close
Rti Thaiดาวน์โหลด Rti App
Open
:::

บันทึกชีวิตในไต้หวัน : ทำงานในไต้หวัน เก่งไม่กลัว กลัวคนขยัน ft.คุณสุทธี แรงงานไทยในไต้หวัน

  • 04 February, 2024
บันทึกชีวิตในไต้หวัน
ทำงานในไต้หวัน เก่งไม่กลัว กลัวคนขยัน ft.คุณสุทธี แรงงานไทยในไต้หวัน

     บันทึกชีวิตในไต้หวันสัปดาห์นี้ ยังคงอยู่กับคุณสุทธี ลินพล แรงงานไทยจากจังหวัดลำปาง ที่มาทำงานในไต้หวันได้ 9 ปีแล้ว โดยทำงานในบริษัทเดียว ไม่เคยย้ายงาน นอกจากชีวิตการทำงานแล้ว คุณสุทธียังชื่นชอบการถ่ายภาพและชอบท่องเที่ยว หนึ่งในสถานที่ที่เขาชื่นชอบมากที่สุดคือตลาดโบราณจิ่วเฟิ่น ที่เดินทางง่าย และเป็นตลาดที่เต็มไปด้วยมนต์ขลัง ไม่ว่าใครไปก็ต้องมนต์สะกดของที่นี่ ชีวิตในไต้หวันตลอด 9 ปีของคุณสุทธี  จะมีเรื่องราวที่น่าสนใจอะไรบ้าง ไปรับฟังพร้อมกันในรายการเลยค่ะ คลิกฟังรายการที่นี่


(ภาพจาก One-forty)

เคยโดนรังแกไหม 

     สำหรับผมนี้ ยอมรับเลยครับ เอาตอนแรกๆ เพราะว่าเขาแบ่งพรรคพวกกัน ผมโดนบีบคอ กระชากคอ เพราะว่าตอนนั้นผมทำงานได้ครบแท็กแรก แล้วเขาไม่อยากให้ผมต่อสัญญาแท็กสอง เพราะพรรคพวกของเขาเข้ามาทำงานที่นี่ไม่ได้ เราคิดว่าเขาหยอกเราแรงดีกว่า เราไม่ถือสา มีร้องไห้เหมือนกัน คือว่าเราไม่ได้สนใจเขา เราก็ทำงานของเราไป ถึงคนนั้นเขาจะมาแกล้งเรา เราก็ไม่สน เพราะว่าตอนนั้นเราอยู่ได้แล้ว งานเรา เราก็ทำงานของเราไป สุดท้ายเขาก็อยู่ไม่ได้ ถ้าเราไม่อดทน เราก็ถอดใจแล้ว คนที่อดทนอดกลั้นเท่านั้นที่อยู่ได้ ถ้าไม่อดทน อดกลั้น อารมณ์ร้อน ใจร้อน นิดๆหน่อยๆ ก็ไปแล้ว แต่มันก็มีหัวหน้าส่วนที่ดีที่ช่วยปลอบใจเรา สอนงานนะ ขอให้ขยันไว้ก่อน ถ้าไม่ขยันอดทน ทุกคนคืออยู่ไม่ได้ครับ ที่ผมอยู่ได้ถึง 9 ปี เข้าปีที่ 10 เพราะด้วยความอดทนและใจเย็นของผม

จะยื่นขอเป็นแรงงานกึ่งฝีมือในอนาคตไหม

     ในอนาคตก็ยังอีกไกลอยู่ ถ้าอนาคตในช่วงนั้น เรทเงินดี สถานการณ์ในอนาคตดี ผมคิดว่าผมก็น่าจะอยู่ต่อ ก็คิดว่าในอนาคตเป็นยังไงก็คงจะกลับไปอยู่ที่บ้านก่อน กึ่งฝีมือก็น่าสน เพราะถ้ากึ่งฝีมือได้ ค่าแรงจะสูงขึ้น แต่ทางบริษัทผมยังไม่มีการยื่นกึ่งฝีมือสักคน 

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วง 9 ปี

     อย่างแรกก็เป็นเรื่องอายุ เราอายุเยอะขึ้น ตอนมาไต้หวันใหม่ๆอายุ 28 ตอนนี้ 36 ปี คนเราทุกคนที่มาทำงานจะมีอายุเยอะขึ้น จะมาทำงานหักโหมเหมือนคนที่มาใหม่ๆไม่ได้แล้ว ร่างกายเราทำงานหนัก ก็ต้องพัก แล้วไหนจะเรื่องสุขภาพด้วย เพราะมาทำงานที่นี่ก็เกือบ 10 ปีแล้ว 

      ส่วนสิ่งที่ได้รับจากไต้หวัน ในช่วง 9 ปี เอาไปตวงเป็นเงินก็ได้เรื่อยๆ เพราะที่นี่จะมีเงินเก็บเป็นเงินหักฝาก เดือนละ 5,000 เหรียญ ครบแท็ก 3 ปี ก็จะได้เป็นเงินก้อนไป อะไรๆผมก็ได้ที่นี่ ดีกว่าอยู่ที่ประเทศไทยนะครับ เพราะอยู่ที่ประเทศไทย ไม่ได้อะไรเลย มาอยู่ไต้หวัน ก็ได้มาสร้างฐานะที่นี่ ก็มาได้ที่บริษัทนี่แหละ


(ภาพจาก One-forty)

ชอบเดินทางท่องเที่ยว ถ่ายรูป

     คุณสุทธีเคยส่งภาพเข้าร่วมประกวดภาพถ่ายแรงงานต่างชาติครั้งที่ 5 ของ one-forty และได้เป็นหนึ่งในผู้ชนะ  ภาพภ่ายมีชื่อว่า เจ้านายครับ ผมเหนื่อย ซึ่งภาพนี้เป้นภาพคนชราชาวไต้หวันคนหนึ่ง ใช้ไม้ตีวัวตัวหนึ่งเพื่อให้มันเดินไปข้างหน้า 

     ก่อนอื่นภาพนี้ที่ถ่ายมาได้ ผมต้องเล่าก่อนว่า วันนั้นผมขี่รถจักรยานไฟฟ้า ไปเที่ยวตอนตรุษจีน ผมก็ไปที่ชายทะเลฝั่งเหยียน ด้วยความบังเอิญไปเจอพอดี  ก็เลยถ่ายรูปเล่น พอมาค้นหาดูทีหลัง จึงพบว่าที่นั่นก็เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของไต้หวัน  สำหรับแรงบันดาลใจที่ผมอยากส่งเข้าประกวด ก็ต้องไปดูที่หัวข้อก่อน เพราะหัวข้อการประกวดคือ การเดินทางของฮีโร่ เรื่องราวในไต้หวันของฉัน 

    ที่ผมส่งรูปนี้เข้าประกวดเพราะผมคิดว่า วัวเป็นตัวแทนของความเสียสละ เสียสละทั้งเลือดเนื้อ เสียสละให้คนอื่นที่นั่งบนเกวียนให้สบาย วัวที่ลากรถเป็นความอดทน ถ้าลากไม่ดี เขาก็จะไม่เอา ถ้าไม่ความอดทน เขาก็จะไม่ทำ แต่วัวมีความอดทน ถึงแม้ฟังไม่รู้ภาษา แต่ว่าทำงานได้ ผมก็เลยส่งเข้าประกวด เพราะรู้สึกว่ามันตรงหัวข้อการประกวดที่สุด สุดท้ายได้รางวัลก็ดีใจครับ และยังเป็นการสะท้อนบทบาทของแรงงานต่างชาติในไต้หวันด้วย ว่ามาทำงานเหน็ดเหนื่อยในไต้หวัน เพื่อให้คนทางบ้านได้อยู่สุขสบาย 


(ภาพจาก One-forty)

บรรยากาศกิจกรรมเวิร์คชอปการถ่ายภาพ

    กิจกรรมวันนี้ เข้าเชิญช่างภาพมืออาชีพชาวไต้หวัน มาเป็นวิทยากรสอนถ่ายภาพ เขาได้สอนการดูแสง การจัดองค์ประกอบ เพราะแกมีประสบการณ์ในการถ่ายภาพ แล้วให้พวกเราลงงานจริง ได้ลองไปถ่ายรูปที่สถานีรถไฟไทเป แล้ววิทยากรก็จะมาวิเคราะห์ว่าขาดอะไรบ้าง องค์ประกอบของคุณเป็นอย่างนี้นะ คุณสมควรจะแก้ไขตรงนี้นะ ผมดีใจมากที่ได้เข้าร่วมงานในวันนั้น สิ่งที่ได้จากเวิร์คช็อปวันนั้นคือการจัดองค์ประกอบ ผมชอบมาก แล้วก็ยังได้คำแนะนำดีๆ เพราะว่าวิทยากรชาวไต้หวันมีประสบการณ์กว่าเรามาก เพราะผมไม่ได้เป็นช่างภาพ ผมเป็นแค่คนถ่ายภาพเพื่อเก็บความทรงจำดีๆ แต่เขาให้คำแนะนำ เสริมสกิลให้เรามากขึ้น 

     เขาก็ถามว่าทำไมชอบถ่ายภาพคน แต่มันแล้วแต่สถานการณ์ วันนั้นพอดีอยู่ที่สถานีรถไฟไทเป ไม่มีวิวให้ถ่าย มีแต่คน เราก็เลยโฟกัสไปที่คน ซึ่งหัวข้อในวันนั้นคือ มุมมองไต้หวันในสายตาของฉัน ผมก็เลยไปได้โฟกัสของคุณลุงกำลังดีดเหรียญพอดี ผมก็เลยตั้งแคปชั่นว่า เหรียญมีสองด้าน ก็เหมือนสังคม อย่างภาพคุณลุง ต้องบอกว่าฟลุ๊คดีกว่าที่ถ่ายช่วงเซี้ยววินาทีนั้นได้ ภาพที่ผมถ่าย ส่วนใหญ่จะเป็นภาพที่อยากให้คนดูได้คิดตาม วิทยากรก็ถามนะ ว่าถ่ายแนวนี้ถ่ายได้ยังไง สไตล์การถ่ายรูปของแต่ละคน มันสอนกันไม่ได้ 

แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว 

     ผมไปเที่ยวจากเหนือจรดใต้ ที่ๆผมชอบที่สุด ที่มีมนต์ขลังที่สุด ที่ผมไปแล้วสองครั้ง แล้วอยากไปอีก ที่ที่ว่าก็คือจิ่วเฟิ่น มันมีทุกอย่าง ทั้งชอปปิง เดินป่า ซึ่งไม่ได้มีแค่ชาวไต้หวันที่มา ชาวต่างชาติทุกคนต้องมาที่นี่ ถ้ามาไม่ถึงที่นี่ เหมือนมาไม่ถึงไต้หวัน  มันสวยมาก คือขนาดที่ว่าผมไปตอนฝนตกครั้งหนึ่ง ไปตอนเช้า ไปถ่ายที่ร้านน้ำชาที่นั่น พอถ่ายแล้วก็รู้สึกว่าสวยดีอีกแบบ แล้วรู้สึกว่าเราต้องมาอีกรอบหนึ่งนะ ลองมาอีกรอบ ตอนเย็น คือที่นั่นหามุมถ่ายรูปยากมาก เพราะคนมันเยอะ ผมชอบที่สุดก็คือจิ่วเฟิ่น อยากไปจริงๆ ถ้ามีโอกาสผมก็อยากไป ผมไปเที่ยวรอบไต้หวัน แต่ที่ผมชอบที่สุดก็คือจิ่วเฟิ่น การเดินทางก็ง่ายและสะดวก อย่างตอนนั้นผมขึ้นรถไฟความเร็วสูงจากไทจง ไปไทเปเมน แล้วก็จากไทเปเมนไปรุ่ยฟาง แล้วก็ต่อรถเมล์ แต่ละครั้งที่ผมไปเที่ยว ก็มักจะศึกษาจากกูเกิลแมพ เพราะกูเกิลแมพของไต้หวันละเอียดมาก บอกแม้กระทั่งงบประมาณการเดินทาง ขึ้นรถเมล์สายไหน รถเมล์ออกกกี่โมง รถไฟไปยังไง 

(ภาพจาก One-forty)

ความในใจที่อยากบอกทุกคน

     ทุกคนที่มาทำงานไต้หวัน แรกๆเจองานหนักต้องทน เจองานไม่มีโอก็อย่าท้อ ขอให้ทุกคนสู้ๆครับ ที่นี่เก่งไม่กลัว กลัวคนขยัน ทุกคนที่มาต้องขยันไว้ก่อน สำหรับความในใจที่ฝากถึงบ้าน อยากบอกว่าถึงแม้จะไม่ได้กลับบ้านมาหลายปีแล้ว แต่ว่าก็เจอกันทุกวันผ่านไลน์ ผ่านเฟส รักครอบครัวครับ

 

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง