:::

RTI Radio Taiwan InternationalRTI Radio Taiwan Internationalขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 16 กรกฎาคม 2564

  • 16 July, 2021
ขุนพล แรงงานไทย
แรงงานไทยคลุ้มคลั่งจุดระเบิดขวดในห้องนอนหวิดไฟไหม้ทั้งหอ เคราะห์ดีที่สกัดไว้ทัน ถูกจับข้อหาวางเพลิง

1. 5 เดือนแรกของปีนี้ มีผู้อนุบาลย้ายไปทำงานโรงงานแล้ว 1,751 ราย สมาคมนายจ้างโอด วอนกระทรวงแรงงานเร่งแก้ปัญหา กระทรวงแรงงานชี้ กำลังทบทวนนโยบาย

          เนื่องจากสภาพการทำงานที่หนักและไม่มีเวลาพักผ่อนที่เพียงพอ ไม่มีกฎหมายคุ้มครองสิทธิประโยชน์เป็นการเฉพาะ แถมค่าจ้างต่ำกว่า 7,000 เหรียญไต้หวัน แม้มีนายจ้างจำนวนมากจะปรับให้สูงขึ้นแล้ว เพื่อดึงดูดผู้อนุบาลให้อยู่ทำงานกับตนต่อไป แต่สวัสดิการอื่นๆ ยังสู้งานในโรงงานไม่ได้ ประกอบกับสถานการณ์โควิด ทำให้การเดินทางมีอุปสรรค แรงงานต่างชาติไม่สามารถเข้าทำงานในไต้หวันได้ชั่วคราว นายจ้างทั้งภาคครัวเรือนและการผลิตต้องการแรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะตำแหน่งผู้อนุบาล เนื่องจากแรงงานอินโดนีเซียที่ครองสัดส่วนผู้อนุบาลในไต้หวันร่วม 80% ถูกระงับการเดินทางเข้าไต้หวันชั่วคราวมาตั้งแต่ปลายปี 2563 ที่ผ่านมา ด้วยเหตุผลตรวจพบแรงงานอินโดนีเซียติดเชื้อโควิดจำนวนมาก ส่งผลให้นายจ้างซึ่งมีความจำเป็นว่าจ้างผู้อนุบาลจำนวนมาก แต่ไม่สามารถนำเข้าได้ ได้แต่รับโอนย้ายภายในประเทศ

5 เดือนแรกของปีนี้ ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติที่เดินทางเข้าไต้หวันไม่ถึง 50% ของปีที่แล้ว แต่ผู้อนุบาลขอย้ายไปทำงานงานโรงงานเพิ่มกว่า 10 เท่าตัว

          ด้านสภาพการขาดแคลแรงงานในภาคการผลิตก็รุนแรงไม่แพ้กัน โรงงานต่างๆ ประกาศรับการโอนย้ายแรงงานต่างชาติจากตำแหน่งงานอื่นๆ อย่างไม่อั้น จึงมีผู้อนุบาลจำนวนหนึ่งต้องการจะโอนย้ายไปทำงานในโรงงาน โดยช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด-19 ผู้อนุบาลที่โอนย้ายไปทำงานในโรงงาน ส่วนใหญ่เป็นผู้อนุบาลที่รอการโอนย้ายนายจ้างที่บ้านพักฉุกเฉิน แต่ระยะหลังมีผู้อนุบาลที่รู้ช่องทางมากขึ้น ประกอบกับมีบริษัทจัดหางานบางรายคอยให้ความช่วยเหลือ โดยเก็บค่าหัวคิวรอบสอง ทำให้ยอดจำนวนผู้อนุบาลที่ย้ายข้ามตำแหน่งงานไปทำงานโรงงานหรือที่เรียกกันว่าฟอกงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ผู้อนุบาลเป็นงานหนักและไม่มีเวลาพักผ่อนที่แน่นอน

          สมาคมส่งเสริมความสัมพันธ์นายจ้างและลูกจ้างสากลกล่าวว่า เพียงแค่ 5 เดือนแรกของปี 2564 มีผู้อนุบาลในครัวเรือนยื่นขอโอนย้ายไปทำงานในโรงงานแล้ว 1,751 ราย ตัวเลขพุ่งขึ้นอย่างน่าตกใจ ตัวเลขนี้หมายถึงนายจ้าง 1,751 ครอบครัว สมาชิกในครอบครัวนับหมื่นต้องประสบปัญหา หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป นายจ้างที่ต้องการจะว่าจ้างผู้อนุบาล ซึ่งประสบปัญหาอย่างมากอยู่แล้ว จะยิ่งมีปัญหาอย่างมากขึ้น จึงเรียกร้องกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญ และเร่งหาทางแก้ปัญหาโดยด่วน

ผู้อนุบาลดูแลคนป่วยและผู้สูงอายุ เป็นที่ต้องการอย่างมากในไต้หวัน

          จากข้อมูลของกระทรวงแรงงานพบว่า ปี 2561 ตลอดทั้งปี มีผู้อนุบาลยื่นขอโอนย้ายไปทำงานในโรงงานเพียง 91 ราย ปี 2562 มีจำนวน 66 ราย ปี 2563 มีจำนวน 287 ราย แต่ 5 เดือนแรกของปี 2564 มีผู้อนุบาลยื่นขอโอนย้ายไปทำงานในโรงงานไปแล้ว 1,751 ราย ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานฟิลิปปินส์มากที่สุด 872 ราย ตามด้วยอินโดนีเซีย 649 ราย เวียดนาม 217 ราย ผู้อนุบาลไทยก็โอนย้ายกับเขาเหมือนกัน 13 ราย

5 เดือนแรกของปีนี้ มีผู้อนุบาลขอย้ายไปทำงานในโรงงานไปแล้ว 1,751 ราย ในจำนวนนี้ เป็นแรงงานฟิลิปปินส์มากที่สุด 872 ราย ตามด้วยอินโดนีเซีย 649 ราย เวียดนาม 217 ราย ผู้อนุบาลไทยก็ย้ายกับเขาเหมือนกัน 13 ราย

          ต่อสถานการณ์ดังกล่าว นางสวี่หมิงชุน รมว. กระทรวงแรงงานตอบกระทู้ถามของสมาชิกสภานิติบัญญัติก่อนหน้านี้ว่า โดยหลักการแล้ว จะไม่อนุญาตให้ผู้อนุบาลโอนย้ายงานข้ามประเภทไปทำงานภาคการผลิต ยกเว้นแต่ในกรณีได้รับการปฏิบัติจากนายจ้างอย่างไม่ถูกกฎหมาย เช่นมีการทำร้ายหรือผิดสัญญาจ้าง หรือนายจ้างเดิม นายจ้างใหม่และตัวผู้อนุบาลเองยินยอมย้ายงานทั้ง 3 ฝ่าย และนายจ้างใหม่ต้องมีคุณสมบัติว่าจ้างแรงงานต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ช่วงหลังๆ มีนายจ้างจำนวนมากร้องเรียนว่า ผู้อนุบาลของตนต้องการจะย้ายงานไปทำในโรงงาน เมื่อไม่ยอม ผู้อนุบาลจะใช้วิธีอู้งาน หรือแกล้งทำงานผิดพลาด เพื่อบีบให้นายจ้างยอมให้ตนย้ายงานได้ หากนายจ้างรายใดประสบปัญหาดังกล่าว สามารถร้องเรียนต่อกองแรงงานได้ หากตรวจสอบแล้วเป็นจริง กระทรวงแรงงานจะไม่อนุญาตคำร้องขอย้ายงานของผู้อนุบาลรายนั้นๆ และจากสภาพการณ์ดังกล่าว กระทรวงแรงงานกำลังทบทวนมาตรการการย้ายงานของผู้อนุบาล โดยมีแนวโน้มว่า จะออกกฎระเบียบใหม่ จำกัดผู้อนุบาลที่ยังทำงานไม่ครบสัญญาขอย้ายงานโดยไร้เหตุผล

กลุ่ม NGO และผู้อนุบาลต่างชาติประท้วงนโยบายของกระทรวงแรงงานที่เตรียมออกกฎระเบียบห้ามย้ายงานข้ามประเภท

          ต่อความเห็นของกระทรวงแรงงานข้างต้น กลุ่ม NGO ประท้วงว่า คัดค้านมาตรการห้ามย้ายงานข้ามประเภท และเรียกร้องให้บัญญัติกฎหมายคุ้มครองสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้แรงงานในครัวเรือนโดยเร็ว นางสาวเฉินซิ่วเหลียน นักวิจัยของสมาคมแรงงานสากลไต้หวันกล่าวว่า ผู้อนุบาลในครัวเรือนทำงานหนัก แต่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน ไม่มีวันหยุด ทำงานโดยไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน แต่ละเดือนรับค่าจ้างเพียง 17,000 เหรียญไต้หวัน เทียบกับแรงงานภาคการผลิตที่มีเวลาทำงานและพักผ่อนที่แน่นอน มีโอกาสทำงานล่วงเวลาหรือโอที รับค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำคือ 24,000 เหรียญไต้หวัน

กลุ่ม NGO และผู้อนุบาลต่างชาติเดินขบวนเรียกร้องให้ตำแหน่งผู้อนุบาลได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายมาตรฐานแรงงาน

          ต่อเสียงประท้วงดังกล่าว กรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานออกแถลงการณ์ 4 ข้อดังนี้

          1. แรงงานต่างชาติที่มาทำงานตำแหน่งผู้อนุบาล ก่อนการเดินทางได้รับทราบรายละเอียดการทำงานและกฎระเบียบแล้วว่า ไม่สามารถย้ายงานใหม่ได้ ยกเว้นมีเหตุที่ไม่ได้เกิดจากตัวแรงงานเอง และการย้ายงานจะต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงแรงงานก่อนจึงจะทำได้

          2. เนื่องจากสถานการณ์โควิด ทำให้การนำเข้าแรงงานต่างชาติลดลงอย่างมาก การย้ายงานข้ามประเภทเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้อนุบาลบางรายเพื่อจะขอโอนย้ายไปทำงานในโรงงาน ใช้วิธีหยุดการทำงานบีบให้นายจ้างยินยอม ส่งผลต่อสิทธิประโยชน์ของนายจ้างและผู้ถูกดูแลอย่างมาก เพื่อความเป็นธรรมและคำนึงถึงความต้องการในการอนุบาลผู้ป่วย กระทรวงแรงงานกำลังร่างกฎระเบียบใหม่ โดยยึดหลักการว่า ให้นายจ้างภาคสวัสดิการสังคมเป็นผู้มีสิทธิ์รับโอนย้ายงานเป็นลำดับแรกก่อน หากเลยช่วงระยะหนึ่ง ยังไม่มีนายจ้างที่จะว่าจ้างผู้อนุบาล จึงจะอนุญาตให้ย้ายงานข้ามประเภทไปทำงานที่โรงงานได้

          3. ผู้ใช้แรงงานในครัวเรือน ไม่ว่าจะแรงงานต่างชาติหรือแรงงานท้องถิ่น ล้วนไม่ได้อยู่ในบังคับใช้ของกฎหมายมาตรฐานแรงงาน แต่สิทธิประโยชน์และเงื่อนไขการทำงาน ได้ระบุในสัญญาจ้างอย่างชัดเจน และกระทรวงแรงงานกำลังหารือกับประเทศผู้ส่งออกแรงงานเกี่ยวกับปัญหาการปรับขึ้นค่าจ้างผู้อนุบาล พร้อมกันนี้ ยังขยายขอบข่ายการใช้มาตรการช่วยดูแลผู้ป่วยชั่วคราว แบ่งเบาภาระของผู้อนุบาล

          4. ผู้อนุบาลที่ใช้วิธีอู้งาน แกล้งทำงานผิดพลาด หรือวิธีการอื่นๆ เพื่อบีบให้นายจ้างยอมให้ตนย้ายงานได้ หากถูกตรวจพบว่าเป็นจริง จะเพิกถอนใบอนุญาตทำงานและถูกส่งกลับประเทศ นายจ้างรายใดประสบปัญหาดังกล่าว สามารถร้องเรียนต่อกองแรงงานท้องที่ได้

กระทรวงแรงงานเล็งออกกฎระเบียบผู้อนุบาลการย้ายงานของผู้อนุบาล ต้องเป็นงานอนุบาลเป็นอันดับแรกก่อน

2. แรงงานไทยเมาควบจักรยานไฟฟ้าจากไทจงไปหาแฟนที่จางฮั่ว ระหว่างทางชนเสาไฟฟ้าดับ

          สุรา จัดเป็นต้นเหตุหลักที่ทำให้แรงงานไทยในไต้หวันเสียชีวิต ทั้งสุขภาพร่างกายทรุดโทรม ป่วยเป็นโรคหรือทำให้เกิดอุบัติเหตุ ทั้งจากการทำงาน การจราจรหรือทะเลาะวิวาท มีการประชาสัมพันธ์เป็นประจำ แรงงานส่วนใหญ่รู้ผลของการดื่มสุรา แต่มีจำนวนหนึ่งยังคงดื่มจัดเหมือนเดิมและมีข่าวป่วย พิการหรือเสียชีวิตเนื่องจากสุราเป็นประจำ

แรงงานไทยเมาสุรา ขี่จักรยานไฟฟ้าที่ปรับแต่งความเร็วจากไทจงไปจางฮั่ว ระหว่างทางชนเสาไฟฟ้าข้างทางเสียชีวิต ในภาพเป็นสถานที่และรถจักรยานไฟฟ้าคันที่เกิดเหตุ

          อย่างแรงงานไทยรายหนึ่ง อายุ 30 ปี ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ขอนแก่น เดินทางมาทำงานกับนายจ้างที่นครไทจง เมื่อช่วงเย็นวันที่ 9 พ.ค. ที่ผ่านมา หลังจากดื่มเบียร์เข้าไปหลายประป๋อง จนมีอาการมึนเมา แต่ยังขับขี่รถจักรยานไฟฟ้า ที่มีการปรับแต่งความเร็วเกินมาตรฐาน 25 กม.ต่อชั่วโมง ขี่จากไทจงไปหาแฟนที่ตำบลเหอเหม่ย เมืองจางฮั่วด้วยอาการเมา ระหว่างทางบิดคันเร่งเต็มสปีด จนรถเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้าข้างทางอาการสาหัส ผู้พบเห็นเหตุการณ์แจ้งตำรวจช่วยนำส่งรักษาที่โรงพยาบาล แต่เสียชีวิตระหว่างทาง

สถานที่เกิดเหตุ

          ข่าวที่แรงงานไทยเสียชีวิตเนื่องจากเมาขี่จักรยานไฟฟ้าชนรถข้างทาง ชนเสาไฟฟ้าหรือตกคลอง เกิดขึ้นเป็นประจำ เกี่ยวกับเรื่องนี้ นอกจากสำนักงานแรงงานไทยห่วงกังวลโดยเพิ่มการประชาสัมพันธ์กันแล้ว กระทรวงแรงงานไต้หวันก็แสดงความห่วงใยเช่นกัน โดยกล่าวว่า เนื่องจากการขับขี่รถจักรยานไฟฟ้า ไม่ต้องมีใบขับขี่ อีกทั้งราคาถูกว่ารถมอเตอร์ไซค์ แรงงานต่างชาตินิยมซื้อหามาเป็นยานพาหนะแทนรถจักรยานแบบดั้งเดิม แต่เนื่องจากแรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ ไม่ทราบกฎจราจรของไต้หวัน ในวันหยุดหรือช่วงเลิกงาน มักจะขี่รถจักยานไฟฟ้าไปทานอาหารดื่มสุราหรือซื้อหาข้าวของ หาเพื่อน หากดื่มสุราจนระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจเกินมาตรฐาน หรือผิดกฎจราจร เช่นไม่สวมใส่หมวกกันน็อค ปรับแต่งความเร็วรถโดยพลการ พฤติกรรมเหล่านี้ถือว่าผิดกฎหมาย เมื่อถูกตรวจพบ จะถูกลงโทษหนัก กรณีร้ายแรง ยังจะเพิกถอนใบอนุญาตทำงาน ถูกส่งกลับประเทศ ไม่สามารถเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันได้ตลอดไป จึงเตือนมาด้วยความหวังดี เมาไม่ขับ มิเช่นนั้น ไม่เพียงกระเป๋าตังแฟบ ยังจะเสียอนาคตด้วย ที่สำคัญอาจเกิดอุบัติเหตุทำให้ร่างกายพิการหรือเสียชีวิต

รถจักรยานไฟฟ้าคันที่เกิดเหตุ

          จากข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยพบว่า แรงงานต่างชาติที่มีความผิดฐานก่ออันตรายในที่สาธารณะหรือเมาแล้วขับ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2556-2557 แต่ละปีมีจำนวนไม่ถึง 200 ราย แต่ในปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 214 ราย ปี 2559 มีจำนวน 397 ราย ปี 2560-61 เพิ่มขึ้นเป็นปีละกว่า 800 ราย ปี 2562 ทะลุหลักพัน เป็น 1090 ราย และปี 2563 เพิ่มเป็น 1,340 ราย ส่วนปี 2564 เนื่องจากสถานการณ์โควิดมาแรง โรงงานต่างๆ มีการจำกัดหรือขอความร่วมมือแรงงานต่างชาติหลีกเลี่ยงออกนอกสถานที่ ทำให้จำนวนผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรด้วยการเมาแล้วขับลดลงมาบ้าง กระนั้นก็ตาม 5 เดือนแรกขอปีนี้ ยังมีแรงงานต่างชาติเมาแล้วขับถูกจับ 492 ราย 

นิมนต์พระไทยทำพิธีสถานที่เกิดเหตุ

3. แรงงานไทยคลุ้มคลั่งปาระเบิดขวดในห้องนอนหวิดไฟไหม้ทั้งหอ เคราะห์ดีที่สกัดไว้ทัน ถูกจับข้อหาวางเพลิง

          ช่วงปีสองปีมานี้ แรงงานไทยบางราย มีอาการแปลก เช่นเกิดคลุ้มคลั่ง ประสาทหลอน คิดว่ามีคนลอบทำร้าย ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่ได้รับการยืนยันจากตำรวจว่าเกิดจากการฤทธิ์ยาเสพติดที่กระตุ้นประสาท บางรายโวยวายหรือผวา ขณะที่บางรายก้าวร้าวเป็นอันตรายต่อสาธารณะ อย่างกรณีของ แรงงานไทยรายหนึ่งเดินทางมาทำงานกับนายจ้างที่เขตซินจวง นครนิวไทเป แต่ถูกนายจ้างยกเลิกสัญญาอนุญาตให้ย้ายไปทำงานกับนายจ้างรายใหม่ เมื่อเดือนเมษายน 2564 แต่ย้ายไปทำงานกับนายจ้างใหม่ที่เขตกุยซาน นครเถาหยวนได้ไม่นานก็มีอาการแปลกๆ อ้างว่าว่ามีคนคอยลอบทำร้ายตนตลอด

แรงงานไทยคลุ้มคลั่งจุดระเบิดขวดในห้องนอนหวิดไฟไหม้ทั้งหอ เคราะห์ดีที่สกัดไว้ทัน ถูกจับข้อหาวางเพลิง

          เนื่องจากสถานการณ์โควิดรุนแรง นายจ้างไม่ให้แรงงานออกนอกสถานที่ ทำให้แรงงานไทยรายนี้ขาดยาเสพติด เกิดอาการลงแดง คลุ้มคลั่งโวยวายว่ามีคนคอยลอบทำร้ายตน เมื่อคืนวันที่ 23 มิ.ย. ที่ผ่านมาอาการหนักขึ้น หัวหน้างานและล่ามได้ไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เจ้าตัวปิดประตูห้องนอนไม่ยอมให้เข้า เมื่อล่ามและหัวหน้างานเคาะประตู แรงงานไทยรายนี้กลับเอาน้ำซุบในหม้อสาดไปที่ประตู ทำเอา หัวหน้างานและล่ามต้องหลบกันจ้าละหวั่น ล่ามปีนขึ้นไปส่องดูในห้องเห็นแรงงานไทยรายนี้ ใช้ขวดใส่เหล้าทำเป็นระเบิดขวดและทำท่าจะจุด จึงรีบแจ้งความ โชคดีที่ตำรวจเถาหยวนเดินทางมาถึงในเวลาไม่นาน พังประตูเข้าไปจับกุมแรงงานไทยรายนี้ยังโรงพัก ก่อนที่จะลุกลามกลายเป็นเพลิงไหม้ ตำรวจกล่าวว่า พฤติกรรมของแรงงานไทยรายนี้ แม้จะดูเหมือนไม่ปกติ แต่การวางเพลิง เป็นความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชนและทรัพย์สินผู้อื่น และเป็นคดีอาญา จึงส่งให้อัยการดำเนินคดี ข้อหาวางเพลิง อัยการสั่งควบคุมตัว เพื่อรอการสอบสวนต่อไป และช่วงระหว่างประกาศใช้มาตรการป้องกันโรคระดับ 3 ห้ามเยี่ยมจนกว่าสถานการณ์โรคโควิดจะคลี่คลายและมีการประกาศลดมาตรการป้องกันโรคเป็นระดับ 2

ตำรวจเดินทางมาเร็วระงับเหตุไว้ได้ทัน จับกุมแรงงานไทยรายนี้ดำเนินคดีข้อหาวางเพลิง

          ก็หวังว่า การไปสงบสติอารมณ์ในห้องขัง โดยไม่มียาเสพติดเป็นเวลานาน อาจเป็นผลดีต่อแรงงานไทยรายนี้ทำให้เลิกยาเสพติดก็เป็นไปได้

หลังถูกจับ นายจ้างเอาระเบิดขวดและมีดออกมาจากห้องของแรงงานไทย

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง