ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564

  • 19 February, 2021
ยึดของกลางเป็นเงินสด 12,654,490 เหรียญไต้หวัน สมุดบัญชีข้อมูลสำคัญอีกเป็นจำนวนมาก

1. ส.ส.และภาคธุรกิจร่วมกันเรียกร้องรื้อฟื้นดันกฎหมายคนเข้าเมืองและเศรษฐกิจใหม่ รั้งแรงงานต่างชาติที่มีทักษะให้อยู่ทำงานในไต้หวันต่อไป แก้วิกฤตขาดแคลนแรงงานกึ่งฝีมือ

      ไต้หวันกำลังเข้าสู่ช่วงวิกฤตประชากรติดลบ โดยปีค.ศ. 2020 ไต้หวันมีจำนวนเด็กเกิดใหม่ 165,249 คน ขณะที่มีจำนวนคนตาย 173,156 คน ตายมากกว่าคนเกิด 7,907 คน ทำให้อัตราการเพิ่มของประชากรติดลบเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ขณะที่ปัญหาขาดแคลนแรงงานรุนแรงแทบทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการผลิตขาดแคลนแรงงานกึ่งฝีมือกว่า 100,000 คน หากไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและศักยภาพการแข่งขันของไต้หวันในตลาดโลก

สถานการณ์โควิด ทำแรงงานต่างชาติเดินทางเข้าไต้หวันลำบาก ในภาพเป็นเจ้าหน้าที่ศูนย์บริการแรงงานต่างชาติประจำสนามบินเถาหยวน กำลังพาแรงงานไทยกลุ่มหนึ่งออกจากสนามบิน

      นายชิวจวี้หย่วน ส.ส. พรรคประชาชนไต้หวัน (TPP) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านกล่าวว่า ไต้หวันป้องกันการระบาดของโควิด-19 ได้ดี ง่ายต่อการดึงดูดบุคลากรต่างชาติมาทำงานที่ไต้หวัน ดังนั้น ขณะนี้เป็นโอกาสเหมาะสมที่จะดันกฎหมายคนเข้าเมืองและเศรษฐกิจใหม่ ขณะที่นายกัวกั๋วเหวิน ส.ส.พรรคดีพีพี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล อดีต รมช. กระทรวงแรงงานก็กล่าวว่า ควรจะผ่อนคลายกฎหมายคนเข้าเมือง แม้ว่าปัจจุบัน การเคลื่อนย้ายข้ามประเทศจะหยุดชะงัก อันเป็นผลจากสถานการณ์โควิด-19 แต่ไต้หวันควรเตรียมการล่วงหน้า รื้อฟื้นผลักดันกฎหมายคนเข้าเมืองและเศรษฐกิจใหม่ เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย จึงจะสามารถดึงดูดแรงงานมีฝีมือมาทำงานที่ไต้หวันได้มากขึ้น

ไต้หวันขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ทำให้โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่หยุดชะงัก

      ด้านสภาหอการค้าไต้หวัน ซึ่งเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนภาคธุรกิจ เรียกร้องให้รื้อฟื้นผลักดันกฎหมายคนเข้าเมืองและเศรษฐกิจใหม่ ปรับลดภาษีเงินได้ของชาวต่างชาติ เพื่อดึงดูดผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติมาทำงานและตั้งถิ่นฐานในไต้หวันมากขึ้น ขณะเดียวกันยกเลิกข้อจำกัดระยะเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติที่มีทักษะฝีมือ ด้วยการยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ ทั้งนี้ นายไล่ชิงเต๋อ รองประธานาธิบดี สมัยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเคยผลักดันร่างกฎหมายคนเข้าเมืองและเศรษฐกิจใหม่ นอกจากดึงดูดผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติแล้ว ยังเน้นไปที่ยกระดับแรงงานต่างชาติในไต้หวันที่มีจำนวนกว่า 700,000 คน ให้ผู้ที่คุ้นเคยกับสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน มีทักษะฝีมือและสามารถสื่อสารกับนายจ้างได้ดี ยกระดับเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ สามารถอยู่ทำงานในไต้หวันได้ต่อไป โดยไม่ถูกจำกัดระยะเวลาอีกต่อไป

ภาคการผลิตขาดแคลนแรงงานกึ่งฝีมือกว่า 100,000 คน (ในภาพเป็นแรงงานไทยในโรงงานผลิตล้อแม็กซ์ชื่อดังในนครเถาหยวน)

      ก่อนหน้านี้ สมาชิกสภานิติบัญญัติสังกัดพรรคก๊กมินตั๋ง ได้เสนอญัตติขยายระยะเวลาทำงานของผู้อนุบาลต่างชาติ ซึ่งปัจจุบัน กำหนดให้ผู้อนุบาลต่างชาติทำงานในไต้หวันได้ รวมสะสมแล้วไม่เกิน 14 ปี ส.ส. เหล่านี้ให้เหตุผลว่า ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซียและฮ่องกง ไม่มีการจำกัดระยะเวลาการทำงาน ประกอบกับงานอนุบาลดูแลผู้ป่วย จะต้องมีทักษะความรู้และผ่านการฝึกอบรมเทคนิคการดูแลมาเป็นอย่างดี รวมทั้งจะต้องใช้เวลาในการสร้างความไว้วางใจและความผูกพันกับผู้ป่วย หากไม่สามารถทำงานดูแลผู้ป่วยได้ต่อไป เพียงเพราะครบกำหนดระยะเวลาทำงาน ผู้อนุบาลต่างชาติเหล่านี้ ต้องเดินทางไปทำงานที่อื่นต่อ เท่ากับว่าไต้หวันเป็นสถานฝึกอบรมผู้อนุบาลให้กับประเทศต่างๆ ขณะที่ครอบครัวผู้ป่วย จะต้องนำเข้าผู้อนุบาลคนใหม่มาฝึกฝนและหาทางให้ปรับตัวเข้ากับผู้ป่วยต่อไป ซึ่งจะส่งผลต่อสิทธิประโยชน์และสุขภาพจิตของผู้ป่วยอย่างใหญ่หลวง

แรงงานอินโดนีเซียเดินทางเข้าไต้หวันไม่ได้ ทำผู้อนุบาลขาดแคลนอย่างหนัก

      ส่วนภาคการผลิตก็เช่นเดียวกัน เสียงเรียกร้องจากเหล่าผู้ประกอบการให้รัฐบาลทบทวนนโยบายจำกัดระยะเวลาการทำงานในไต้หวันของแรงงานต่างชาติห้ามเกิน 12 ปี กำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญที่มีการกล่าวถึงกันมากในวงการอุตสาหกรรม เกี่ยวกับเรื่องนี้ นางหวางเหมยฮัว รมว. กระทรวงเศรษฐการของไต้หวัน เคยกล่าวกับเหล่านักธุรกิจไต้หวันในงานสัมมนาแห่งหนึ่งก่อนหน้านี้ว่า ปัญหาที่เหล่านักลงทุนสะท้อนมากที่สุด ได้แก่ประเด็นขาดแคลนแรงงานอย่างรุนแรง ประกอบกับเศรษฐกิจฟื้นตัว และโครงการผลิตไฟฟ้าจากกังหันลมเริ่มการก่อสร้าง ทำให้เกิดภาวะแย่งชิงแรงงานกันภายในประเทศ ผู้ประกอบการจำนวนมากบ่นว่า แรงงานต่างชาติของตนถูกฝึกฝนจนกลายเป็นแรงงานมีทักษะฝีมือดี แต่ไม่สามารถอยู่ทำงานในไต้หวันต่อไปได้ ต้องเดินทางไปทำงานประเทศอื่น เพราะกฎหมายไต้หวันจำกัดให้พวกเขาทำงานได้ รวมสะสมแล้วไม่เกิน 12 ปี ทำให้ประเทศคู่แข่งอย่างเกาหลี และญี่ปุ่นได้รับประโยชน์ รมว. กระทรวงเศรษฐการผู้นี้เน้นว่า เสียงสะท้อนของผู้ประกอบการ รัฐบาลได้รับทราบและไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะเป็นปัญหาสำคัญ แต่นโยบายขยายระยะเวลาทำงานของแรงงานต่างชาติ เป็นอำนาจของกระทรวงแรงงาน ขณะนี้กระทรวงที่เกี่ยวข้องกำลังอยู่ระหว่างหารือเพื่อแก้ไขปัญหา กระทรวงเศรษฐการจะเป็นตัวแทนผู้ประกอบการสะท้อนปัญหาให้กระทรวงแรงงานได้รับทราบ เพื่อให้แรงงานต่างชาติสามารถทำงานในไต้หวันได้มากกว่า 12 ปี แต่ ณ ขณะนี้ ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะขยายหรือไม่? เมื่อไหร่? และขยายในรูปแบบใด?

ภาคการผลิตขาดแคลนแรงงานกึ่งฝีมือกว่า 100,000 คน

2. ทลายแก๊งปล่อยกู้ดอกโหด 100% แรงงานต่างชาตินับพันตกเป็นเหยื่อ ถูกขูดรีดหยาดเหงื่อกว่า 70 ล้านเหรียญไต้หวัน

      นายหวง อายุ 56 ปี ชายชาวไต้หวันตั้งขบวนการปล่อยกู้ดอกเบี้ยสูง นอกจากตั้งบริษัทจัดหางานบังหน้าแล้ว ยังตั้งบริษัทปล่อยกู้อีก 5 บริษัท กลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือ แรงงานไทย อินโดนีเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ คิดดอกเบี้ยเป็นรายเดือน แต่หากคำนวณเป็นอัตราดอกเบี้ยรายปีแล้วสูงถึง 100% ตำรวจสนธิกำลังหลายหน่วยงาน แบ่งเป็น 7 สาย จู่โจมจับนายหวง หัวโจกพร้อมพวกได้ทั้งหมด 13 คนยึดของกลางเป็นเงินสด 12.65 ล้านเหรียญไต้หวัน และตรวจพบว่า ขบวนการปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหดแก๊งนี้ ช่วง 7 ปีที่ผ่านมา ปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 780 ล้านเหรียญไต้หวัน ได้กำไรจากดอกเบี้ยที่สูงถึง 100% กว่า 70 ล้านเหรียญไต้หวัน แรงงานต่างชาติที่ตกเป็นเหยื่อมีมากกว่า 1,000 คน มีทั้ง แรงงานไทย อินโดนีเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ ตำรวจส่งดำเนินคดีทั้ง 13 คน

จับแก๊งปล่อยกู้ดอกโหด 100% แรงงานต่างชาตินับพันตกเป็นเหยื่อ

      หน่วยตรวจสอบ กองกราบปรามคดีอาชญากรรมที่เมืองจางฮั่วแถลงว่า เมื่อปลายปี 2563 ที่ผ่านมา ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีแก๊งปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหดตั้งบริษัทจัดหางานบังหน้า แต่ทำธุรกิจปล่อยกู้แก่แรงงานต่างชาติที่มีความจำเป็นต้องการกู้เงิน โดยมีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก ตำรวจจึงตั้งหน่วยเฉพาะกิจขึ้นมาตรวจสอบ พบว่านายหวง ชายชาวไต้หวัน ใช้ชื่อของสมาชิกในครอบครัวและญาติพี่น้อง ตั้งบริษัทจัดหางาน นำเข้าแรงงานต่างชาติ แต่เน้นที่ปล่อยเงินกู้แก่แรงงานต่างชาติที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์และมีความต้องการใช้เงินอย่างเร่งด่วน โดยคิดดอกเบี้ยเป็นรายเดือน คำนวณเป็นอัตราดอกเบี้ยรายปีแล้ว สูงถึง 100% กฎหมายไต้หวันไม่อนุญาตให้ธุรกิจใดๆ ก็ตามปล่อยกู้เงิน นอกเหนือจากธนาคาร ดังนั้น ขบวนการที่มีนายหวงเป็นหัวโจก จึงใช้วิธีทำสัญญากู้เงินโดยใช้ชื่อเจ้าหนี้เป็นบริษัทต่างประเทศ เพื่อหลบเลี่ยงกฎหมายของไต้หวัน

ยึดของกลางเป็นเงินสด 12,654,490 เหรียญไต้หวัน สมุดบัญชีข้อมูลสำคัญอีกเป็นจำนวนมาก

      ตำรวจกล่าวว่า แก๊งปล่อยกู้ดอกเบี้ยโหดที่นำโดยนายหวง มีโครงสร้างที่ใหญ่โตแนบเนียน มีทั้งฝ่ายบัญชี พนักงานหาลูกค้า พนักงานเร่งรัดทวงหนี้ แคชเชียร์ และยังมีแม้กระทั่งฝ่ายกฎหมาย หลักจากมีหลักฐานชัดเจนแล้ว เมื่อวันที่ 18 มกราคมที่ผ่านมา ตำรวจจากหลายหน่วยงานนับร้อยนาย นำโดยอัยการจากสำนักงานอัยการเมืองจางฮั่ว จู่โจมจับกุมขบวนการนี้ใน 7 สาขาพร้อมกัน จับกุมนายหวง ผู้เป็นหัวโจกและพวก รวม 13 คน ยึดของกลางเป็นเงินสด 12,654,490 เหรียญ คอมพิวเตอร์ 13 เครื่อง มือถือและแท็บเล็ต 12 เครื่อง สมุดบัญชีเงินฝาก 40 เล่ม เครื่องนับเงิน 1 เครื่องและสมุดบัญชีข้อมูลสำคัญอีกเป็นจำนวนมาก พบว่าขบวนการนี้ เริ่มทำธุรกิจปล่อยกู้มาตั้งแต่ปี 2014 ช่วง 7 ปีที่ผ่านมาไป ปล่อยกู้ไปแล้วกว่า 780 ล้านเหรียญไต้หวัน สมมุติว่าแรงงานนายก. กู้เงิน 40,000 เหรียญ แต่ละเดือนต้องจ่ายดอกเบี้ย 7,000 เหรียญ หรือ 17.5%  1 ปีต้องจ่ายดอกเบี้ยกว่า 80,000 เหรียญ ดอกเบี้ยสูงถึง 100% ได้กำไรกว่า 70 ล้านเหรียญไต้หวัน ลูกค้าซึ่งเป็นแรงงานต่างชาติที่ตกเป็นเหยื่อมีมากกว่า 1,000 คน มีทั้ง แรงงานไทย อินโดนีเซีย เวียดนามและฟิลิปปินส์ ตำรวจนำผู้ต้องหาทั้งหมดส่งดำเนินคดี ข้อหาปล่อยกู้โดยผิดกฎหมายและเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรากำหนด

ยึดของกลางเป็นเงินสด 12,654,490 เหรียญไต้หวัน

      ตำรวจกล่าวเตือนว่า บจง. อาศัยความสะดวกในการนำเข้าแรงงานต่างชาติ ซึ่งมีแรงกดดันจากภาระหนี้สินและไม่สามารถเข้าถึงช่องทางกู้เงินที่ถูกกฎหมาย มาปล่อยกู้ด้วยอัตราดอกเบี้ยที่สูงลิบลิ่ว เป็นการคุกคามสิทธิประโยชน์ของแรงงานต่างชาติ และกล่าวแนะนำแรงงานต่างชาติว่า จะกู้เงินจากแหล่งไหนก็ตาม ต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า ดอกเบี้ยเหมาะสมหรือไม่ ตนมีกำลังชำระหนี้ได้ไหม มิเช่นนั้น ภาระหนี้สินจะพอกพูนและกลายเป็นดินพอกหางหมู หากเห็นว่า มีผู้ปล่อยกู้ที่คิดดอกเบี้ยแพง สามารถร้องเรียนได้

สำนักงานใหญ่ของกรมสอบสวนคดีอาญา ทลายแก๊งปล่อยกู้ดอกโหด 100%

3. นายจ้างบ่นอุบ! ชนะคดีฟ้องแรงงานเวียดนามหลบหนีทำความเสียหายต้องชดใช้ 2.6 แสนเหรียญไต้หวัน แต่ไม่มีประโยชน์ แรงงานเวียดนามอยู่ระหว่างหลบหนี ตามจับมาชดใช้ค่าเสียหายไม่ได้

      จะถือว่าเป็นคดีแรกก็ว่าได้ ที่นายจ้างฟ้องแรงงานต่างชาติหลบหนี สร้างความเสียหายต้องชดใช้ โรงงานผลิตอะไหล่รถยนต์แห่งหนึ่งในตำบลลู่กั่ง เมืองจางฮั่ว นำเข้าแรงงานเวียดนามชุดหนึ่ง ในจำนวนนี้ นายเล หนึ่งในแรงงานเวียดนามหลบหนีไปทำงานอย่างผิดกฎหมายตั้งแต่สิงหาคม 2563 ยังโทรศัพท์กลับมาชักชวนเพื่อนร่วมงานหลบหนีตามไปด้วยหลายคน พอดีในขณะนั้น โรงงานได้รับออเดอร์เร่งด่วนจากต่างประเทศ เมื่อนายเลพร้อมเพื่อนหลบหนีไปหลายคน นายจ้างจำต้องว่าจ้างแรงงานท้องถิ่นชั่วคราวด้วยอัตราค่าจ้างวันละ 2,000 เหรียญไต้หวัน ทำให้เสียหายหนัก นายจ้างโมโหฟ้องนายเล ศาลตัดสินให้นายจ้างชนะคดีความ นายเลต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่นายจ้างเป็นเงิน 264,000 เหรียญไต้หวัน แต่แม้จะชนะคดีก็ไร้ประโยชน์ เพราะนายเลและพวกยังอยู่ระหว่างหลบหนี ไม่สามารถตามจับมาชดใช้ค่าเสียหายหรือดำเนินคดีได้

แรงงานผิดกฎหมาย นอกจากสร้างความเสียหายแก่ผู้ประกอบการแล้ว ยังกลายเป็นปัญหาสังคมด้วย

      หนังสือพิพากษาของศาลระบุว่า นายเล แรงงานเวียดนาม หลบหนีตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2563 ตามกฎระเบียบ เมื่อแรงงานต่างชาติขาดงานโดยไม่สามารถติดต่อได้ต่อเนื่องกัน 3 วัน นายจ้างมีหน้าที่ต้องรายงานกระทรวงแรงงาน เพื่อเพิกถอนอนุญาตทำงาน จากนั้นต้องรอ 6 เดือน นายจ้างจึงจะยื่นขอนำเข้าแรงงานคนใหม่ ในช่วงระหว่างนี้ นายจ้างต้องเร่งการผลิตตามใบสั่งซื้อสินค้า จำต้องว่าจ้างแรงงานท้องถิ่นเข้าทำงานชั่วคราว ในอัตราค่าจ้างวันละ 2,000 เหรียญ รวมเป็นเงิน 264,000 เหรียญ

      สัญญาจ้างที่ทำขึ้นระหว่างนายจ้างและแรงงานต่างชาติ กำหนดชัดเจนว่า หากลูกจ้างขาดงานโดยไม่มีเหตุผลติดต่อกัน 3 วัน หรือใน 1 เดือนขาดงานโดยไม่ลารวมสะสม 6 วัน จะต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่นายจ้างตามมูลค่าจริง พร้อมทั้งรับผิดชอบค่าเดินทางกลับบ้านด้วยตนเอง ผู้พิพากษาเห็นว่า นายจ้างเรียกร้องสมเหตุสมผล จึงตัดสินให้นายเล ต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่นายจ้างเรียกร้อง

แรงงานผิดกฎหมาย นอกจากสร้างความเสียหายแก่ผู้ประกอบการแล้ว ยังกลายเป็นปัญหาสังคมด้วย

      นายจ้างบ่นว่า กฎระเบียบที่กำหนดขึ้น ไม่รู้ว่าลงโทษใครกันแน่ กล่าวคือ แรงงานต่างชาติหลบหนีด้วยเหตุผลส่วนตัว โดยไม่ใช่ความผิดของนายจ้าง แต่นายจ้างกลับต้องมารับผิดชอบ ต้องรอนานถึง 6 เดือนจึงจะยื่นขอนำเข้าแรงงานคนใหม่ได้ ดูเหมือนกฎหมายไม่ได้ป้องกันการหลบหนี แต่กลับจะคุ้มครองแรงงานผิดกฎหมายมากกว่า

      แต่ก็มีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบด้านแรงงานของกองแรงงานท้องถิ่นเปิดเผยว่า บางโรงงานมีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ไม่ดี ส่งผลให้แรงงานต่างชาติหลบหนีได้ง่าย หากมีการปรับปรุงสิ่งแวดล้อมในที่ทำงาน เพิ่มสวัสดิการและสร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นมิตร ปัญหาการหลบหนีจะลดน้อยลง

แรงงานผิดกฎหมาย นอกจากสร้างความเสียหายแก่ผู้ประกอบการแล้ว ยังกลายเป็นปัญหาสังคมด้วย

      เจ้าหน้าที่กองแรงงานท้องถิ่นกล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่แรงงานต่างชาติหลบหนี มีส่วนหนึ่งมาจากปัญหาส่วนตัว แต่ส่วนใหญ่เกี่ยวพันกับเงื่อนไขและสวัสดิการการทำงาน อย่างเช่น มาทำงานต้องจ่ายค่าหัวคิวที่สูง มีภาระหนี้สินมาก ขณะที่โรงงานไม่ค่อยมีโอทีหรือมีรายได้น้อย บางรายมีปัญหาขอรับความช่วยเหลือ แต่ไม่ได้รับการตอบสนองจากบริษัทจัดหางาน เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการหลบหนี จึงแนะนำนายจ้างว่า ควรจะดูแลเอาใจใส่ และปฏิบัติอย่างเป็นธรรมต่อแรงงานต่างชาติ เสริมสร้างบรรยากาศในที่ทำงานและสภาพแวดล้อมที่ดีเป็นมิตร จะช่วยลดโอกาสการหลบหนีของแรงงานต่างชาติลงได้มาก

แรงงานผิดกฎหมาย นอกจากสร้างความเสียหายแก่ผู้ประกอบการแล้ว ยังกลายเป็นปัญหาสังคมด้วย

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง