ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2563

  • 25 September, 2020
  • อโศก ศรีจันทร์
ลูกน้องของอาหงเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ตั้งเป็นแก๊งทวงหนี้

1. ข่าวดี! แรงงานต่างชาติทำงานครบกำหนด 12 หรือ 14 ปี ระหว่าง 17 ก.ย.-17 มี.ค. 64 อนุญาตให้ขยายการต่อสัญญาได้อีก 6 เดือน     

      กฎหมายการจ้างงานของไต้หวันกำหนดให้แรงงานต่างชาติภาคการผลิตสามารถทำงานในไต้หวันได้ รวมสะสมแล้วไม่เกิน 12 ปี ส่วนแรงงานต่างชาติภาคสวัสดิการสังคม ได้แก่ผู้อนุบาลหรือผู้ช่วยงานบ้าน ทำงานในไต้หวันรวมสะสมแล้วไม่เกิน 14 ปี แต่เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 เพื่อลดความเสี่ยงจากการเคลื่อนย้ายข้ามชาติของบุคลากร รวมถึงแรงงานต่างชาติมีอุปสรรคในการเดินทางกลับประเทศ กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศก่อนหน้านี้ อนุญาตให้แรงงานต่างชาติที่ทำงานครบกำหนดระยะเวลา 12 ปีสำหรับแรงงานในภาคการผลิต และครบ 14 ปีสำหรับแรงงานภาคสวัสดิการสังคม ช่วงระหว่างวันที่ 17 มีนาคม – 17 กันยายน สามารถต่อสัญญากับนายจ้างต่อไปได้ครั้งละ 3 เดือน รวมแล้ว 2 ครั้ง และก่อนครบกำหนดวันที่ 17 กันยายน กระทรวงแรงงานได้ประกาศว่า อนุญาตให้ขยายสัญญาจ้างต่อไปได้เป็นครั้งที่ 3 ครั้งนี้ยาวถึง 6 เดือน กล่าวคือ แรงงานต่างชาติที่ทำงานครบกำหนดระยะเวลา 12 ปี หรือ 14 ปี ช่วงระหว่างวันที่ 17 กันยายน 63 – 17 มีนาคม 64 สามารถต่อสัญญากับนายจ้างเดิมต่อไปได้อีก 6 เดือน ทั้งนี้การต่อสัญญาจ้างดังกล่าวสามารถดำเนินการได้ก่อนหรือหลังครบสัญญา 14 วัน

แรงงานไทยในโรงงานผลิตล้อแมกซ์ในนครนิวไทเป

      ส่วนแรงงานต่างชาติที่ทำงานในไต้หวันยังไม่ถึง 12 ปี และไม่ประสงค์ต่อสัญญา หรือยกเลิกสัญญาก่อนกำหนด แต่เดินทางกลับประเทศไม่ได้ ก่อนหน้านี้ กระทรวงแรงงานอนุญาตให้ต่อสัญญาจ้างระยะสั้นได้ คือ 3 หรือ 6 เดือน ต่อนี้ไปไม่มีมาตรการพิเศษนี้อีกต่อไป รายงานต่างชาติที่ยังไม่ครบ 12 หรือ 14 ปี หากประสงค์จะต่อสัญญากับนายจ้างรายเดิมและหรือเปลี่ยนนายจ้างใหม่ ต้องแจ้งให้นายจ้างดำเนินการภายในเวลา 2-4 เดือนก่อนครบสัญญา

แรงงานไทยในโรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์ที่เขตหยางเหมย นครเถาหยวน

2. กระทรวงคมนาคมเล็งให้รถจักรยานไฟฟ้าต้องมีป้ายทะเบียนรถ แต่ยังไม่ต้องสอบใบขับขี่และยังไม่ต้องเสียภาษี

      สืบเนื่องจากรถจักรยานไฟฟ้าได้รับความนิยมและเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ส่งผลให้ทำผิดกฎจราจรและเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุม ลดอุบัติเหตุและความสูญเสียทั้งในทรัพย์สินและชีวิต ได้มีการกำหนดให้ผู้ขับขี่รถจักรยานไฟฟ้า จะต้องสวมหมวกกันน็อคและความเร็วรถห้ามเกิน 25 กม./ชม. ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562  และขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาแก้กฎหมายขยายการควบคุมให้รถจักรยานไฟฟ้าจะต้องมีป้ายทะเบียนรถ แต่ยังไม่ต้องมีใบอนุญาตขับขี่และไม่ต้องเสียภาษีป้ายทะเบียนรถ

รถจักรยานไฟฟ้าแต่งของแรงงานฟิลิปปินส์ในโรงงานอิเลคทรอนิคส์ในนครเถาหยวน

      กระทรวงคมนาคมไต้หวันยืนยันว่า ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างพิจารณาแก้กฎหมายการจราจร โดยจะจัดให้รถจักรยานไฟฟ้าเทียบเท่ารถจักรยานยนต์ รถจักรยานไฟฟ้าที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐานแล้ว จะต้องขอป้ายทะเบียนและซื้อประกันภัยบุคคลที่ 3 หรือประกันภัยภาคบังคับก่อนจึงจะอนุญาตให้ขับขี่บนท้องถนนได้ ส่วนปัญหาว่ารถจักรยานไฟฟ้าจะต้องสอบใบอนุญาตขับขี่และเสียภาษีป้ายทะเบียนรถเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์หรือไม่ ขณะนี้หลายฝ่ายยังมีความเห็นขัดแย้ง ดังนั้น การแก้ฎหมายครั้งนี้ จึงยังไม่พิจารณาในประเด็นนี้

รถจักรยานไฟฟ้าแต่งของแรงงานไทย (ภาพจากเฟซบุ๊ก : รถจักรยานไฟฟ้าในไต้หวัน)

      ปัจจุบัน รถจักรยานไฟฟ้าที่ผ่านการตรวจสอบมาตรฐาน เพียงแค่ติดเครื่องหมาย ไม่ต้องมีป้ายทะเบียนรถ ไม่ต้องมีใบขับขี่และไม่ต้องเสียภาษีป้ายทะเบียนรถ ประกอบกับราคาถูกกว่ารถจักรยานยนต์มาก จึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว นอกจากชาวไต้หวันที่ซื้อเพื่อขับขี่บริเวณใกล้บ้านหรือไปตลาดแล้ว แรงงานต่างชาติเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่นิยมขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าเป็นอย่างมาก

กระทรวงคมนาคมเล็งให้รถจักรยานไฟฟ้าต้องมีป้ายทะเบียนรถ

      จากสถิติพบว่า รถจักรยานไฟฟ้าที่ผ่านการรับรองมาตรฐานและขับขี่บนท้องถนน ขณะนี้มีมากกว่า 500,000 คัน และนับตั้งแต่มีการบังคับใช้กฎหมายการจราจรว่าด้วยรถจักรยานไฟฟ้าอย่างเคร่งครัดตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 62 เป็นต้นมา จนถึงสิ้นปี  ระยะเวลาสั้นๆ 2 เดือน เฉพาะนครนิวไทเปเมืองเดียว มีการเขียนใบสั่งปรับผู้ขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าโดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมายไปแล้ว 2,588 ราย ในจำนวนนี้กว่าครึ่งหรือ 1,494 รายเป็นแรงงานต่างชาติ ส่วนใหญ่มีความผิดไม่สวมหมวกกันน็อค

      กฎหมายการจราจรว่าด้วยรถจักรยานไฟฟ้าในปัจจุบัน โดยกำหนดให้ความเร็วขับได้ไม่เกิน 25 กม./ชม. หากฝ่าฝืนจะถูกปรับตั้งแต่ 900-1,800 เหรียญไต้หวัน ไม่สวมหมวกกันน็อคถูกปรับ 300 เหรียญ ปรับแต่งรถจักรยานไฟฟ้าโดยพลการปรับตั้งแต่ 1,800-5,400 เหรียญไต้หวัน

ระวัง! ตำรวจใช้เครื่องตรวจวัดความเร็วตรวจจับรถจักรยานไฟฟ้า

3. ระวังกลโกงใหม่ คนไทยหลอกคนไทย อ้างช่วยหางานในไต้หวัน ให้โอนเงินเข้าบัญชีญาติคนงานไทย คนถูกหลอกแจ้งความเจ้าของบัญชีที่ไม่รู้เรื่อง เจ้าตัวเชิดเงินเตรียมหลบกลับประเทศไทย ถูกสกัดที่สนามบินเถาหยวน

      เคยปรากฏข่าวคนงานต่างชาติหลอกคนชาติเดียวกัน อ้างช่วยหางาน หรือรับโอนเงินแล้วเชิดเงินหนี แต่ส่วนใหญ่เกิดกับชาติอื่น อย่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซียและเวียดนาม มาคราวนี้ เกิดคดีคนงานไทยหลอกเพื่อนร่วมชาติ ด้วยเทคนิคกลโกงที่ค่อนข้างแนบเนียน ก่อคดีเพียงผู้เดียว ที่สำคัญผู้เสียหายยังไม่อาจแจ้งความเอาผิดได้โดยตรง

      แรงงานหญิงไทยหลายคน ซึ่งทำงานในโรงงานผลิตแผงวงจรไฟฟ้าในเขตจงเหอ นครนิวไทเป ร้องเรียนต่อสำนักงานแรงงาน ไทเปว่า นางสาวนภาพร สุวรรณการ อายุ 27 ปี จากจังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานในโรงงานเดียวกันว่า มีพฤติการณ์หลอกลวงตนและเพื่อนร่วมงานในไต้หวัน ทำให้ตนและครอบครัวในไทยได้รับความเดือดร้อน รวมทั้งอาศัยสื่อโซเชียล โดยแอบนำโปรไฟล์ไลน์ของเพื่อนในโรงงานเดียวกันโดยไม่ได้รับอนุญาต ไปหลอกคนหางานในประเทศไทยว่า สามารถจัดหางานและทำเรื่องให้เดินทางมาทำงานที่โรงงานในไต้หวันได้ แต่เมื่อคนหางานหลายรายจ่ายเงินค่าหัวคิวแล้ว กลับไม่สามารถเดินทางได้ จึงเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจ

นางสาวนภาพร สุวรรณการ แอบใช้โปรไฟล์ไลน์ของเพื่อนไปหลอกคนหางานที่ไทย มีผู้ตกเป็นเหยื่อแล้วหลายราน

      แรงงานไทยรายหนึ่งร้องเรียนว่า นางสาวนภาพรฯ มาชักชวนตนซึ่งต้องการจะโอนเงินกลับบ้าน โดยอ้างว่า สามารถดำเนินการโอนและให้อัตราแลกเปลี่ยนที่สูงกว่าท้องตลาด ตนหลงเชื่อจึงทะยอยมอบเงินสดให้นางสาวนภาพรฯ ช่วยโอนกลับบ้านเข้าบัญชีของแม่ จำนวน 5 ครั้ง รวมทั้งหมด 120,000 เหรียญไต้หวัน เพิ่งมารู้ทีหลังว่านางสาวนภาพรฯ ไม่ได้นำเงินที่ตนมอบให้โอนกลับไปให้คุณแม่ของตน แต่แจ้งให้คนหางานในเมืองไทยที่ถูกหลอกว่าจะช่วยทำเรื่องมาทำงานที่ไต้หวันโอนเงินเข้าบัญชีของคุณแม่ และเมื่อคนหางานโอนเงินแล้วไม่สามารถเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันได้ จึงเข้าแจ้งความเจ้าของบัญชีว่าหลอกลวง ทำให้คุณแม่ของตนเดือดร้อน ทั้งที่ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมหลอกลวงของนาวสาวนภาพรฯ แต่อย่างใด

นางสาวนภาพร สุวรรณการ แอบใช้โปรไฟล์ไลน์ของเพื่อนไปหลอกคนหางานที่ไทย มีผู้ตกเป็นเหยื่อแล้วหลายราน

      เมื่อความแตก ถูกเพื่อนร่วมงานที่ตกเป็นผู้เสียหายทวงถามและให้เคลียร์ปัญหา นางสาวนภาพรฯ จึงหลบหนีออกจากโรงงาน และเตรียมเดินทางกลับประเทศไทย โดยลงทะเบียนกลับประเทศกับสำนักงานการค้าฯ ได้คิวเดินทางเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา แต่เมื่อเดินทางถึงท่าอากาศยานไม่สามารถขึ้นเครื่องได้ เนื่องจากหลบหนีและไม่สามารถติดต่อได้เกิน 3 วัน นายจ้างได้ไปแจ้งความตามกฎหมาย ถูกด่านตรวจคนเข้าเมืองที่สนามบินสกัดไม่ให้ขึ้นเครื่อง ต้องไปมอบตัวและเสียค่าปรับที่โรงพักที่นายจ้างไปแจ้งความไว้เสียก่อน อย่างไรก็ตาม นางสาวนภาพรฯ ได้พยายามจะทำเรื่องขอกลับประเทศในเที่ยวบินพิเศษถัดไป ผู้ร้องจึงขอความช่วยเหลือจากสำนักงานแรงงานและสำนักงานการค้าฯ ช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวให้ด้วย

      การที่นางสาวนภาพร สุวรรณการ หลอกลวงเพื่อนร่วมงานโดยอ้างว่าช่วยโอนเงิน แต่วัตถุประสงค์ที่แท้จริงคืออาศัยบัญชีของผู้อื่นฟอกเงิน และแอบใช้โปรไฟล์ไลน์ของเพื่อนร่วมงานไปหลอกคนหางานอื่นๆ นอกจากข้อหาความผิดหลอกลวง ฟอกเงินและทำให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายแล้ว ยังเข้าข่ายค้ามนุษย์ด้วย แต่ตามกฎหมายของไต้หวัน ยากที่จะเอาเรื่องกับนางสาวนภาพรฯ ได้ ทั้งนี้เนื่องจากผู้เสียหายทั้งเจ้าของบัญชีและคนหางานที่ถูกหลอกได้รับความเสียหายล้วนอยู่ในประเทศไทย สำนักงานแรงงานไทยจึงรายงานต่อกระทรวงแรงงานไทย และได้แนะให้แรงงานไทยแจ้งญาติที่ได้รับความเสียหายเข้าแจ้งความทั้งต่อสถานีตำรวจและสำนักงานจัดหางานจังหวัด เพื่อดำเนินคดีกับสาวไทยตัวแสบรายนี้ที่ประเทศไทยต่อไป

นางสาวนภาพร สุวรรณการ แอบใช้โปรไฟล์ไลน์ของเพื่อนไปหลอกคนหางานที่ไทย มีผู้ตกเป็นเหยื่อแล้วหลายราน

4. จับกุหลาบพิษแห่งเวียดนาม เปิดร้านอาหารบังหน้าปล่อยกู้สุดโหด จับมือมาเฟียเวียดนามทั้งในไต้หวันและที่เวียดนาม ทรมานลูกหนี้ชาติเดียวกันกว่า 20 คน

      อาหง อายุ 37 ปี สาวเวียดนามที่มาแต่งงานกับชาวไต้หวัน แต่หลังได้รับบัตรประชาชนไต้หวันแล้วทำเรื่องหย่ากับสามีทันที เปิดร้านอาหารที่เขตจงลี่ นครเถาหยวนบังหน้า แต่อาชีพจริงคือปล่อยเงินกู้ดอกเบี้ยโหดให้กับแรงงานชาติเดียวกัน สาวเวียดนามรายนี้ หน้าตาดีแต่ใจเหี้ยมโหดมาก ได้รับการขนานนามจากหนุ่มๆ บ้านเดียวกันว่า กุหลาบแห่งเวียดนาม และมีส่วนเกี่ยวพันธ์กับแก๊งมาเฟียเวียดนามในไต้หวัน ร้านอาหารของเธอแห่งนี้ เสมือนเป็นฐานที่มั่นของแก๊งมาเฟีย ลูกหนี้รายใดไม่จ่ายหนี้ตามกำหนดเวลา อาหงจะสั่งลูกน้องจับตัวไปกักขัง ทุบตีและทรมาน นอกจากนี้ยังจับมือกับขบวนการนอกกฎหมายที่เวียดนาม ส่งสมุนไปข่มขู่ถึงบ้านของลูกหนี้เพื่อบีบให้จ่ายหนี้

อาหง สาวใหญ่เวียดนามผู้ได้รับฉายา กุหลาบเวียดนาม เปิดร้านอาหารที่จงลี่บังหน้า แต่ทำธุรกิจปล่อยกู้โหด 

      สื่อไต้หวันรายงานว่า เพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ที่ลุกลามบานปลายไปทั่วโลก เวียดนามดำเนินมาตรการปิดประเทศตั้งแต่เดือนมีนาคมปีนี้เป็นมา ส่งผลให้แรงงานเวียดนามผิดกฎหมายในไต้หวันล้นสถานกักกัน เนื่องจากมีแต่เข้าไม่มีส่งกลับประเทศได้ ประกอบกับกฎหมายกำหนดชาวต่างชาติอยู่ในสถานกักกันได้นานสุดไม่เกิน 100 วัน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองไต้หวันจึงใช้มาตรการให้แรงงานต่างชาติผิดกฎหมายที่ถูกจับได้ ไม่ต้องอยู่ในสถานกักกันก็ได้ สามารถพำนักอาศัยอิสระเสรี หากมีคนค้ำประกัน 1 คน มีเบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่ที่ติดต่อได้ และรายงานตัวต่อสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองตามกำหนดเวลา อาหงอาศัยช่วงเวลานี้ ขยายธุรกิจปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหดอย่างขนานใหญ่ ลูกหนี้ทั้งหมดเป็นแรงงานเวียดนาม มีทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย เมื่อไม่สามารถจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยตามกำหนดเวลา ก็จะสั่งลูกน้องซึ่งเป็นแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายวัย 20 ต้นๆ หลายสิบคนไปทวงหนี้ ด้วยการจับตัวลูกหนี้ไปกักขังทรมาน และยังร่วมมือกับแก๊งมาเฟียในเวียดนามส่งคนไปข่มขู่ทวงหนี้ถึงที่บ้านที่เวียดนาม  

ลูกน้องของอาหงเป็นแรงงานผิดกฎหมาย ตั้งเป็นแก๊งทวงหนี้

      แรงงานเวียดนามที่เป็นลูกหนี้ของอาหงรายหนึ่ง หนีตายออกมาได้หลังถูกจับไปขังนานหลายวัน ขอให้ชาวไต้หวันช่วยแจ้งความ ตำรวจปฏิบัติการตรวจค้นร้านอาหารของอาหงตามข้อมูลที่แรงงานเวียดนามให้การ จับอาหงและลูกสมุนอีก 1 คน ค้นเจอสมุดบัญชี และตั๋วสัญญาใช้เงิน 1 ลัง คาดว่ามีแรงงานเวียดนามที่เป็นลูกหนีและตกเป็นเหยื่อไม่ต่ำกว่า 20 คน แม้อาหงจะให้การปฏิเสธตลอดข้อหา แต่อัยการมีหลักฐานมัดแน่นสั่งฟ้อง ศาลท้องถิ่นเถาหยวนตัดสินจำคุกอาหงและแรงงานเวียดนามที่เป็นลูกสมุน คนละ 1 ปี ความผิดฐานหน่วงเหนียวกักขัง สำหรับแรงงานเวียดนามผิดกฎหมายที่เป็นลูกสมุนของอาหง หลังพ้นโทษแล้วให้เนรเทศกลับประเทศ

แฟนหนุ่มชาวเวียดนามของอาหง ซึ่งเป็นแรงงานผิดกฎหมาย อายุน้อยกว่าอาหงหลายปี

แรงงานเวียดนามที่เป็นลูกหนี้ โชว์รอยแผลถูกทำร้ายหลังหลบหนีออกมาได้จากที่กักกัน

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง