบ้าง รุ่นพี่คนนั้นคนนี้บ้าง ด้วยความที่เธอเองก็ไม่ค่อยรู้จักคนเหล่านั้น ก็เป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ไม่รู้จะคุยอะไรกับเพื่อน “แต่ก็จะมีเพื่อนๆบางคนที่รู้จักคนดังที่เป็นคนไทย อย่างเช่น เพื่อนๆก็จะพูดถึงว่า รู้จัก ลิซ่า แบล็กพิงก์ไหม เขาเป็นคนไทยอะไรแบบนี้ เราก็บอกว่า อ๋อ รู้จักๆ ก็จะพูดประมาณนี้ ชวนเราคุยบ้าง บางครั้งเพื่อนก็ให้เราสอนพูดคำที่ไม่ค่อยสุภาพในภาษาไทย(หัวเราะ)” หยีเจินพูดด้วยน้ำเสียงสดใส สะท้อนนิสัยร่าเริงและขี้เล่นของเธอออกมาได้เป็นอย่างดี 

     เรื่องราวของหยีเจินยังไม่หมดเพียงเท่านี้ สัปดาห์หน้าเราจะมาฟังเรื่องราวความแตกต่างทางวัฒนธรรมจากประสบการณ์โดยตรงของเธอ รวมถึงมุมมองดีๆในการใช้ชีวิตของเด็กอายุ 16 คนนี้ที่สอดแทรกอยู่ในบทสนทนา ที่อาจสอนอะไรบางอย่างให้กับผู้ใหญ่อย่างเราก็เป็นได้  อย่าลืมติดตามและให้กำลังใจกันนะคะ

 

 

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง