:::

กระแสประชาธิปไตย วันจันทร์ที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๕

  • 08 August, 2022
กระแสประชาธิปไตย
สัมนาวิเคราะห์การเยือนเอเชียของประธานสภาผู้แทนราษฎร สหรัฐฯ
กระแสประชาธิปไตย
คุณหลี่ฉงลี่ นักวิจัยสถาบันวิจัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ม. แห่งชาติเจิ้งจื้อ
กระแสประชาธิปไตย
ศ. หยางห้าว แห่งสถาบันบัณฑิตศึกษา ม. เจิ้งจื้อ
กระแสประชาธิปไตย
คุณหลีฉุน รองผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์ WTO และ RTA ประจำสถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว ไต้หวัน

วิเคราะห์การเยือนเอเชียและไต้หวันของนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร สหรัฐฯ 

            ข่าวใหญ่ระดับโลกที่มีเรื่องราวที่เกิดขึ้นในไต้หวันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เห็นจะได้แก่ข่าวการเยือนไต้หวันของนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ของสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นผู้นำระดับสูง เป็นลำดับที่ 3 รองจากประธานาธิบดี และรองประธานาธิบดี แม้จะแวะมาเยือนไม่ถึง 24 ชม. แต่จีนก็มีปฏิกิริยาที่ค่อนข้างรุนแรงทั้งก่อนเยือนและหลังเยือน โดยก่อนเยือนได้ใช้ข้อความที่แข็งกร้าวขู่ทั้งสหรัฐฯ และไต้หวัน อาทิ “อย่าเล่นกับไฟ” “ไม่เชื่อก็ลองดู” ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า การใช้ท่าทีแข็งกร้าวเช่นนี้ยิ่งทำให้นางเพโลซีฯ ต้องเยือนไต้หวันให้ได้ มิเช่นนั้นจะเป็นการเสียหน้า ประกอบกับนางเพโลซีฯ เป็นนักการเมืองสหรัฐฯ ที่มีจุดยืนประชาธิปไตย ปกป้องสิทธิมนุษยชนมาตั้งแต่เป็น ส.ส. สมัยแรก บุกไปถึงปักกิ่งหลังเหตุการณ์เทียนอันเหมินปี 1989 และในปี 1991 นาง ถือป้ายรำลึกผู้เสียสละที่ต้องสูญเสียชีวิตจากเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยที่เรียกว่า เหตุการณ์นองเลือดเทียนอันเหมิน และมีการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด ส่วนการเยือนไต้หวันในครั้งนี้ นอกจากได้เข้าพบผู้นำไต้หวัน รับมอบเครื่องอิสริยาภรณ์จากผู้นำไต้หวัน พบรองประธานสภานิติบัญญัติและผู้นำพรรคการเมืองต่าง ๆ ในสภา แล้ว ยังได้พบพูดคุยกับนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธมนุษยชนอีกหลายท่านอย่างเช่นนายหลี่หมิงเจ๋อ ที่ถูกทางการจีนจับกุมขังคุกนานหลายปี เพิ่งได้รับอิสระภาพเมื่อเร็ว ๆ นี้ นายหลินหยงจี เจ้าของร้านหนังสืออิสระที่ขายหนังสือทุกประเภทในฮ่องกง จนถูกทางการจีนเพ่งเล็งและตั้งข้อหาเป็นภัยต่อความมั่นคงจนต้องขอลี้ภัยการเมืองมาไต้หวัน นายอู๋เอ่อร์ไคซี อดีตผู้นำนักศึกษาเหตุการณ์เทียนอันเหมิน 

นางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร สหรัฐฯ (ชุดชมพู) รับมอบเครื่องอิสริยาภรณ์จาก ปธน. ไช่ฯ (ขวา) 

           หลังจากที่นางเพโลซี เดินทางออกจากไต้หวัน จีนได้ประกาศจัดการซ้อมรบครั้งใหญ่รอบเกาะโดยการยิงกระสุนจริง เล็งเป้าไปยัง 6 เขตรอบไต้หวัน ต่อมาก็เพิ่มอีก 1 เขต เป็น 7 เขต การซ้อมรบครั้งนี้นานถึง 3 วัน และเพิ่มอีก 1 วัน โดยสิ้นสุดการซ้อมยิงกระสุนจริงตอน 10.00 น. ของว้นนี้ (8 ส.ค.) ขยายจากเดิมถึง 22 ชม. การซ้อมรบของจีนในครั้งนี้ มีขนาดและใกล้กับไต้หวันมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา แต่ภายในของไต้หวันเองมิได้มีความตื่นตระหนกหรือตกใจเกี่ยวกับการซ้อมรบของจีนแต่อย่างใด ส่วนกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มีการเตรียมพร้อมในที่ตั้งและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ประชาชน ในส่วนของนักวิชาการในไต้หวันได้จัดสัมนาวิเคราะห์การเยือนเอเชียของนางเพโลซี ฯ โดยเน้นที่การเยือนไต้หวัน ที่จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างช่องแคบไต้หวัน และความสัมพันธ์ระหว่าง 3 ฝ่าย คือไต้หวัน สหรัฐฯ จีน โดยเชิญนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญรวม 5 ท่าน ร่วมวิเคราะห์แบบเจาะลึก มีผู้ให้ความสนใจมากกว่า 150 คน ซึ่งจัดขึ้นโดยศูนย์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิ้งจื้อ หรือ NCCU ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าของไต้หวัน มี ศ. โค้วเจี้ยนเหวิน ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และอาจารย์พิเศษคณะรัฐศาสตร์ สถาบันบัณฑิตศึกษาเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติเจิ้งจื้อ เป็นผู้ดำเนินรายการ ใช้เวลาสั้น ๆ เพียง 2 ชม. เพื่อวิเคราะห์การเยือนไต้หวันของนางเพโลซีฯ 

คุณหยางห้าว สถาบันบัณฑิตศึกษา ม. เจิ้งจื้อ

          ศ. หยางห้าว แห่งสถาบันบัณฑิตศึกษา ม. เจิ้งจื้อ วิเคราะห์ว่า วิกฤตที่เกิดขึ้นจากการเยือนไต้หวันของนางเพโลซี มองในแง่ของวิชาการแล้ว จะเห็นได้ว่า มีความพยายามที่จะปล่อยข่าวลือ หรือข่าวปลอมเพื่อบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน จึงไม่ควรเชื่อข่าวปลอมง่าย ๆ ควรตรวจสอบให้ดีเสียก่อน ๆ ที่จะแชร์ออกไป

          นอกจากนี้ เขายังบอกว่า จีนนอกจากจะกดดันและกดฐานะการเมืองประชาธิปไตยของไต้หวันแล้ว ยังก่อให้เกิดภัยคุกคามต่อการค้าและพลังงานของนานาชาติด้วย หากเราเป็นกรรมการสอบ ไม่ต้องไปมองว่าจีนได้มาตรฐานหรือไม่ แต่ใช้วิธีตัดคะแนน ตอนนี้จีนถูกตัดคะแนนจนติดลบไปเยอะแล้ว ซึ่งคาดว่าจะเป็นความท้าทายหลังจากที่เข้าเป็นสมาชิกแล้ว 

          นอกจากนี้ คุณหยางห้าว ยังบอกว่า แม้จะมีผู้คนบางส่วนเอาผลสำเร็จทางเศรษฐกิจมาโจมตีนโยบาย “มุ่งใต้ใหม่” ของรัฐบาล ที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่นโยบายนี้สร้างคุณงามความดีให้แก่ความร่วมมือด้านการเกษตร ด้านความปลอดภัยอาหาร และด้านการสาธารณสุขในอาเซียน ซึ่งน่าจะเป็นส่วนที่ให้คะแนนบวกสำหรับการที่ไต้หวันจะเข้าเป็นสมาชิกของ CPTPP  

          คุณหยางห้าว ระบุอีกว่า ห่วงโซ๋อุปทานไม่เพียงแต่เฉพาะอุตสาหกรรมแผ่นชิปเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง “ห่วงโซ่เพื่อความอยู่รอด” ในการพัฒนาสังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านด้วย ส่วนไต้หวันก็ยังสามารถอาศัยนโยบายและผลสำเร็จที่เป็นรูปธรรมมายืนยันตำแหน่งใน “ห่วงโซ่เพื่อความอยู่รอด” ของไต้หวันได้เป็นอย่างดีอีกด้วย 

คุณหลีฉุน รองผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์ WTO และ RTA ประจำสถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว  ไต้หวัน

        ส่วนคุณหลีฉุน ในฐานะรองผู้อำนวยการอาวุโสศูนย์ WTO และ RTA ประจำสถาบันวิจัยเศรษฐกิจจงหัว  ไต้หวัน มีความเห็นว่า จริง ๆ แล้ว “นโยบายมุ่งใต้ใหม่” ก็คือ “ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิก” ฉบับไต้หวัน ดีกว่าที่จะมองตาปริบ ๆ รอใหสหรัฐฯ รับไต้หวันเข้าร่วมด้วย ไต้หวันควรทำให้ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกของตนประสบความสำเร็จก่อนจะดีกว่า ซึ่งจะสามารถสร้างโอกาสและพื้นฐานให้แก่การเข้าเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกของสหรัฐฯ

คุณหลี่ฉุงลี่ นักวิจัยศูนย์วิจัยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ม. แห่งชาติเจิ้งจื้อ ไต้หวัน 

 

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง