กระแสประชาธิปไตย ไต้หวันดินแดนอันตรายที่สุดในโลก ผู้นำไต้หวันย้ำ ประชาธิปไตยไต้หวันต้องเอาชนะความท้าทายได้อย่างแน่นอน

  • 03 May, 2021
ผู้นำไต้หวันย้ำ ประชาธิปไตยไต้หวันต้องเอาชนะความท้าทายได้อย่างแน่นอน
พรรคก๊กมินตั๋งมุ่งพัฒนาพลังสตรีที่แบกโลกไว้ครึ่งหนึ่ง งานแรกคือลงประชามติเดือน ส.ค.
มินิลิงก์ช่องทางติดต่อระหว่างช่องแคบไต้หวันที่เกาะรอบนอกของไต้หวัน
ผู้นำไต้หวันมั่นใจประชาธิปไตยไต้หวันต้องเอาชนะอุปสรรคที่ขวางหน้าได้อย่างแน่นอน
ภาพวาดการปาระเบิดในเหตุจลาจลเฮย์มาร์เก็ต, Wikimedai Commons (นิตยสารศิลป-วัฒนธรรม)

๑. ผู้นำไต้หวันย้ำ ประชาธิปไตยไต้หวันต้องเอาชนะความท้าทายได้อย่างแน่นอน

        นิตยสารชื่อดังระดับโลกของอังกฤษ Economist ได้ตีพิมพ์ภาพและบทความหน้าปกหรือ cover story ฉบับล่าสุด โดยตีพิมพ์ภาพแผนที่ไต้หวันที่มีรัศมีของเรดาห์ในการจับคลื่นและวัตถุรอบเกาะ ฝั่งซ้ายที่ติดกับจีนมีธงชาติจีน ส่วนฝั่งขวาหรือฝั่งตะวันออกของเกาะไต้หวันมีธงชาติสหรัฐฯ พร้อมพาดหัวว่า “The most dangerous place on the Earth” แปลง่าย ๆ ก็คือ “ดินแดนที่อันตรายที่สุดบนโลกใบนี้” ซึ่งหมายถึงไต้หวันที่ต้องเผชิญกับภัยคุกคามทางทหารอย่างต่อเนื่องจากจีนที่พยายามแอบอ้างความเป็นเจ้าของไต้หวัน ทั้ง ๆ ที่ใน 70 ปีที่ผ่านมาไม่เคยปกครองไต้หวันแม้แต่เพียงวันเดียว ในขณะที่พันธมิตรสำคัญของไต้หวันคือสหรัฐฯ ก็ให้การสนับสนุนไต้หวันอย่างเต็มที่เพื่อป้องกันการขยายแผ่อิทธิพลสู่แปซิฟิกตะวันตกและทะเลจีนใต้ของจีน ทำให้เกิดการเผชิญหน้ากันอย่างไม่เคยมีมาก่อน จนเกิดความวิตกกังวลว่าอาจเกิดการปะทะกันในภูมิภาคนี้ จนลุกลามกลายเป็นสงครามโลกครั้งที่ 3

        ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ผู้นำไต้หวันได้แสดงจุดยืนผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัวระบุว่า ไต้หวันเป็นจุดอันตรายที่สุดของโลกด้วยการเผชิญหน้ากันระหว่างสหรัฐกับจีน โดยผู้นำไต้หวันระบุว่า ไต้หวันเป็นแนวหน้าของประชาธิปไตยของโลก ต้องเผชิญหน้ากับการแผ่อิทธิพลของเผด็จการ จึงมีเพียงต้องสามัคคีชาวไต้หวันทั้งมวล วิเคราะห์สถานการณ์ด้วยความรอบคอบ ยืนหยัดคุณค่าแห่งประชาธิปไตย เท่านั้น ไต้หวันก็จะสามารถเอาชนะความท้าทายได้อย่างแน่นอน

        ประธานาธิบดีไช่ฯ ระบุว่า นิตยสาร Economist ฉบับล่าสุดรายงานว่า “ไต้หวันเป็นดินแดนที่อันตรายที่สุดในโลก” ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ในไต้หวันอย่างดุเดือด ซึ่งบทความดังกล่าวได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จีนได้แผ่ขยายอิทธิพลทางทหารของตน คุกคามความปลอดภัยและความมั่นคงบนช่องแคบไต้หวันและภูมภาคนี้ หวังว่าทางการปักกิ่งจะเข้าใจในประเด็นดังกล่าว ความเคลื่อนไหวทางทหารของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนเป็นการประกาศจุดยืนทางการเมืองที่ห่างเหิน “การเติบใหญ่ของประชาธิปไตย” สร้างความวิตกกังวลให้แก่ประชาคมโลกมากยิ่งขึ้นทุกขณะ

        ผู้นำไต้หวันระบุว่า แม้ภัยคุกคามต่อไต้หวันจากจีนจะมีอยู่จริง แต่รัฐบาลไต้หวันมีศักยภาพเพียงพอที่จะควบคุมความเสี่ยงเหล่านี้ สร้างเกราะคุ้มกันความปลอดภัยให้ไต้หวัน หลายปีที่ผ่านมา ไต้หวันนอกจากจะเข้าใจแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่การผลิตระหว่างประเทศ เสริมการเชื่อมต่อด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัยกับนานาชาติ แล้ว ยังได้เสริมศักยภาพด้านกลาโหมของไต้หวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมพร้อมการทหารในลักษณะการรบแบบ “ไม่สมดุล” กับจีน รวมทั้งได้พยายามทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกหนึ่งของประชาคมโลก รักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค ไต้หวันยึดมั่นในหลักการ “ไม่ยอมสยบให้แก่แรงกดดันใด ๆ และเมื่อได้รับการสนับสนุนก็จะไม่บุ่มบ่าม” เพื่อให้ไต้หวันได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกว่า “เป็นพลังรับผิดชอบที่เป็นมิตรในอินโดแปซิฟิก”

       ผู้นำไต้หวันย้ำจุดยืนของไต้หวันผ่านเฟสบุ๊กว่า  “ไต้หวันหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประเทศทั่วโลกที่ให้ความสนใจต่อประชาธิปไตย เมื่อเห็นความเสี่ยงเกิดขึ้น จะต้องจับมือกันให้แน่นยิ่งขึ้น ร่วมกันธำรงรักษาสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกร่วมกัน”

 

๒. ไต้หวันปัดข้อเรียกร้องผ่อนปรนการติดต่อแลกเปลี่ยนกับจีน ระบุต้องดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน

        สืบเนื่องจากกรณีที่นายหม่าเสี่ยวกวง โฆษกสำนักงานกิจการไต้หวัน ของจีน ได้เรียกร้องว่า หากทางการพรรคดีพีพี ของไต้หวันมีความจริงใจ ก็ควรที่จะเร่งปลดล็อกการควบคุมชายแดน ซึ่งคณะกรรมการกิจการจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวันได้ตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ว่า การรื้อฟื้นการติดต่อแลกเปลี่ยนอย่างแข็งแรงให้เป็นไปตามปกติระหว่างช่องแคบไต้หวันหลังจากที่สามารถควบคุมการระบาดของโควิด19ได้แล้ว ไต้หวันมองบวกมาโดยตลอด

        ทั้งนี้ นายหม่าเสี่ยวกวง ระบุว่า ตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด 19 เป็นต้นมา ไต้หวันได้สั่งห้ามชาวจีนเข้าไต้หวัน สั่งปิดช่องทางเข้าออก “มินิลิ้งค์” หรือ “เสี่ยว 3 ทง” ที่จินเหมินกับจีน ยกเลิกเที่ยวบินตรงกับจีน จึงต้องถามว่า “ความเป็นมิตรอยู่ที่ไหน” “หากทางการพรรคดีพีพีมีความจริงใจ ก็ควรเร่งยกเลิกมาตรการจำกัดต่าง ๆ เหล่านี้”

        คณะกรรมการกิจการจีนแผ่นดินใหญ่ หรือ MAC ไต้หวันได้ตอบโต้ผ่านแถลงข่าวเป็นลายลักษณ์อักษรว่า ไต้หวันมองบวกในเรื่องนี้มาโดยตลอด และย้ำว่า แม้ไต้หวันจะสั่งห้ามชาวจีนเดินทางมาไต้หวันตั้งแต่วันที่ 6 ก.พ. ปีที่แล้ว ซึ่งได้มีการปรับนโยบายให้มีการผ่อนคลายเป็นระยะ ๆ อาทิ การอนุญาตให้คู่สมรสจีน บุตร-ธิดาที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของคู่สมรสชาวจีนเดินทางเข้าไต้หวัน ตลอดจนนักศึกษาจีนเข้าไต้หวัน และเมื่อวันที่ 18 มี.ค.  ที่ผ่านมา รัฐบาลก็ประกาศผ่อนปรนให้นักธุรกิจจีนเดินทางเข้าไต้หวันได้แล้ว เพื่อฝึกอบรมหรือการโยกย้ายสับเปลี่ยนเจ้าหน้าที่ของธุรกิจข้ามชาติ

        นอกจากนี้ เอ็มเอซี ยังได้ย้ำว่า รัฐบาลสนับสนุนการติดต่อแลกเปลี่ยนของสื่อมวลชนระหว่างช่องแคบไต้หวันมาโดยตลอด แต่ในปัจจุบันยังมีความจำเป็นในการป้องกันควบคุมการะบาดของโควิด19 จึงยังต้องห้ามผู้ประกอบอาชีพอิสระจีนเดินทางเข้าไต้หวัน

มินิลิงก์ ที่เกาะรอบนอกของไต้หวัน

๓. พรรคก๊กมินตั๋งเริ่มขับเคลื่อนระดมพลังสตรีสู้ศึกเลือกตั้ง 2022 และ 2024 ด่านแรกลงประชามติ

        เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว พรรคก๊กมินตั๋ง พรรคฝ่ายค้านไต้หวัน ได้เปิดตัวคณะทำงานกิจการสตรีของพรรค โดยตั้งเป้าหมายในการเคลื่อนไหวคือการเลือกตั้งท้องถิ่นในปี 2022 และเลือกตั้งประธานาธิบดี 2024 ลงสู่ระดับรากหญ้า นายเจียงฉี่เฉิน หัวหน้าพรรคก๊กมินตั๋ง ระบุว่า พลังสตรีของพรรคก๊กมินตั๋งมีผลงานอย่างโดดเด่น โดยในบรรดา 14 หัวเมืองที่พรรคก๊กมินตั๋งเป็นรัฐบาล มีอยู่ถึง 7 หัวเมืองที่เป็นแม่เมือง ไม่ใช่พ่อเมือง จึงหวังว่าการเลือกตั้งท้องถิ่นในปีหน้าพลังสตรีเหล่านี้จะมีบทบาทมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ นายเจียงฯ ยังระบุว่า ก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ก็จะมีสนามให้ปะลองกำลังกันคือการลงประชามติในวันที่ 28 ส.ค. หวังว่าพลังสตรีเหล่านี้จะสำแดงพลังอย่างเต็มที่ ดันให้การลงประชามติในประเด็นเนื้อหมูที่มีสารแรคโตพามีน และประเด็นการรวมการลงประชามติจัดพร้อมกันกับการเลือกตั้งใหญ่

        นายเจียงฯ ยังได้ยกคำขวัญเกี่ยวกับสตรีที่ว่า สตรีแบกโลกไว้ครึ่งหนึ่ง หวังว่าการลงประชามติในวันที่ 28 ส.ค. ที่เหลือเวลาอีกเพียง 4 เดือน พลังสตรีจะร่วมกันผลักดันให้การลงประชามติทั้ง 2 ประเด็นผ่านการรับรองไปให้ได้

พรรคก๊กมินตั๋ง ให้ความสำคัญกับพลังสตรีแบกโลกไว้ครึ่งหนึ่ง 

๔. วันแรงงานสากล หรือวันเมย์เดย์

          วันแรงงานสากล เป็นวันหยุดประจำปีที่แรงงานทั่วโลกมีการเฉลิมฉลองและจะมีข้อเรียกร้องในแต่ละปีตามสถานการณ์ที่แปรเปลี่ยนไป ทั้งในไทยและในไต้หวัน วันแรงงานมีจุดกำเนิดจากการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเคลื่อนไหวแปดชั่วโมงต่อวัน ที่สนับสนุนให้ใน 1 วัน ทำงาน 8 ชั่วโมง สันทนาการ 8 ชั่วโมง และพักผ่อน 8 ชั่วโมง

          ในปี 1889 ขบวนการแรงงานสากลที่ 2 (Second International, Socialist International) ได้กำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคม ของทุกปีเป็นวันแรงงาน บ้างก็เรียกว่าวันแรงงานสากล หรือเมย์เดย์ (May Day) เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์การต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานในเหตุการณ์จลาจลเฮย์มาร์เก็ต (Haymarket Riot) ในชิคาโก สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1886 เหตุการณ์ดังกล่าว เริ่มต้นจากการนัดหยุดงานของสหภาพแรงงานที่บริษัทแมคคอร์มิกฮาเวสติงแมชชีนคอมพานี (McCormick Harvesting Machine Company) อันเป็นส่วนหนึ่งของการรณรงค์ระดับชาติเพื่อเรียกร้องให้กำหนดเพดานชั่วโมงทำงานที่วันละ 8 ชั่วโมง ในวันที่ 3 พฤษภาคมมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และบาดเจ็บอีก 3 คน หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังเข้าแทรกแซงเพื่อปกป้องแรงงานที่มาทำงานหลังการประกาศนัดหยุดงานของสหภาพ และข่มขู่กลุ่มแรงงานที่พากันหยุดงาน เพื่อตอบโต้การใช้ความรุนแรงของตำรวจ ผู้นำแรงงานได้เรียกนัดชุมนุมใหญ่ในวันถัดมาที่จัตุรัสเฮย์มาเก็ต

           การชุมนุมในครั้งนั้น ผู้ว่าชิคาโก (ในสมัยนั้น) คาร์เตอร์ แฮร์ริสัน (Carter Harrison) ซึ่งเข้าสังเกตการณ์การชุมนุมด้วยระบุว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบ แต่เมื่อแฮร์ริสันและผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เริ่มเดินทางกลับ เจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งได้เดินทางมายังจุดชุมนุมออกคำสั่งให้ผู้ชุมนุมสลายตัวทันที ถึงจุดนี้มีมือดีปาระเบิดเข้ามาทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 7 ราย เจ้าหน้าที่ตอบโต้ด้วยการกราดยิงอย่างไม่เลือกหน้าใส่ผู้ชุมนุม หลังเหตุสงบมีการประเมินว่า พลเรือนน่าจะเสียชีวิตราว 4-8 ราย เจ็บอีก 30-40 คน ส่วนมือระเบิดไม่สามารถระบุตัวได้

            เหตุจลาจลที่เฮย์มาร์เก็ตทำให้เกิดภาวะหวาดระแวงต่อบรรดาผู้อพยพและผู้นำแรงงาน ท่ามกลางการตื่นตระหนก ออกัสต์ สปายส์ (August Spies) ผู้นำแรงงานและสมาชิกฝ่ายอนาคิสต์อีก 7 รายถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานฆาตกรรม บนฐานที่อ้างว่าพวกเขาคือผู้สมรู้ร่วมคิดหรือให้ความช่วยเหลือผู้ก่อเหตุที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร และแม้พวกเขาจะไม่ได้ปรากฏตัวในการชุมนุมเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคมเลยก็ตาม แต่สปายส์และพวกอีก 3 คนก็ถูกจับแขวนคอในวันที่ 11 พฤศจิกายน 1887

            ในขณะที่นานาชาติยกย่องการต่อสู้เพื่อสิทธิแรงงานในเหตุการณ์ดังกล่าว แต่สหรัฐฯมองเห็นถึงภัยคุกคามของพวกอนาธิปไตยและสังคมนิยม ในปี 1894 ประธานาธิบดี (ในขณะนั้น) โกรเวอร์ คลีฟแลนด์ (Grover Cleveland) ได้ประกาศให้วันจันทร์แรกของเดือนกันยายนเป็นวันแรงงานแห่งชาติ แม้ว่าฝ่ายแรงงานหัวรุนแรงจะพยายามรื้อฟื้นการถือวันเมย์เดย์เป็นวันแรงงานเป็นระยะ แต่สหภาพแรงงานส่วนใหญ่ในสหรัฐฯไม่เอาด้วย

           “คนพวกนี้เขาไม่มองว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสากล” จาคอบ รีมีส (Jacob Remes) ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์แรงงานจากมหาวิทยาลัยสเตทยูนิเวอร์ซิตีออฟนิวยอร์กเอ็มไพร์สเตทคอลเลจ (State University of New York Empire State College) กล่าว

            ทั้งนี้ จากรายงานของ International Business Times ระบุว่า พวกเขาเป็นแรงงานผิวขาวมีทักษะ คนกลุ่มนี้มีความเป็นอนุรักษ์นิยมมากกว่า การรวมกลุ่มของพวกเขาเป็นไปในลักษณะเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป”

             นอกจากนี้สหรัฐฯ ยังพยายามสร้างความทรงจำใหม่ให้กับวันเมย์เดย์ เพื่อต่อต้านฝ่ายซ้ายและลัทธิคอมมิวนิสต์ในช่วงสงครามเย็น โดยในปี 1955 สภาคองเกรสได้ผ่านกฎหมายให้ประธานาธิบดี (ในขณะนั้น) ดไวต์ ไอเซนฮาวร์ (Dwight Eisenhower) ประกาศให้วันที่ 1 พฤษภาคม เป็นวันแห่งความจงรักภักดี (Loyalty Day) เพื่อให้หน่วยงานและภาคประชาชนแสดงออกถึงความรักชาติโดยพร้อมเพรียง ซึ่งยังคงเป็นที่ยึดถือจนถึงปัจจุบัน

 

 

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง