:::

RTI Radio Taiwan InternationalRTI Radio Taiwan Internationalชีพจรเศรษฐกิจ วันพฤหัสบดีที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๕

  • 08 July, 2022
ชีพจรเศรษฐกิจ
สภาอุตสาหกรรมแห่งชาติ ไต้หวัน
ชีพจรเศรษฐกิจ

๑. ขึ้นค่าแรง/ค่าไฟฟ้า ซ้ำเติมภาระนายจ้าง? 

            กระทรวงเศรษฐการไต้หวันได้ประกาศปรับขึ้นค่าไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนนี้อีกสูงสุดไม่เกิน  15% ทำให้หลาย ๆ ฝ่ายจับจ้องไปที่การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำว่าจะมีการปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือจะปรับเพิ่มขึ้นเท่าใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคธุรกิจที่ต้องแบกรับภาระต่าง ๆ ที่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าก็ปรับตัวสูงขึ้น นายหลี่อวี้เจีย นายกสมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SME ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า แม้ร้านค้าเล็ก ๆ จะไม่มีการปรับขึ้นค่าไฟฟ้าก็ตาม แต่ เอสเอ็มอี ต้องได้รับผลกระทบจากโรคระบาดอย่างรุนแรง ทำให้การไปพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำในตอนนี้ จึงมีแรงกดดันค่อข้างสูง เป็นไปไม่ได้ที่จะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำอีก 5% อย่างง่าย ๆ เหมือนปีที่แล้ว ส่วนคุณเหออวี่ กรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งชาติไต้หวันก็ระบุว่า ปัจจุบัน สถานการณ์เศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศยังอึมครึม จึงควรรอให้มีการเปิดการประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ แล้วมาพิจารณาจากสถานการณ์จริงในตอนนั้น จะเหมาะสมที่สุด 

           ทั้งนี้ กระทรวงเศรษฐการไต้หวันได้ประกาศปรับขึ้นค่าไฟฟ้าเฉลี่ย 8.4% ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ปรับขึ้นสูงสุด 15% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นสูงกว่าที่ภาคธุรกิจได้คาดไว้ในตอนแรกมากทีเดียว จนเจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ในไต้หวันต่างร้องกันระงม และในช่วงต่อไปก็จะมีการประชุมพิจารณาค่าแรงขั้นต่ำในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจากรัฐบาลประธานาธิบดีไช่ฯ มีนโยบายที่จะปรับขึ้นค่าจ้างขึ้นต่ำทุกปี ทำให้หลาย ๆ ฝ่ายต่างจับตามองเป็นพิเศษว่า หลังการขึ้นค่าไฟอย่างมากในคราวนี้แล้ว ในปีหน้าจะขึ้นค่าแรงขั้นต่ำหรือไม่ ซึ่งยังคงต้องลุ้นต่อไป แม้ผู้นำไต้หวันจะประกาศย้ำหลายครั้งหลายหนว่า จะพยายามขจัดอุปสรรคขวากหนามทุกอย่างเพื่อปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในปีหน้าให้ได้ตามคำมั่นที่เคยให้ไว้ว่า จะปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำทุกปี 

นายหลี่อวี้เจีย นายกสมาคมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SME

           คุณหลี่อวี้เจีย ระบุว่า ตอนนี้ที่เห็นก็คือหลายบริษัทเอสเอ็มอีกำลังพูดคุยกันเกี่ยวกับการรับพนักงานเพิ่ม และยังบอกว่าจะขึ้นเงินเดือน 5% และ 10% เพิ่มสวัสดิการต่าง ๆ เสมือนสภาวะเศรษฐกิจกำลังโชติช่วงชัชวาลย์ ส่วนร้านค้าย่อยแม้จะไม่มีการขึ้นค่าไฟ แต่สถานการณ์โควิดปีที่แล้วค่อนข้างรุนแรง ทำให้ร้านค้าย่อยและ เอสเอ็มอี บางส่วนต่างตกอยู่ในภาวะยากลำบาก จึงมีแรงกดดันเป็นอย่างมากที่จะมีการพิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ เขาระบุอีกว่า "แน่นอนว่าเราต้องเสริมสวัสดิการให้แก่พนักงานของเรา แต่ร้านค้าย่อยจะรับมืออย่างไร ตอนนี้เราคงต้องสงวนความเห็นไว้ก่อน ขึ้นรวดเดียว 5% กว่า เพราะการปรับขึ้นมากมายขนาดนี้ น่าจะเป็นช่วงที่เศรษฐกิจดีเยี่ยม" 

            เขาย้ำว่า ถึงแม้จะมีการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำก็ตาม แต่ก็ไม่ควรเป็นไปในลักษณะที่เท่ากันหมด อุตสาหกรรมบางประเภทอาจรับไม่ได้ ต้องมีมาตรการรับมือทั้งชุดเพื่อแก้ปัญหาที่อาจตามมา

             คุณเหออวี่ กรรมการบริหารสภาอุตสาหกรรมแห่งชาติ ไต้หวัน มีความเห็นว่า ตอนนี้ทางสภาอุตสาหกรรมไม่มีความคิดเห็นใด ๆ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจในประเทศมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทุกอย่างยังคงอึมครึมไม่เป็นที่แน่ชัด ควรรอให้มีการกำหนดวันเวลาในการประชุมพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำเสียก่อน เมื่อถึงตอนนั้น ก็ต้องพิจารณาตามสถานการณ์ในขณะนััน แล้วค่อยเสนอความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา เขาระบุอีกว่า สภาอุตสาหกรรมมีความเห็นว่า ควรปรับขึ้นค่าไฟอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่รัฐบาลก็ปรับขึ้นทีเดียวมากมายขนาดนี้ ถึงสูงสุด 15% หากในอนาคตรัฐบาลยังคงดื้อดึงไม่ฟังเสียงทัดทานจากผู้ประกอบการบ้าง ก็คงต้องรับผิดชอบทางการเมืองของตน 

๒. ส่งเสริมเอกชนร่วมโครงการของรัฐมูลค่า 2.245 แสนล้าน เน้นระบบดูแลผู้สูงวัยระยะยาว 

             สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา การเข้าร่วมโครงการพัฒนาภาครัฐของภาคเอกชนคึกคักเป็นพิเศษ เมื่อรัฐบาลจัดมหกรรมดึงดูดภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการของรัฐ ซึ่งมีมูลค่ารวมถึง 2.245 แสนล้านเหรียญไต้หวัน โดยนายเสิ่นหยงจิน รองนายกรัฐมนตรีไต้หวัน สาธารณรัฐจีส ได้กล่าวเปิดงานว่า ตอนนี้รัฐบาลได้เปิดโอกาสทางธุรกิจให้แก่ภาคเอกชนเข้าร่วมถึง 2.245 แสนล้านเหรียญไต้หวัน การเข้าร่วมลงทุนของภาคเอกชนอย่างคึกคักเช่นนี้ คาดว่าในปีนี้เม็ดเงินจากภาคเอกชนไต้หวันจะพุ่งสูงขึ้นทุบสถิติอีก นอกจากนี้ เพื่อดึงเม็ดเงินจากภาคเอกชนให้ลงทุนทางด้านระบบดูแลผู้สูงวัยระยะยาว ในงานยังได้จัดโซนพิเศษสำหรับกิจการประเภทดังกล่าว ซึ่งได้ลงนามสัญญาร่วมลงทุนแล้วถึง 2 ่โครงการ และยังมีอีกถึง 18 โครงการ กำลังเจรจาเงื่อนไขการลงทุนและประเมินการลงทุน คาดว่าจะมีเม็ดเงินอัดเข้าสู่ระบบการดูแลผู้สูงวัยระยะยาวอีกจำนวนมาก 

          “นิทรรศการชักชวนภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการสาธารณูปโภค 2022” ได้มอบรางวัลเอกชนดีเด่นและลงนามสัญญาการให้เงินอุดหนุน จนถึงขณะนี้มีองค์กรภาคเอกชนถึง 18 แห่ง ที่รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลไปแล้ว 400 ล้าน หน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดเมื่อปีที่แล้ว ได้แก่ ส่วนกลางประกอบไปด้วย กระทรวงคมนาคม เศรษฐการ ส่วนท้องถิ่นได้แก่ กรุงไทเป 

ศูนย์แสดงสินค้าหนานกั่ง ไทเป

             รองนายกรัฐมนตรีเสิ่นฯ ระบุว่า รัฐบาลให้ความสำคัญเป็อย่างมากต่อการเข้าร่วมโครงการสาธารณูปโภคของภาคเอกชน ซึ่งปีที่แล้วได้มีการจัดตั้งหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของสภาบริหารโดยตรงขึ้น เพื่อผลักดันแผนงานดังกล่าว ซึ่งประกอบไปด้วยโครงการทำน้ำจืด องค์กรดูแลผู้สูงวัยระยะยาว และโรงงานเผาขยะ เป็นแผนงานหลัก ชักจูงและประสานงานความร่วมร่วมมือระหว่างส่วนกลางกับส่วนท้องถิ่น ทำให้ภาคเอกชนเข้าร่วมโครงการของรัฐบาลเมื่อปีที่แล้วจำนวนสูงถึง1.888 แสนล้านเหรียญไต้หวัน ทุบสถิติที่เคยมีมา 

            ท่านรองนายกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า แผนชักจูงภาคเอกชนร่วมลงทุนโครงการของรัฐมีรูปแบบวิธีการที่หลากหลาย อาทิ โครงการศูนย์นวกรรมดิจิทัลกรุงไทเป การปรับปรุงอุปกรณ์ป้องกันมลภาวะที่เจียอี้ โรงงานเผาขยะที่ผิงตง และยังมีโครงการผังเมืองใหม่ทั่วเกาะไต้หวัน และสิทธิการใช้ประโยชน์จากที่ดิน 

           รองนายกฯ เสิ่นฯ ระบุอีกว่า งานในครั้งนี้ได้รวบรวมแผนงานต่าง ๆ ของส่วนกลางจำนวน 7 โครงการ และส่วนท้องถิ่นอีก 10 โครงการ ครอบคลุมด้านการคมนาคม การดูแลผู้สูงวัยระยะยาว การกีฬา การศึกษาและวัฒนธรรม ซึ่งเป็นโครงการสาธารณูปโภคของรัฐบาลไต้หวัน รวม 82 โครงการ คาดว่าจะสามารถดึงดูดการเม็ดเงินการลงทุนจากภาคเอกชนได้รวมทั้งสิ้นถึง 2.245 แสนล้านเหรียญไต้หวัน ซึ่งเชื่อว่าภายใต้การเข้าร่วมลงทุนของภาคเอกชนจำนวนมหาศาลเช่นนี้ ในปีนี้คาดว่าจะทุบสถิติอีกครั้งอย่างแน่นอน 

           นอกจากนี้ แผนงานความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลังกับกระทรวงสาธารณสุข งานในปีนี้ได้จัดโซนพิเศษสำหรับโครงการดูแลผู้สูงวัยระยะยาว เพื่อให้บริการและสนองข้อมูล กฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแก่ผู้สนใจอย่างเต็มที่ เพื่อให้เอกชนได้เข้าร่วมโครงการเหล่านี้พัฒนาให้มีคุณภาพ เมื่อไต้หวันต้องเผชิญหน้ากับสังคมผู้สูงวัย รองนายกฯ เสิ่นฯ ระบุอีกว่า อาศัยการส่งเสริมการเข้าร่วมของภาคเอกชนผลักดันแผนการภาคบริการดูแลผู้สูงวัยระยะยาว ให้มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับได้ ปัจจุบันก็มี 2 โครงการแล้วที่ทำสัญญากันไปแล้ว ส่วนอีก 18 โครงการยังอยู่ในระหว่างการศึกษาประเมินความเป็นไปได้ ซึ่งหวังว่าจะสามารถพัฒนาองค์กรดูแลผู้สูงวัยระยะยาวให้มีคุณภาพดีขึ้น ภายใต้การร่วมลงทุนของภาคเอกชและการบริการนวตกรรม

             รองนายกฯ เสิ่นฯ ย้ำในตอนท้ายว่า โครงการสาธารณูปโภคจะทำให้การเติบโตของชาติเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและมั่นคง เสริมความผาสุกให้แก่ประชาชนและวางรากฐานให้แก่ภาคอุตสาหกรรมของไต้หวัน หวังว่าหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจะร่วมผลักดันโครงการเข้าร่วมลงทุนของภาคเอกชน ผลักดันแผนการต่าง ๆ ต่อไป เพิ่มการลงทุนในไต้หวัน ยอมรับในไต้หวัน การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชนก็จะเป็นไปโดยราบรื่น ให้ไต้หวันก้าวไปข้างหน้าต่อไป

นายเสิ่นหยงจิน รองนายกรัฐมนตรีไต้หวัน 

 

 

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง