ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2563

  • 18 September, 2020
  • อโศก ศรีจันทร์
นายปาราเมศ แสนจันทร์ แรงงานไทยเมาสุราใช้ชะแลงเหล็กตีหัวเพื่อนร่วมชาติเสียชีวิต

1. เมืองต่างๆ ไม่ยอมให้นายจ้างนอกพื้นที่เข้าพักโรงแรมกักโรค ทำแรงงานต่างชาติต้องออกันอยู่ในต่างประเทศ เพื่อรอคิวเดินทางเข้าไต้หวัน

        แม้ไต้หวันจะอนุญาตให้แรงงานต่างชาติต่ออายุการทำงานระยะสั้นต่อไปได้ แต่ต้องทำงานกับนายจ้างรายเดิมเท่านั้น ขณะที่เศรษฐกิจหลังซบเซาไปหลายเดือนเริ่มฟื้นตัว ผู้ประกอบการต้องการนำเข้าแรงงานต่างชาติเพิ่มขึ้น แต่ต้องประสบปัญหาโรงแรมกักโรคสำหรับแรงงานต่างชาติมีไม่เพียงพอ

สภาพของโรงแรมกักโรคราคาห้องละประมาณ 2,000 เหรียญไต้หวันต่อคืน

        จากกรณีที่นายจ้างจำนวนมาก จองห้องพักโรงแรมกักโรคต่างพื้นที่ โดยเฉพาะภาคกลางและภาคใต้ ซึ่งมีราคาห้องพักถูกกว่า เพื่อใช้เป็นสถานที่กักตัวของแรงงานต่างชาติที่ตนนำเข้า ส่งผลให้นายจ้างในพื้นที่ไม่สามารถจองห้องพักโรงแรมกักโรคให้กับแรงงานที่ตนนำเข้าได้ ประกอบกับเกรงว่าจะเป็นการเพิ่มความเสี่ยงและอาจเป็นช่องโหว่ในการป้องกันโรคโควิด-19 เมืองต่างๆ ประกาศอนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่นำเข้าโดยผู้ประกอบการในพื้นเท่านั้นเข้าพักในโรงแรมกักโรคได้ ห้ามผู้ประกอบการนอกพื้นที่ใช้บริการ ส่งผลให้นายจ้างจำนวนมากที่ต้องการจะนำเข้าแรงงานต่างชาติอย่างเร่งด่วนประสบความเดือดร้อน เพราะไม่มีโรงแรมกักโรคให้แรงงานต่างชาติเข้าพัก แรงงานต่างชาติจำนวนมากจึงต้องรอการเดินทางอยู่ในต่างประเทศ ยังไม่สามารถเดินทางเข้าไต้หวันได้ตามกำหนดเวลา

แรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานก่อสร้างที่นครไทจง (ภาพจาก บจง. Yang Luck)

        กองแรงงนครไถหนานแถลงว่า ปัจจุบันภาคการผลิตจะต้องมีหนังสือแผนการกักตัวเพื่อสังเกตอาการและหนังสือรับรองการจองห้องพักจากโรงแรมกักโรค ยื่นต่อกระทรวงแรงงานพิจารณา หลังได้รับการอนุมัติแล้ว จึงจะยื่นขอวีซ่าเข้าเมืองนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ต่อไป โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นครไถหนานนำเข้าแรงงานต่างชาติแล้ว 106 คน เดือนกรกฎาคม 116 คน สิงหาคมมากกว่า 800 คนที่รอการเดินทาง มีความจำเป็นต้องใช้ห้องพักจำนวนมาก

แรงงานต่างชาติเดินทางเข้าไต้หวันน้อย เพราะเมืองต่างๆ ไม่ยอมให้นายจ้างนอกพื้นที่จองห้องพักโรงแรมกักโรค 

        นายลวี่สีอาน นายกสมาคมการจัดหางานนครเกาสงกล่าวว่า บริษัทจัดหางานขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ได้เตรียมห้องพักสำหรับการกักตัวแรงงานต่างชาติที่ได้มาตรฐานเป็นของตนเองอยู่แล้ว แต่กระทรวงแรงงานกำหนดให้จะต้องตรวจสอบมาตรฐานห้องพักกักโรคทุกครั้งไป แรงงานต่างชาติคนละชุดไม่สามารถใช้สถานที่กักโรคที่เดียวกันได้ ทำให้เสียเวลาในการรอให้เจ้าหน้าไปตรวจสอบครั้งใหม่ เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แรงงานต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้าไต้หวันได้อย่างราบรื่นและต่อเนื่อง นอกจากนี้ นับตั้งแต่เดือนสิงหาคมเป็นต้นมา เมืองต่างๆ ได้แก่เถาหยวน ซินจู๋ ไทจง จางฮั่ว เจียอี้ ไถหนานและเกาสง ได้ประกาศห้ามแรงงานต่างชาตินอกพื้นที่เข้าพักโรงแรมกักโรคของตน รวมถึงศูนย์บัญชาการควบคุมโรคของไต้หวัน ประกาศมาตรการเข้มงวดมากขึ้นสำหรับมาตรฐานของโรงแรมกักโรคตั้งแต่วันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา ยิ่งส่งผลให้โรงแรมกักโรคที่ได้มาตรฐานใหม่ไม่เพียงพอกับความต้องการ และขึ้นราคาห้องพักจากเดิมห้องละ 1,500 เหรียญต่อคืน เพิ่มเป็น 2,000-2,500 เหรียญต่อคืน แรงงานต่างชาติต้องออกันอยู่ในต่างประเทศ เพื่อรอห้องพักโรงแรมกักโรค จากนั้นจึงจะขอวีซ่าเดินทางเข้าไต้หวันได้ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการที่กิจการเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัว แต่ไม่สามารถนำเข้าแรงงานต่างชาติได้เพราะปัญหาสถานที่กักโรคไม่เพียงพอ

สภาพของโรงแรมกักโรคราคาห้องละประมาณ 2,000 เหรียญไต้หวันต่อคืน

2. สุราพาไป! คนงานไทยเมาสุรา ใช้เหล็กชะแลงตีหัวเพื่อนร่วมห้องจนตาย ศาลไทจงตัดสินจำคุก 11 ปี 2 เดือน

      คดีที่นายปาราเมศ แสนจันทร์ แรงงานไทยอายุ 42 ปี มาจากจังหวัดอุบลราชธานี ดื่มสุราและมีปากเสียงกับเพื่อนร่วมงานชาติเดียวกัน คว้าเหล็กชะแลงถอนตะปู กระหน่ำตีที่หัวและแทงไปที่คอของนายธนาวัฒน์ วงศรีทา อายุ 39 ปี มาจากจังหวัดอุดรธานี ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส กรามแหลก หัวถูกตีจนเละ และที่สำคัญคือถูกแทงที่คอจนเลือดไหลไม่หยุดเสียชีวิตคาที่ เพื่อนแรงงานไทยในหอพัก ได้แจ้งนายจ้างและนายจ้างโทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจเดินทางมาถึงจับกุมนายปาราเมศดำเนินคดีในข้อหาฆ่าคนตาย ศาลท้องถิ่นไทจงตัดสินจำคุกจำเลยเป็นเวลา 11 ปี 2 เดือน เมื่อพ้นโทษแล้ว ให้เนรเทศกลับประเทศ ห้ามเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันตลอดไป

นายปาราเมศ แสนจันทร์ แรงงานไทยเมาสุราใช้ชะแลงตีหัวเพื่อนร่วมชาติเสียชีวิต ศาลไทจงตัดสินจำคุก 11 ปี 2 เดือน

      คดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 15 พ.ย. 62 ที่โรงงานผลิตเหล็กชะแลงที่ใช้ถอนตะปูในไซต์งานก่อสร้าง ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมไถ้ผิง เขตไถ้ผิง นครไทจง ว่าจ้างคนงานไทยชาติเดียว 5 คน ก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 ชั่วโมง นายปาราเมศและผู้ตายคือนายธนาวัฒน์ ต่างนั่งดื่มสุราในห้องนั่งเล่นภายในหอพัก เมื่อเมาได้ที่ นายธนาวัฒน์กล่าวหานายปาราเมศว่าเปิดเครื่องเสียงดังรบกวนโสตประสาท และทำท่าจะตี ทำให้ทั้งสองเกิดมีปากเสียง นายปาราเมศบันดาลโทสะ คว้าเหล็กชะแลงถอนตะปู ผลิตภัณฑ์ของบริษัท ซึ่งวางอยู่ในห้องเป็นจำนวนมาก กระหน่ำตีที่หัวและแทงไปที่คอของนายธนาวัฒน์ ทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัส กรามแหลก หัวถูกตีจนเละ และที่สำคัญคือถูกแทงที่คอจนเลือดไหลไม่หยุด จากนั้นทิ้งให้นายธนาวัฒน์นอนจมกองเลือดร่วม 2 ชั่วโมง หลังเกิดเหตุ นายปาราเมศยังเดินกลับไปที่ห้องนอนเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปื้อนไปด้วยคราบเลือด แล้วเดินกลับมาที่เกิดเหตุ นั่งจิบเบียร์อย่างอารมณ์เย็น จนกระทั่งเพื่อนแรงงานไทยในหอพักมาพบเห็น ได้แจ้งนายจ้างและนายจ้างโทรศัพท์แจ้งความ ตำรวจเดินทางมาถึงจับกุมนายปาราเมศ ซึ่งอยู่ในอาการเมาจัดพูดคุยกันไม่รู้เรื่อง ในข้อหาฆ่าคนตาย หลังไปถึงโรงพักตำรวจจับเป่าลมเพื่อตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ พบสูงถึง 0.67 mg/l

นายปาราเมศ แสนจันทร์ แรงงานไทยเมาสุราใช้ชะแลงตีหัวเพื่อนร่วมชาติเสียชีวิต ศาลไทจงตัดสินจำคุก 11 ปี 2 เดือน

      หลังสร่างเมาและรู้ว่าฆ่าเพื่อนเสียชีวิต นายปาราเมศรู้สึกตกใจอ้างว่า ตนไม่มีเจตนาจะฆ่าและไม่ได้แทงที่คอของผู้ตาย เพียงใช้ชะแลงตีที่หัวเพื่อสั่งสอน ไม่นึกว่าจะทำให้นายธนาวัฒน์เสียชีวิต ผู้พิพากษาศาลท้องถิ่นไทจงแถลงว่า จำเลยใช้เหล็กชะแลงกระหน่ำทบตีที่หัวผู้ตายหลายทีและยังแทงไปที่คอ เป็นเหตุให้เสียชีวิต หลังนอนแน่นิ่งแล้ว ทิ้งผู้ตายนอนจมกองเลือดเป็นเวลาร่วม 2 ชั่วโมง โดยเปิดกระป๋องเบียร์ดื่มต่อ จนกระทั่งผู้ตายสิ้นลมหายใจแล้ว เพื่อนๆ ในโรงงานมาพบเห็นแจ้งนายจ้าง เรียกรถพยาบาลส่งผู้ตายไปรักษาที่โรงพยาบาล ซึ่งแพทย์ไม่สามารถช่วยชีวิตคืนมาได้ แม้หลังเกิดเหตุ ตำรวจจับตัวนายปาราเมศไปที่โรงพักและเป่าลมเพื่อตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจ พบสูงถึง 0.67 mg/l แต่พฤติกรรมที่ทำร้ายเพื่อนร่วมชาติอย่างเลือดเย็นดังกล่าว ผู้พิพากษาจึงตัดสินจำคุกจำเลยเป็นเวลา 11 ปี 2 เดือน

      สุราจัดได้ว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของแรงงานไทยในไต้หวัน ในอดีต 10 ปีให้หลัง สมัยที่แรงงานไทยยังมีจำนวนมากนั้น เมื่อมีข่าวอาชญากรรมหรือฆ่ากันตาย ส่วนใหญ่จะเกี่ยวพันกับแรงงานไทย ระยะหลัง แรงงานเวียดนามมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น แรงงานไทยลดน้อยลง จึงได้เสียตำแหน่งแชมป์ให้กับแรงงานเวียดนาม แต่หากเทียบอัตราส่วนกับยอดจำนวนแล้ว แรงงานไทยที่ก่อคดีอาชญากรรมและอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากฤทธิ์น้ำเมา ยังคงครองแชมป์ในบรรดาแรงงานต่างชาติในไต้หวันทั้ง 4 ชาติ

      การดื่มสุราเป็นประจำและดื่มจัด นอกจากจะเสียเงินและส่งผลต่อสุขภาพแล้ว ยังมีผลกระทบต่อสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนควบคุมสติและการตัดสินใจ ดังนั้นคนที่เมาสุราจึงเกิดเกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตหรือพิกลพิการได้ง่าย และมักจะหาเรื่องทะเลาวิวาทกับผู้อื่นเป็นประจำ ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อคนรอบข้างด้วยเช่นกัน และจำนำไปสู่การฆาตกรรม

      จึงเตือนมาด้วยความหวังดีว่า ควรลดละเลิกในการดื่มสุรา ด้วยการขจัดค่านิยมว่าลูกผู้ชายต้องดื่มสุรา ทำกิจกรรมที่ทำให้เกิดความสุขและผ่อนคลายแก่ตนเอง เช่น ดนตรี เล่นกีฬาเบาๆ ทำงานศิลปะ เป็นต้น หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เสี่ยง หรือตัวกระตุ้นเร้าให้อยากดื่ม เช่น ร้านขายสุรา เพื่อนที่ดื่ม หรือชวนไปปาร์ตี้ เป็นต้น บอกกับบุคคลในครอบครัวและคนใกล้ชิดว่าตนกำลังเลิกสุรา ช่วยเป็นกำลังใจให้ด้วย ปฏิเสธเพื่อนที่มาชวนดื่มว่า ตนกำลังมีปัญหาสุขภาพ อยากจะลด ละ เลิกการดื่มสุราลง

สุราจัดได้ว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตและเกิดอุบัติเหตุอันดับต้นๆ ของแรงงานไทยในไต้หวัน

3. คนงานเวียดนามพกกระสุนปืนไรเฟิลเที่ยวเกาะจินเหมิน ขณะผ่านด่านสนามบินถูกจับดำเนินคดี

            เมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมานี้ แรงงานเวียดนามคนหนึ่งเดินทางไปเที่ยวเกาะจินเหมินกับนายจ้างและเพื่อนๆ ในโรงงาน ขากลับถูกตำรวจคนเข้าเมืองที่ท่าอากาศยานจินเหมิน ถูกตรวจพบในกระเป๋าสะพายข้างมีกระสุนปืนยาวหรือปืนไรเฟิล 1 นัด ถูกจับส่งดำเนินคดี ข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาวุธปืน หน่วยงานตรวจสอบสันนิษฐานเป็นกระสุนของปืนที่ใช้ในกองทัพเวียดนาม แรงงานเวียดนามรายนี้อ้างว่า กระสุนปืนดังกล่าวเป็นของที่ระลึกจากเพื่อนชาวเวียดนาม ตนหวงแหนมิตรภาพของเพื่อนเป็นอย่างมาก จึงพกติดตัวเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน โดยไม่รู้ว่า การมีกระสุนปืนไว้ในครอบครองเป็นเรื่องผิดกฎหมาย

ท่าอากาศยานจินเหมิน

           แรงงานเวียดนามรายนี้ อายุเพียง 19 ปี เดินทางมาทำงานที่ไต้หวันเมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ได้ไปเที่ยวเกาะจินเหมิน ตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน ซึ่งเป็นทริปท่องเที่ยว 2 คืน 3 วันที่ทางโรงงานจัดเป็นสวัสดิการให้พนักงานทั้งหมด หลังสิ้นสุดทริปท่องเที่ยวเตรียมเดินทางกลับไต้หวันเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา ขณะผ่านด่านตรวจสัมภาระผู้โดยสารที่สนามบินจินเหมิน เจ้าหน้าที่ตรวจพบในกระเป๋าสะพายของแรงงานเวียดนามรายนี้มีกระสุนปืนไรเฟิล 1 นัด ถูกจับดำเนินคดี แรงงานเวียดนามรายนี้ให้การว่า เป็นกระสุนปืนที่เพื่อนสนิทมอบให้เป็นของขวัญ ตนได้พกติดตัวเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันได้ โดยไม่รู้ว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย จากการตรวจสอบพบว่าไม่ใช่เป็นกระสุนปืนที่ใช้ในหน่วยงานของไต้หวัน แต่ดูเหมือนเป็นกระสุนของปืนที่ใช้ในกองทัพเวียดนาม และที่ทำให้เจ้าหน้าที่ตะลึงก็คือ กระสุนปืนดังกล่าว ผ่านด่านตรวจท่าอากาศทั้งที่เวียดนามและในไต้หวันได้อย่างไร หากเป็นเช่นนั้นจริง แสดงว่า มาตรการตรวจสอบความปลอดภัยในท่าอากาศยาน มีช่องโหว่ที่ต้องหาทางอุดโดนด่วน

           เนื่องจากเมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ ตำรวจเถาหยวนเพิ่งจะตรวจพบและจับกุมแรงงานเวียดนามรายหนึ่งได้ที่ห้องเช่า ข้อหามีอาวุธดัดแปลงหลายกระบอกและกระสุนปืนอีกจำนวนมากไว้ในครอบครอง ทำให้ตำรวจจินเหมิน ไม่กล้าชะล่าใจ จะดำเนินตรวจสอบที่มาของกระสุนปืนดังกล่าว พร้อมทั้งส่งแรงงานเวียดนามรายนี้ให้อัยการดำเนินคดี ข้อหาฝ่าฝืนกฎหมายควบคุมอาวุธปืน วัตถุระเบิดและอาวุธมีคมต่อไป

คนงานเวียดนามพกกระสุนปืนไรเฟิลเที่ยวเกาะจินเหมิน ขณะผ่านด่านสนามบินถูกจับดำเนินคดี

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง