RTI Radio Taiwan InternationalRTI Radio Taiwan Internationalกระแสประชาธิปไตย ข่าวปลอมระบาด งัดกฎเหล็กปรับสูงสุด 3 ล้าน

  • 24 May, 2021
กระแสประชาธิปไตย
ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ผู้นำไต้หวัน ขอร้องประชาชนงดออกจากบ้านในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อหยุดการระบาดของโควิด19
กระแสประชาธิปไตย
เผยแพร่ข่าวปลอมปรับหนัก 3 ล้าน
กระแสประชาธิปไตย
กระแสประชาธิปไตย
กระแสประชาธิปไตย
กระแสประชาธิปไตย
กระแสประชาธิปไตย
กระแสประชาธิปไตย
นายเคอเหวินเจ๋อ ผู้ว่าการกรุงไทเป ประกาศใช้ "โรงพยาบาลสนามแบบไต้หวัน"

๑. ไต้หวันเร่งป้องกันการเผยแพร่ข่าวปลอมหรือข่าวลือ ฝ่าฝืนปรับ 3 ล้าน

      หลังจากที่ไต้หวันต้องเผชิญหน้ากับการระบาดอย่างรุนแรงของโควิด19 มีผู้ติดเชื้อ 200-300 คน ต่อเนื่องตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา จนต้องยกระดับมาตรการป้องกันเป็นระดับ 3 ทั่วประเทศ สถานที่สาธารณะต่าง ๆ ต้องปิดกิจการ ไม่ว่าจะเป็นโรงหนัง สนามกีฬา หรือสถานบันเทิงต่าง ๆ แม้แต่สนามกีฬากลางแจ้งก็ห้ามรวมกลุ่มเกิน 10 คน ในอาคารห้ามเกิน 5 คน แต่ก็ยังมีคนอดไม่ได้ ฝ่าฝืนกฎต่าง ๆ จนต้องสั่งปิดสวนสาธารณะ และรื้อแป้นบาสฯ ทิ้ง ป้องกันการรวมกลุ่มให้ได้ผล โดยมาตรการระดับ 3 จะสิ้นสุดลงในวันศุกร์ที่ 28 พ.ค. นี้ แต่ก็ต้องขึ้นกับตัวเลขผู้ติดเชื้อในช่วงต่อจากนี้ว่าจะสามารถควบคุมหรือมีจำนวนลดลงได้มากน้อยเพียงใด

เผยแพร่ข่าวปลอมปรับสูงสุด 3 ล้านเหรียญไต้หวัน

      นอกจากต้องเผชิญกับการระบาดของโควิด19 แล้ว ไต้หวันยังต้องเผชิญหน้ากับการปล่อยข่าวลือหรือข่าวปลอมที่แพร่สะพัดไปทั่วเกาะ แถมยังแพร่สะพัดไปในต่างประเทศ แม้แต่ในประเทศไทยก็มีการปล่อยข่าวโจมตีการพลาดท่า “การ์ดตก” ว่าเป็นเพราะรัฐบาลเล่น “การเมือง” มากเกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับจีน หรือการปัดแข้งปัดขากันภายในพรรคที่ไม่ใช่พวกเดียวกัน ซึ่งล้วนเป็นการตั้งสมมติฐานที่อาจจะเป็นการ “นั่งเทียน” เพื่อ “ดิสเครดิต” ไต้หวันในประชาคมโลก ที่เคยได้รับการยกย่องในฐานะ “ประเทศดีเด่น” ด้านการป้องกันโควิด19 ในช่วงที่ผ่านมา แต่เพราะการเล่นการเมืองมากเกินไปจนทำให้ไต้หวันต้องตกอยู่ในภาวะวิกฤตของการระบาดของโควิด19 ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลเพียงด้านเดียว

      เมื่อรัฐบาลไต้หวันต้องเผชิญหน้ากับข่าวลือ ข่าวปลอม ต่าง ๆ นานา จึงต้องเร่งชี้แจงและปฏิเสธข่าวลือต่าง ๆ นานาเหล่านี้ แต่ในสภาพความเป็นจริง คำชี้แจงหรือปฏิเสธใด ๆ อาจจะไม่ได้รับความสนใจมากเท่ากับข่าวลือ ข่าวปลอมเหล่านั้นมากนั้น แต่ไต้หวันก็พยายามอาศัยทุกช่องทางในการสื่อสารกับประชาชนไปพร้อมกับการงัดกฎเหล็กด้านกฎหมาย ผู้เผยแพร่ข่าวลือ ข่าวปลอมเหล่านี้จะมีโทษปรับสูงสุดถึง 3 ล้านเหรียญไต้หวัน

3 หลักการป้องกันแชร์ข่าวปลอม 

      ข่าวปลอม ข่าวลือที่ว่าเหล่านี้ อาทิ การปล่อยข่าวว่า ประธานาธิบดีไช่อิงเหวิน ติดโควิดแล้ว แต่ปิดข่าว หรือข่าวที่แพร่หลายในไทยว่า พรรครัฐบาลกีดกันการสั่งซื้อวัคซีน Pfizer ที่มีตัวแทนจำหน่ายในเซี่ยงไฮ้ ผ่านนายหลินฉวน อดีตนายกฯ ไต้หวันที่ไม่ใช่ฝ่ายเดียวกับ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ทั้ง ๆ ที่ Pfizer ยังไม่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการจากจีน ทำให้ตัวแทนในเซี่ยงไฮ้ไม่สามารถสั่งวัคซีน Pfizer ได้ หรือข่าวเกี่ยวกับการสั่งให้บุคคลเร่ร่อนกลับไปทานข้าวที่บ้าน เพื่อป้องกันการระบาด

ตัวอย่างข่าวปลอมเกี่ยวกับวัคซีน

      อย่างไรก็ดี ไต้หวันมิได้มีเพียงมาตรการที่จะลงโทษผู้ที่ส่งข้อความอันเป็นเท็จโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เท่านั้น แต่ยังได้แนะนำวิธีการตรวจสอบข่าวเท็จเหล่านี้ว่า ให้ยึด 3 หลักการ ได้แก่ ต้องตั้งข้อสังเกตให้มาก ตรวจสอบให้มาก และไม่ส่งต่อแบบพร่ำเพรื่อ โดยควรยึดข่าวสารที่เผยแพร่โดยทางการเท่านั้น นอกจากนี้ ยังควรระมัดระวังการหลอกลวงต้มตุ๋นในช่วงการระบาดด้วย หากได้รับข้อความจากบุคคลแปลกหน้า บอกให้โอนเงินหรือขอข้อมูลส่วนตัว โดยการตรวจสอบหรือแจ้งไปที่หมายเลข 165 ฮอตไลน์ต้านข่าวปลอม

ข่าวปลอมอีกข่าวเกี่ยวกับการจัดซื้อวัคซีน

 

๒. โรงพยาบาลสนามแบบไต้หวัน

      ในช่วงตลอดสัปดาห์เศษที่ผ่านมา ไต้หวันตกอยู่ในสภาพอึมครึมของการระบาดของโควิด19 ที่เกิดจากช่องโหว่การป้องกันการระบาด หรือเรียกว่า “การ์ดตก” ซึ่งอาจจะเริ่มต้นจากกรณีของนักบินสายการบินไชน่าแอร์ไลน์ โรงแรมโนโวเทลที่สนามบินเถาหยวน จนลุกลามสู่ชุมชนในระดับรากหญ้าทั้งในส่วนของโรงน้ำชา คนขายองุ่น และผู้สัมผัสในครอบครัว จนในแต่ละวันพบผู้ติดเชื้อเกินสองร้อยราย และมีผู้มีอาการหนักเพิ่มขึ้น เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 5 ราย เป็น 17 รายในปัจจุบัน โดยทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นต่างระดมสรรพกำลังเพื่ออุดช่องโหว่เหล่านี้อย่างเต็มที่ เตรียมการรับมือกับจำนวนผู้ติดเชื้อที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมโรงพยาบาลตั้งแต่ระดับปฐมภูมิไปจนถึงโรงพยาบาลที่ต้องรับผู้ป่วยอาการหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์กักตัวผู้มีอาการไม่หนักหรือไม่มีอาการใด ๆ หรือที่หลายประเทศใช้วิธีการ “โรงพยาบาลสนาม” แต่จนถึงขณะนี้ ไต้หวันก็ยังไม่มีการตั้งโรงพยาบาลสนามขึ้น แต่ในส่วนของกรุงไทเปใช้วิธีการนำโรงแรมที่ว่างเว้นจากการรับนักท่องเที่ยวมานาน มาทำเป็น “โรงพยาบาลสนาม” ในรูปแบบของไต้หวัน ซึ่งนายเคอเหวินเจ๋อ ผู้ว่าการกรุงไทเป ได้ประกาศว่า การจัดตั้ง “โรงพยาบาลสนาม” ในรูปแบบเดิม ๆ ไม่มีความจำเป็น แต่กรุงไทเปจะใช้วิธีการนำเอาโรงแรมเหล่านี้มาแบ่งเป็นสถานที่คัดกรองใน 3 ระดับ ได้แก่ 1. โรงแรมกักตัวผู้ที่ต้องกักตัวที่เดินทางมาจากต่างประเทศ 2. ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดที่ต้องแยกออกจากบ้านพักของตนเองเพื่อรอผลการตรวจเชื้อ และ 3. ที่พักสำหรับผู้ถูกตรวจพบเชื้อที่ไม่มีอาการหรืออาการไม่รุนแรงประมาณ 80% ของผู้ถูกตรวจพบว่าติดเชื้อ ส่วนผู้ติดเชื้อที่เหลืออีกประมาณ 20% จะมีอาการค่อนข้างหนักที่ต้องอยู่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล

      หลายคนชื่นชมวิธีการนี้ เพราะนอกจากไม่ต้องไปสร้างโรงพยาบาลสนามเป็นการเฉพาะสิ้นเปลืองงบประมาแล้ว ยังสามารถที่จะให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการโรงแรมที่กำลังประสบปัญหาวิกฤตการเงินเพราะไม่มีแขกเข้าพัก เรียกว่าเกือบจะเหลือ 0 ทำให้ผู้ประกอบการมีสภาพคล่อง ประคองตัวให้รอดพ้นจนกว่าวิกฤตนี้จะผ่านพ้นไป

      แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเป็นการเล่น “แทคติก” การเมืองของนักการเมืองฝ่ายต่าง ๆ ในไต้หวัน แต่ถ้ามองในแง่ดีก็คือการแข่งขันกันเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน และตัดสินกันด้วยผลงานว่า “ไอเดีย” ใครจะเป็นที่ยอมรับและประสบความสำเร็จได้มากกว่ากัน เหมือนกับที่ท่านผู้ว่าเคอฯ เปล่งคำขวัญว่า “สู้ สู้ เราต้องชนะ”

นายเคอเหวินเจ๋อ ผู้ว่าการกรุงไทเป ประกาศจัดตั้ง "โรงพยาบาลสนามแบบไต้หวัน" 

๓. จีนส่งเครื่องบินทหารก่อกวนไต้หวันไม่หยุด แม้ช่วงโควิดระบาด

      กองทัพอากาศไต้หวันระบุเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เครื่องบินทหารของจีนจำนวน 4 ลำ ประกอบไปด้วย เครื่องบินรบ J16 จำนวน 2 ลำ เครื่องบินส่งกำลังบำรุง Y-8 จำนวน 1 ลำ เครื่องบินต่อต้านเรือดำน้ำ Y-8 อีก 4 ลำ รุกล้ำเขตแสดงตนทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของไต้หวัน โดยเครื่องบินต่อต้านเรือดำน้ำ Y-8 ยังได้รุกล้ำเข้าเขตน่านฟ้าไต้หวันด้วย ทำให้กองทัพอากาศไต้หวันต้องส่งเครื่องบินรบขึ้นขับไล่และประกาศให้ออกจาเขตน่านฟ้าของไต้หวัน รวมทั้งใช้ขีปนาวุธต่อต้านอากาศยานเล็งเป้าหมายตลอดเวลา เพื่อป้องกันเหตุร้าย

      สถิตของกองทัพอากาศไต้หวันระบุว่า จีนส่งเครื่องบินทหารรุกล้ำเขตแสดงตนของไต้หวันเป็นประจำ และมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นโดยเมื่อวันที่ 12 เม.ย. ที่ผ่านมา จีนส่งเครื่องบินทหารรุกล้ำเขตแสดงตนของไต้หวันมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ถึง 25 ลำ

จีนส่งเครื่องบินทหารก่อกวนไต้หวันบ่อยครั้ง

๔. สหรัฐฯ จับมือเกาหลีใต้ จับตาสถานการณ์บนช่องแคบไต้หวัน

      ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ได้ร่วมประชุมระดับผู้นำทวิภาคีกับประธานาธิบดีมุนจอนอิน แห่งเกาหลีใต้ ที่กรุงวอชิงตัน และได้ออกแถลงการณ์ร่วมย้ำความสำคัญของการเสริมสร้างเสถียรภาพและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้แสดงความขอบคุณต่อกรณีดังกล่าว และย้ำว่า ไต้หวันจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับประเทศที่มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกันต่อไป เพื่อปกป้องเสถียรภาพและสันติภาพในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก

      ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้ออกแถลงข่าวระบุว่า แถลงการณ์ร่วมระหว่างสหรัฐฯ กับเกาหลีใต้ในครั้งนี้ เป็นการออกแถลงการณ์ร่วมระหว่างประเทศต่าง ๆ ที่แสดงความกังวลต่อสถานการณ์บนช่องแคบไต้หวันอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อวันที่ 16 เม.ย. แถลงการณ์ร่วมระดับผู้นำระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น และเมื่อ 5 พ.ค. ก็มีการออกแถลงการณ์ร่วมหลังการประชุมระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม จี7 โดยกระทรวงการต่างประเทศไต้หวันได้แสดงจุดยืนยินดีและขอบคุณอย่างจริงใจต่อสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ที่ให้ความสำคัญต่อเสถียรภาพและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน

      กระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวัน ระบุในแถลงข่าวว่า ไต้หวันตั้งอยู่ในจุดภูมิรัฐศาสตร์แนวเกาะที่ 1 ในเอเชียตะวันออก มีบทบาทสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค ตั้งแต่ที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ขึ้นเป็นผู้นำสหรัฐฯ เป็นต้นมา ก็ได้แสดงจุดยืนสนับสนุนไต้หวันอย่างแข็งขันมาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนให้ความสคัญกับสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน รวมทั้งย้ำที่จะปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์ไต้หวันและคำมั่น 6 ประการที่สหรัฐฯ ให้ไว้กับไต้หวัน ย้ำความสัมพันธ์ระหว่างกัน “แข็งแกร่งดุจหินผา”

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง