:::

กระแสประชาธิปไตย วันจันทร์ที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕

  • 30 May, 2022
กระแสประชาธิปไตย
นายเคอเหวินเจ๋อ ผู้ว่าการกรุงไทเป ไต้หวัน
กระแสประชาธิปไตย
กระแสประชาธิปไตย

๑. สหรัฐฯ​ย้ำจุดยืนนโยบายช่องแคบไต้หวันไม่เคยเปลี่ยน แต่จีนเปลี่ยน  และย้ำคำมั่นต่อไต้หวัน 

          เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นายแอนโทนี่ บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ​ ได้กล่าวสุนทรพจน์นโยบายการต่างประเทศของสหรัฐฯ​ ที่มหาวิทยาลัยจอร์เจีย วอชิงตัน ในสหรัฐฯ​ย้ำว่า “นโยบายจีนเดียว” ของสหรัฐฯ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ส่วนที่เปลี่ยนแปลงไปคือทางการปักกิ่ง นอกจากนี้ เขายังได้วิพากษ์วิจารณ์การคุกคามไต้หวันของจีน ซึ่งเป็นการบ่อนทำลายเสถียรภาพบนช่องแคบไต้หวัน ย้ำจุดยืนของสหรัฐฯ ที่คัดค้านการเปลี่ยนแปลงสถานะปัจจุบันบนช่องแคบไต้หวันโดยพลการ ไม่สนับสนุนการแยกไต้หวันเป็นเอกราช และหวังว่าช่องแคบไต้หวันจะอาศัยสันติวิธีมาแก้ไขข้อขัดแย้งระหว่างกัน 

นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐฯ 

          ส่วนทางด้านกระทรวงการต่างประเทศ ไต้หวัน สาธารณรัฐจีน ได้แสดงท่าทีต่อสุนทรพจน์ของนายบลิงเคนว่า ยินดีที่นายบลิงเคนย้ำคำมั่นต่อไต้หวันเกี่ยวกับการยืนหยัดในความปลอดภัยของไต้หวัน และจะสนับสนุนไต้หวันเข้าร่วมกิจกรรมระหว่างประเทศต่อไป 

           ในการกล่าวสุนทรพจน์ดังกล่าวของนายบลิงเคนครั้งนี้ เขาได้บรรยายถึงภาพรวมยุทธศาสตร์ของรัฐบาลประธานาธิบดีโจ เบเดน ที่มีต่อจีนทั้งหมด โดยโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์การแข่งขันด้านยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ซึ่งเขาได้ใช้เวลานานถึง 2 นาทีครึ่งกล่าวถึงไต้หวัน และขยายความไปจนถึงคำกล่าวของผู้นำสหรัฐฯ ขณะเยือนญี่ปุ่น โดยบลิงเคนกล่าวว่า ในส่วนของไต้หวัน วิธีการของสหรัฐฯ ก็คือการดำเนินนโยบายที่ใช้มานานหลายสิบปีของรัฐบาลยุคต่าง ๆ ของสหรัฐฯ​เช่นเดียวกับที่ท่านประธานาธิบดีได้กล่าวไว้ว่า นโยบายไม่มีการเปลี่ยนแปลง 

         นอกจากกนี้ นายบลิงเคนยังไม่ย้ำว่า รัฐบาลสหรัฐฯ​ ยึดถือและปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์ไต้หวัน แถลงการณ์ร่วม 3 ฉบับ ระหว่างสหรัฐฯ​กับจีน และ “คำมั่น 6 ประการ” ที่ให้ไว้กับไต้หวัน สหรัฐฯ คัดค้านการเปลี่ยนแปลงสถานะปัจจุบันโดยพลการ ไม่สนับสนุนการแยกไต้หวันเป็นเอกราช และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะอาศัยสันติวิธีมาแก้ไขปัญหาความขัดแยังระหว่างกัน ผลประโยชน์ในระยะยาวของสหรัฐฯ อยู่ที่สันติภาพและเสถียรภาพ และแน่นอนว่าสหรัฐฯ​ จะต้องยึดมั่นในคำมั่นสัญญาที่มีต่องช่องแคบไต้หวัน ให้ความช่วยเหลือไต้หวันให้มีความสามารถในการป้องกันตนเอง ตามที่ระบุไว้ในกฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์ไต้หวัน พร้อมกับย้ำว่า สหรัฐฯ​จะสร้างหลักประกันให้แก่การที่ไต้หวันจะต้องมีความสามารถในการป้องกันตนเอง และรักษาความปลอดภัยบนช่องแคบไต้หวัน รวมทั้งความปลอดภัยด้านสังคม กำลังอาวุธ และภัยคุกคามด้านการทหารอื่น  ๆ ด้วย 

         นายหลัวจื้อเจิ้ง สส.​พรรคดีพีพี พรรครัฐบาล ไต้หวัน ในฐานะผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ พรรคดีพีพี ระบุว่า สหรัฐฯ​ ดำเนินนโยบายสกัดการรุกล้ำไต้หวัน แต่ยุทธศาสตร์หลักคือการแข่งขันกับจีน ในขณะที่ไต้หวันแสดงบทบาทที่ไม่อาจมองข้ามได้ 

นายหลัวจื้อเจิ้ง ผอ. ฝ่ายการต่างประเทศ พรรค DPP

         นายหลินเจียซิง ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์พรรคก๊กมินตั๋ง พรรคฝ่ายค้านไต้หวัน มีความเห็นว่า การประกาศนโยบายของนายบลิงเคน เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับนโยบายปกป้องรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐจีนและรักษาสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน คัดค้านการแยกไต้หวันเป็นเอกราช ของพรรคก๊กมินตั๋ง

        ส่วนนายหลัวจื้อเจิ้ง ส.ส. พรรครัฐบาลไต้หวันมีความเห็นว่า คำกล่าวของนายบลิงเคนในครั้งนี้ เป็นการประกาศนโยบายต่อจีนที่มีความสำคัญมาก หัวใจออยู่ที่การแข่งขัน ซึ่งหมายความว่า สหรัฐฯ ถือว่าจีนเป็๋นคู่แข่งสำคัญของตน และที่สำคัญยิ่งกว่านี้ก็คือ นายบลิงเคนได้พูดถึง 3 ปัจจัยที่ก่อตัวขึ้นเป็นนโยบายต่อจีน ได้แก่การลงทุน การเป็นพันธมิตรและการแข่งขัน ในขณะท่เขาได้วางไต้หวันไว้ในส่วนของการแข่งขันกับจีน โดยสหรัฐฯ กับจีนมีการแข่งขันกันในประเด็นไต้หวัน และสหรัฐฯ ยืนอยู่ฝั่งไต้หวัน 

          สำหรับนักวิชาการสหรัฐฯ อย่างนาย Douglas Paal อดีตผู้อำนวยการสำนักงานอเมริกันในไต้หวัน หรือ AIT มีความเห็นว่า  ไบเดนต้องการส่งสัญญาน 2 อย่างให้แก่จีน อย่างแรกคือรับรองว่านโยบายสหรัฐฯ ยังคงเหมือนเดิม ไม่ยั่วยุ ส่วนอีกด้านหนึ่งคือต้องการที่จะปกป้องไต้หวัน ซึ่งเป็นสองส่วนที่ขัดแย้งกันอยู่ในตัว ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ต้องการส่งสัญญานว่านโยบายต่อไต้หวันของสหรัฐฯ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งของ 2 ประเด็นนี้ได้ 

          ส่วนนาย Michael Green อดีตผู้อำนวยการอาวุโสกิจการเอเชีย สภาความมั่นคงแห่งชาติ สหรัฐฯ ยกตัวอย่างคำกล่าวของอดีต ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุ๊ ในปี 2001 ที่ว่า หากไต้หวันถูกโจมตี ตนก็พร้อมที่จะลุกขึ้นมาปกป้องไต้หวัน ระบุว่า คำกล่าวของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เป็นไปบนพื้นฐานของกฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์ไต้หวัน เพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากจีนเท่านั้น มิใช่เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงนโยบายใด ๆ 

นาย Michael Green อดีตผู้อำนวยการอาวุโสกิจการเอเชีย สภาความมั่นคงแห่งชาติ สหรัฐฯ


๒. สื่อหลักในสหรัฐฯ วิเคราะห์ท่าทีผู้นำสหรัฐฯ ที่มีต่อประเด็นไต้หวัน 

             สืบเนื่องจากกรณีที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวตอบข้อซักถามของผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวร่วมกับนายฟูมิโอะ คิชิดะ ที่กรุงโตเกียว หลังการประชุมระดับผู้นำระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น ที่ถามว่า หากจีนรุกรานไต้หวัน สหรัฐฯ จะส่งกำลังทหารเข้าช่วยเหลือไต้หวันหรือไม่ ซึ่งเขาตอบรับอย่างเต็มปากเต็มคำว่า “เยส” และอธิบายพิ่มเติมว่า นี่เป็นเป็นคำมั่นที่สหรัฐฯ ให้ไว้กับไต้หวัน แม้ในเวลาต่อมาทำเนียบขาวของสหรัฐฯ จะออกมาขี้แจงเป็นพับวัลว่า นโยบายต่อจีนของสหรัฐฯ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยึดมั่นในกฎหมายว่าด้วยความสัมพันธ์ไต้หวัน แถลงการณ์ร่วม 3 ฉบับ และคำมั่น 6ื ประการที่ให้ไว้กับไต้หวัน กลายเป็นระเบิดตูมใหญ่เข้าใส่ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับจีน โดยกระทรวงการต่างประเทศ จีน ได้ออกมาขู่สหรัฐฯ ว่า “อย่าเล่นกับไฟ” “อย่ายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามชาวจีนจำนวน 1400 ล้านคน” 

         สื่อหลักอย่างนิวยอร์กไทม์สในสหรัฐฯ ได้วิเคราะห์ท่าทีของสหรํฐฯ ว่า จะให้การสนับสนุนไต้หวันมากกว่าการสนับสนุนยูเครนที่ถูกรัสเซียรุกราน อย่างไรก็ดี ผู้สื่อข่าวพิเศษประจำทำเนียบขาว สหรัฐฯ ของนิวยอร์กไทม์สวิเคราะห์ว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ไม่ได้บอกว่าจะส่งทหารเข้ามาช่วยไต้หวัน ซึ่งเราไม่ควรไปตั้งสันนิษฐานว่า ว่าคำกล่าวของเขามีความหมายเช่นนั้น เพราะยังมีวิธีการอื่น ๆ อีกมากมายที่จะยื่นมือให้ความช่วยเหลือ เมื่อถูกจีนรุกราน เช่นการช่วยเหลือด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ ทั้งขีปนาวุธที่สหรัฐฯ ผลิตเอง ซึ่งคาดว่าจะกระตือรือร้นมากกว่าการให้การสนับสนุนยูเครน 

         นิวยอร์กไทม์สระบุว่า สงครามยูเครนชี้ชัดว่า การทำสงครามย่อยจะสามารถสกัดกั้นศัตรูที่กำลังเหนือกว่า ซึ่งสหรัฐฯ กำลังสรุปประสบการณ์ที่ได้จากสงครามยูเครน เร่งช่วยเหลือปฏิรูประบบการป้องกันตนเอง เป้าหมายคือเปลี่ยนไต้หวันให้เป็น “ตัวเม่น” ที่เต็มไปด้วยหนามในการป้องกันตนเอง

         ส่วนโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ สหรํฐฯ ระบุว่า เรายังคงยืนหยัดในการให้การสนับสนุนเสถียรภาพและสันติภาพบนช่องแคบไต้หวัน สร้างหลักประกันให้สถานะปัจจุบันบนช่องแคบไต้หวันไม่ถูกเปลี่ยนแปลง ที่ผ่านมาเป็นเช่นนี้ ในอนาคตก็จะเป็นเช่นนี้ต่อไป

          ส่วนทางด้าน กระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันก็ได้แถลงเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าจีนคุกคามใต้หวันทุกวิถีทางในด้านความสงบมั่นคง เศรษฐกิจ และเวทีโลก ส่งผลทำให้สหรัฐฯ และสังคมโลกให้ความใส่ใจระดับสูง ต่อกรณีจีนท้าทายและทำลายกฎเกณฑ์กติกาของโลก ประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกจะต้องรับมือด้วยความสามัคคี นางโอวเจียงอัน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของไต้หวันกล่าวว่า ไต้หวันอยู่ในจุดแนวหน้าต่อต้านการขยายลัทธิอำนาจนิยม พวกเราจะร่วมมือกับประเทศที่มีอุดมการณ์ใกล้เคียงกันร่วมกันรักษากติกาของโลก 

๓. พรรคทางเลือก? พรรคทางออก? เลือกตั้งท้องถิ่นปลายปีนี้ชี้ชะตาพรรค TPP

           พรรคประชาชนไต้หวันหรือพรรค TPP ที่มีนายเคอเหวินเจ๋อ ผู้ว่าการกรุงไทเปคนปัจจุบัน และดำรงตำแหน่งนี้เกือบครบ 2 สมัย ในปลายปีนี้ เป็นผู้ก่อตั้งและหัวหน้าพรรคมาตั้งแต่แรกเริ่ม ซึ่งในการเลือกตั้ง ส.ส. คราวที่แล้ว พรรค TPP ได้รับคะแนนเสียงเกินกว่า 10% กลายเป็นพรรคอันดับ 3 ในไต้หวัน ก้าวสู่พรรคทางเลือกของชาวไต้หวันในขณะนั้น แต่มาถึงตอนนี้ เกจิอาจารย์การเมืองในไต้หวันต่างวิเคราะห์ว่า เป้าหมายของท่านผู้ว่าฯ คงไม่ใช่เพีงแต่พรรคทางเลือกเท่านั้น แต่ต้องการที่จะก้าวสู่การเป็นพรรคการเมืองหลักบนเวทีการเมืองไต้หวัน รวมทั้งก้าวสู่การเป็นพรรคใหญ่อันดับ 2 เบียดแซงพรรคก๊กมินตั๋ง แต่การเลือกตั้งใหญ่ยังคงต้องรออีก 2 ปี ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของนายเคอฯ ตอนนี้ก็คือการวางแผนเลือกตั้งท้องถิ่นที่จะมีขึ้นในปีนี้ เพื่อทดสอบฐานคะแนนเสียงของพรรคในทั่วประเทศ หากประสบความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ การเลือกต้้งใหญ่ในปี 2024 นายเคอฯ ก็จะกลายเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นำไต้หวันลงสนามใหญ่ และเราก็อาจจะได้เห็นการเลือกตั้งประธานาธิบดีไต้หวันที่มีผู้สมัคร 3 คน จาก 3 พรรคการเมือง คือพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า พรรคก๊กมินตั๋ง และพรรค TPP ไม่เหมือนในอดีตที่อาจมีผู้สมัครเกิน 2 คน แต่ที่เหลือจะเป็นผู้สมัครอิสระเสียมากกว่า 

           ในช่วงนี้ก็จะเป็นช่วงการคัดเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าการเมืองและจังหวัดต่าง ๆ ตลอดจนสมาชิกสภาเมืองต่าง ๆ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้แทนต่าง ๆ รวม 9 รายการ ซึ่งจะมีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในวันที่ 26 พ.ย. 2565 ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า ฐานคะแนนเสียงของพรรค TPP และของนายเคอฯ จะเป็นเสียงของกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พรรค TPP ได้จัดทำรายงานพัฒนาอย่างยั่งยืนฉบับที่ 2 ของพรรค มีสาระครอบคลุมนโยบายของพรรคอย่างเช่น การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยของประชาชน ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ รวมไปถึงประเด็นที่เกี่ยวกับสิทธิพลเมืองอายุ 18 ปี ที่จะจัดให้มีการลงคะแนนเสียงรับรองร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านการพิจารณาของสภานิติบัญญัติไปแล้ว โดยจะลงคะแนนเสียงในวันเดียวกันกับวันเลือกตั้งท้องถิ่นด้วย นางไช่ปี้หยู สส. พรรค TPP ย้ำว่า พรรค TPP จะร่วมก้าวไปกับเยาวชนคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน เพื่อร่วมกันพัฒนาไต้หวันให้ก้าวไปอย่างยั่งยืน 

          นางเฉินหว่านฮุ่ย ผอ. วิปพรรค TPP ในสภาฯ เปิดเผยว่า รายงานของพรรคฯ ฉบับนี้ต่อเนื่องมาจากรายงานฉบับปีที่แล้วที่เชื่อมต่อกับประชาคมโลก โดยใช้โครงสร้างมาตรฐาน GRI โดยการส่งแบบสอบถามไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งในและนอกพรรคฯ รวบรวมเป็นประเด็นต่าง ๆ อาทิ “การคลังแห่งชาติ” “ความเป็นธรรมในการมีที่อยู่อาศัยของตนเอง” “สิทธิประโยชน์และความปลอดภัยในการทำงานของผู้ใช้แรงงาน” 

           วิปพรรคทีพีพี ระบุว่า ตอนนี้มี 2 ประเด็นหลักในสภาฯ ได้แก่ ร่างงบประมาณเยียวยา 8.4 แสนล้าน และงบพัฒนาให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนให้เหลือ 0 ภายในปี 2030 ซึ่งเป็นส่นหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2030 หรือ SDGs ของรัฐบาล ปัจจุบันรัฐบาลมีหนี้ท่วมหัวแล้วถึง 6.1 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน เฉลี่ยชาวไต้หวันเป็นหนี้คนละ 1.64 แสนเหรียญไต้หวัน เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีที่แล้ว 6% พรรคทีพีพีมีความเห็นว่า รัฐบาลควรเสนอแผนการชำระหนี้อย่างเป็นรูปธรรม ไม่ควรปล่อยให้การจัดสรรงบพิเศษเป็นการกู้ทีเป็นปกติ ในขณะที่ผลสำเร็จจากการพัฒนาเศรษฐกิจควรที่จะต้องแบ่งปันให้แก่ประชาชนทั่วประเทศได้รับอานิสงส์ ซึ่งพรรคทีพีพีจะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มงวด และแข็งขัน

          ทางด้านนางไช่ปี้หยู ส.ส. พรรค ทีพีพี ระบุว่า “รายงานฉบับนี้ของพรรคฯ นอกจากจะสะท้อนการทบทวนการพัฒนาอย่างยั่งยืนของพรรคทีพีีพีแล้ว แต่ยิ่งเป็นการชี้ว่าไต้หวันควรจะพัฒนาไปในทิศทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างไร เพราะปีนี้ประจวบเหมาะกับเป็นปีที่จะมีการจัดการลงคะแนนเสียงรับรองการแก้ไขรัฐธรรมนูญในประเด็นสิทธิพลเมืองเหลืออายุ 18 ปี และปีแรกแห่งโครงการลดก๊าซคาร์บอนด้วย ซึ่งจะเกี่ยวพันกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างเป็นธรรมแห่งยุคสมัย เพราะฉะนั้นพรรคทีพีพีจะต้องยืนอยู่ข้างคนรุ่นใหม่อย่างแน่นอน ร่วมกันสรรค์สร้างไต้หวันอย่างยั่งยืน” 

            ในช่วงนี้พรรคทีพีพีของนายเคอฯ ได้เสนอชื่อบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดและเมืองต่าง ๆ ในขณะที่ผู้สมัครผู้ว่าการเมืองและจังหวัดต่างๆ  ของพรรคนั้น ยังคงอยู่ในสภาพงมเข็มในมหาสมุทร หากพรรคทีพีพีจะสลัดพ้นจากการเป็นเพียง
“พรรรคทางเลือก” สู่ “พรรคทางออก” หรือพรรคการเมืองหลักในไต้หวัน คงต้องพยายามสร้างฐานคะแนนเสียงในการเลือกตั้งท้องถ่ินปลายปีนี้ให้เข้มแข็งในทุกพื้นที่ทั่วภูมิภาคในไต้หวัน ซึ่งจะเป็นดัชนีสำคัญว่าพรรคทีพีพีจะมีสิทธิลุ้นก้าวเป็นพรรครัฐบาลในอีกสองปีข้างหน้า นั่นหมายความถึงนอนาคตการเมืองท่านผู้ว่าเคอเหวินเจ๋อ จะไปถึงดวงดาวหรือไม่

นายเคอเหวินเจ๋อ ผู้ว่าการกรุงไทเป มีท่าเกาหัวเป็นเอกลักษณ์

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง