:::

RTI Radio Taiwan InternationalRTI Radio Taiwan Internationalขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 1 ตุลาคม 2564

  • 01 October, 2021
ขุนพล แรงงานไทย
2 แรงงานเวียดนามในเถาหยวนเมาหนักปั่นจักรยานซ้อนฝ่าไฟแดง ถูกรถตู้ชนกระเด็นตายอนาถ 2 ศพ

1. ย้ายนายจ้างต้องจ่ายค่าซื้อตำแหน่งงาน ส.ส.เรียกร้องกระทรวงแรงงานจัดการบจง.ไร้จรรยาบรรณอย่างเด็ดขาด

      สมาชิกสภานิติบัญญัติสังกัดพรรคดีพีพี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล ได้รับคำร้องเรียนจากแรงงานต่างชาติว่า บริษัทจัดหางานมีการเรียกเก็บค่าซื้อตำแหน่งงานจากพวกตน ในอัตรา 10,000 -25,000 เหรียญไต้หวัน จึงเรียกร้องกระทรวงแรงงานต้องตรวจสอบพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายของบริษัทจัดหางานเหล่านี้ แก้ปัญหาที่แรงงานต่างชาติถูกขูดรีด ซึ่งเป็นปัญหาหมักหมมมานาน พร้อมทั้งทบทวนขั้นตอนการย้ายนายจ้างให้มีความเป็นมิตรมากขึ้น เพื่อคุ้มครองสิทธิประโยชน์ที่ชอบด้วยกฎหมายของแรงงานต่างชาติ อย่าปล่อยให้ไต้หวันกลายเป็นเกาะแห่งแรงงานทาส

นายหงเซินฮั่น น.ส.หลินฉู่อิน และน.ส.ไล่ผิ่นอวี๋ 3 สมาชิกสภานิติบัญญัติร้องตรวจสอบบจง.เก็บค่าซื้อตำแหน่งงาน

      นางสาวหลินฉู่อิน นายหงเซินฮั่นและนางสาวไล่ผิ่นอวี๋ 3 สมาชิกสภานิติบัญญัติจัดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 23 กันยายนที่ผ่านมาว่า ได้รับร้องทุกข์จากประชาชนและแรงงานต่างชาติหลายรายว่า มีบริษัทจัดหางานไร้จรรยาบรรณหลายราย เรียกรับเงินค่าซื้อตำแหน่งงานจากแรงงานต่างชาติที่ประสงค์จะย้ายงานหรือย้ายนายจ้างใหม่ ตั้งแต่ 10,000 เหรียญขึ้นไปถึงหลายหมื่นเหรียญ ในจำนวนนี้ มีแรงงานอินโดนีเซียที่ร้องเรียนกล่าวว่า บริษัทจัดหางานเรียกรับเงินย้ายนายจ้างเป็นเงิน 25,000 เหรียญ ส่วนแรงงานเวียดนามรายหนึ่งที่ต้องการจะทำเรื่องย้ายนายจ้างด้วยตนเอง แต่ไม่มีใบอนุญาตทำงานจากกระทรวงแรงงาน ขอกับบริษัทจัดหางานต้องจ่าย 10,000 เหรียญจึงจะให้

นายหงเซินฮั่น น.ส.หลินฉู่อิน และน.ส.ไล่ผิ่นอวี๋ 3 สมาชิกสภานิติบัญญัติร้องตรวจสอบบจง.เก็บค่าซื้อตำแหน่งงาน

      ส.ส.ทั้ง 3 กล่าวว่า ตั้งแต่สถานการณ์โควิดรอบใหม่รุนแรงขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา รัฐบาลประกาศมาตรการปิดประเทศ แรงงานต่างชาติไม่สามารถเดินทางเข้าไต้หวันได้ ทำให้ภาวะขาดแคลนแรงงานรุนแรง การย้ายงานมีจำนวนมากขึ้น ขณะที่แรงงานต่างชาติทำเรื่องเองไม่ได้ เพราะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูล ส่วนนายจ้างก็ถูกบริษัทจัดหางานปิดบังข้อมูลข่าวสาร ทำให้บริษัทจัดหางานหลายรายถือโอกาสเก็บค่าย้ายนายจ้างหรือค่าซื้อตำแหน่งงาน ทั้งจากแรงงานต่างชาติที่ต้องการย้ายงานและจากนายจ้างที่ต้องการรับโอนย้ายแรงงานต่างชาติ กระทรวงแรงงานควรจะจัดทำแพลตฟอร์มที่มีความเป็นมิตรต่อแรงงานต่างชาติ ทำให้เข้าถึงข้อมูลได้ง่าย แรงงานต่างชาติสามารถดาวน์โหลดเอกสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตนได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันขอให้ตรวจจับและลงโทษบริษัทจัดหางานที่เรียกรับเงินค่าซื้อตำแหน่งงาน เนื่องจากเป็นพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย และหนังสือตอบในเรื่องนี้ของกระทรวงแรงงานแจ้งว่า ปัญหาการเก็บค่าซื้อตำแหน่งในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีผู้ร้องเรียนเพียง 11 ราย หลังตรวสอบแล้วผิดจริงและถูกลงโทษไปแล้ว 4 ราย ปัญหานี้จึงเห็นว่าไม่รุนแรง แต่แรงงานต่างชาติร้องทุกข์ทีเดียวกว่า 10 ราย มากว่ายอดจำนวนร้องเรียนที่กระทรวงแรงงานได้รับรวมกัน 3 ปี แสดงว่าปัญหานี้รุนแรงแต่ไม่มีใครกล้าร้องเรียน และแสดงออกถึงความไม่กระตือรือร้นในการแก้ปัญหาของกระทรวงแรงงาน

กลุ่ม NGO ประท้วง บจง. ยังคงขูดรีดแรงงานต่างชาติด้วยการเรียกเก็บค่าต่อสัญญาหรือค่าซื้อตำแหน่งงาน เรียกร้องให้ยกเลิกระบบการจัดส่งโดยบริษัทจัดหางานหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงานเมื่อปี 2563

      ด้านกระทรวงแรงงานกล่าวว่า ตามกฎหมายการจ้างงานและมาตรฐานการเรียกเก็บค่าใช้จ่ายของบริษัทจัดหางาน บริษัทจัดหางานจะเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากแรงงานต่างชาติได้ เฉพาะค่าบริการดูแลรายเดือนเดือนละ 1,800 เหรียญในปีแรก ปีที่สองเดือนละ 1,700 เหรียญและปีที่ 3 ขึ้นไปเดือนละ 1,500 เหรียญเท่านั้น ซึ่งต้องมีการลงนามสัญญากับแรงงานต่างชาติ มีการให้บริการจริงและห้ามเก็บล่วงหน้า หากมีการรียกเก็บค่าใช้จ่ายอื่นๆ ถือว่าผิดกฎหมาย มีโทษปรับ 10-20 เท่าของมูลค่าที่เรียกเก็บ แรงงานต่างชาติรายใดถูกเรียกเก็บเงินที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนคุ้มครองแรงงาน 1955

กลุ่ม NGO ประท้วง บจง. ยังคงขูดรีดแรงงานต่างชาติด้วยการเรียกเก็บค่าต่อสัญญาหรือค่าซื้อตำแหน่งงาน เรียกร้องให้ยกเลิกระบบการจัดส่งโดยบริษัทจัดหางานหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงานเมื่อปี 2563

      ก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงานเพิ่งประกาศเพิ่มเงื่อนไขในการโอนย้ายงานข้ามประเภทของแรงงานต่างชาติ โดยกำหนดให้แรงงานต่างชาติที่จะย้ายนายจ้างหรือย้ายงาน ต้องให้นายจ้างงานประเภทเดียวกันและมีคุณสมบัติเรียงตามลำดับก่อนหลัง 5 ลำดับมีสิทธิรับโอนย้ายก่อน แต่กระทรวงแรงงานกล่าวว่า เงื่อนไขการย้ายงานหรือย้ายนายจ้างฉบับนี้ ใช้เฉพาะการย้ายงานหรือย้ายนายจ้างระหว่างสัญญา สำหรับแรงงานต่างชาติที่ทำงานครบ 3 ปีและประสงค์ย้ายนายจ้างข้ามประเภท สามารถย้ายได้ตามปกติ โดยต้องยื่นคำร้อง 2-4 เดือนก่อนครบสัญญา

2. นึกว่าพบรักแท้ในโซเชียล สาวอินโดฯ ถูกหลอกวิดสูญเงิน 270,000 เหรียญ พนักงานธนาคารช่วยสกัดไว้ทัน เตือน! แก๊งคอลเซ็นเตอร์พุ่งเป้ามายังแรงงานต่างชาติในไต้หวัน กลโกงใหม่จะอ้างส่งของมาให้ติดศุลกากร

      เมื่อช่วงเดือนสิงหาคมปีนี้ พนักงานธนาคารเฟิร์สแบงค์ สาขารุ่ยฟางในนครนิวไทเป ขณะให้บริการผู้อนุบาลอินโดนีเซียรายหนึ่งเบิกถอนและโอนเงิน เห็นผิดสังเกต เพราะจำนวนเงินที่ถอนและโอนมากผิดปกติ ที่ผ่านมาจะถอนครั้งละประมาณ 20,000-30,000 เหรียญโอนกลับบ้าน แต่ครั้งนี้ถอนและโอนถึง 270,000 เหรียญ จึงถามไถ่ด้วยความห่วงใยว่า โอนไปให้ใคร? ทำอะไร? ผู้อนุบาลอินโดนีเซียรายนี้ตอบว่า จะเบิกและโอนเงินเพื่อเป็นค่าภาษีพัสดุจากแฟนหนุ่มที่รู้จักทางโซเชียลและส่งของมาให้ถูกยึดไว้ที่ด่านศุลกากร พนักงานธนาคารรู้ทันทีว่าถูกหลอกเสียแล้ว เกลี้ยกล่อมว่าเป็นกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ แต่สาวอินโดนีเซียไม่เชื่อ จะถอนและโอนเงินให้ได้ พนักงานธนาคารรายนี้จึงโทรศัพท์แจ้งตำรวจมาช่วยสกัด ตำรวจมาถึงนอกจากอธิบายให้ฟัง นำตัวอย่างคนงานต่างชาติที่เคยถูกหลอกให้โอนเงินในลักษณะเดียวกันมาให้ดู ขณะเดียวกันให้ประสานติดต่อกับผู้แจ้งให้โอนเงิน ผู้อนุบาลอินโดนีเซียรายนี้จึงรู้ว่าถูกแฟนที่รู้จักทางโซเชียลหลอก และขอบคุณพนักงานธนาคารและตำรวจที่ช่วยให้ตนไม่สูญเงินที่อุตส่าห์เก็บออมมาหลายปี 270,000 เหรียญ

ตำรวจกำลังเกลี้ยกล่อมสาวอินโดนีเซียที่คิดว่าพบรักแท้ในโซเชียล ที่แท้เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ วิดสูญเงิน 270,000 เหรียญ โชคดีที่พนักงานธนาคารช่วยสกัดไว้ทัน 

      เมื่อวันที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา หวางหงหรู่ ผู้กำกับสถานีตำรวจรุ่ยฟางนำโล่ประกาศเกียรติคุณและคูปองเงินสดร้านสะดวกซื้อไปมอบให้กับพนักงานธนาคารเฟิร์สแบงค์รายดังกล่าว เพื่อขอบคุณที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละเอียด มีความกระตือรือร้นในรักษาสิทธิประโยชน์ของลูกค้า ช่วยป้องกันไม่ให้ลูกค้าถูกหลอกสูญเงิน

ตำรวจกำลังเกลี้ยกล่อมสาวอินโดนีเซียที่คิดว่าพบรักแท้ในโซเชียล ที่แท้เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ วิดสูญเงิน 270,000 เหรียญ โชคดีที่พนักงานธนาคารช่วยสกัดไว้ทัน 

      ขณะเดียวกัน โฆษกกรมตำรวจกล่าวเตือนประชาชนทั่วไปและแรงงานต่างชาติว่า ปัจจุบัน เศรษฐกิจทั่วโลกซบเซา แรงงานต่างชาติในไต้หวันที่มีรายได้มั่นคง ได้รับผลกระทบไม่มากนักจึงตกเป็นเป้าหมายของขบวนการมิจฉาชีพข้ามชาติ โดยใช้เทคนิคกลโกงแบบเดิมๆ แต่มีการพลิกแพลงในคำพูดและคารม โดยมักจะผูกกับเหตุการณ์หรือข่าวที่กำลังเกิดขึ้น ทำให้ผู้ถูกหลอกไม่สามารถแยกแยะว่าจริงหรือเท็จ ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก เพื่อที่จะป้องกันผู้คนตกเป็นเหยื่อแก๊งนอกกฎหมายเหล่านี้ ตำรวจทุกพื้นที่ จะร่วมกับร้านสะดวกซื้อและสถาบันการเงินท้องถิ่น ตั้งเป็นเครือข่ายต่อต้านขบวนการหลอกลวงต้มตุ๋น นอกจากประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบถึงกลโกงแก๊งมิจฉาชีพแล้ว ยังมีการฝึกฝนให้พนักงานร้านสะดวกซื้อและสถาบันการเงิน หมั่นสังเกตอาการของลูกค้า เพื่อป้องกันถูกหลอก หากพบลูกค้าเข้าข่ายถูกหลอกลวง รีบประสานกับตำรวจ เพื่อช่วยปกป้องและสกัดไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการนอกกฎหมาย

หวางหงหรู่ (คนที่ 2 จากขวา) ผู้กำกับสถานีตำรวจรุ่ยฟางนำโล่ประกาศเกียรติคุณและคูปองเงินสดร้านสะดวกซื้อไปมอบให้กับน.ส.เฉิน พนักงานธนาคารเฟิร์สแบงค์สาขารุ่ยฟาง (คนที่ 1 จากขวา)

      ปัจจุบันแก๊งมิจฉาชีพข้ามชาติระบาดหนัก เตือนให้ระมัดระวัง โดยวิธีป้องกันไม่ให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก ต้องตั้งสติให้ดี เพราะหากหลงเชื่อให้ข้อมูลทางการเงินหรือโอนเงินไป มิจฉาชีพก็จะถอนเงินและหลบหนีไปทันที ทำให้ท่านแทบไม่มีโอกาสได้รับเงินคืนเลย ดังนั้นอย่าหลงเชื่อแก๊งคอลล์เซ็นเตอร์ ซึ่งมักจะแอบอ้างดังต่อไปนี้

      - แอบอ้างว่ามีพัสดุส่งมาจากต่างประเทศ แต่ติดปัญหาด้านภาษีกับกรมศุลกากร และแจ้งให้จ่ายเงินเพื่อดำเนินการ ไม่เช่นนี้จะถูกเจ้าหน้าที่ยึดพัสดุ

      -แอบอ้างว่า ได้ส่งของขวัญหรือของมีค่าต่างๆ มาให้ผู้เสียหายและให้รอรับการติดต่อจากบริษัทขนส่งสินค้า จากนั้นไม่นานก็จะได้รับการติดต่อจากบริษัทขนส่งสินค้าทาง e-mail และ โทรศัพท์โดยให้โอนเงินจำนวนมากไปยังบริษัทขนส่งสินค้าในต่างประเทศ เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายและค่าภาษีอากร

บางครั้งก็แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ หลอกให้เหยื่อทำรายการที่ตู้เอทีเอ็ม เป็นเมนูภาษาอังกฤษ โดยแจ้งว่า ทำเพื่อล้างรายการหนี้สิน หรืออาจหลอกให้เหยื่อไปโอนเงินให้หน่วยงานภาครัฐเพื่อตรวจสอบ ซึ่งมิจฉาชีพเหล่านี้จะอาศัยความกลัว ความโลภ และความรู้ไม่เท่าทันของเหยื่อ ก็ต้องเตือนให้ระมัดระวัง อย่าเชื่อว่ามีของฟรีและของถูก เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อให้ต้องเสียทั้งเงิน เจ็บทั้งใจ

ตำรวจกำลังเกลี้ยกล่อมสาวอินโดนีเซียที่คิดว่าพบรักแท้ในโซเชียล ที่แท้เป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ วิดสูญเงิน 270,000 เหรียญ โชคดีที่พนักงานธนาคารช่วยสกัดไว้ทัน 

3.ดูไว้เป็นอุทาหรณ์! 2 แรงงานเวียดนามในเถาหยวนเมาหนักปั่นจักรยานซ้อนฝ่าไฟแดง ถูกรถตู้ชนกระเด็นตายอนาถ 2 ศพ

      แรงงานเวียดนามอายุเพียง 19 และ 23 ปี ทั้งสองทำงานอยู่ในบริษัทคลังสินค้าแห่งหนึ่งในเขตหลูจู๋ นครเถาหยวน เมื่อคืนวันจันทร์ที่ 20 กันยายน เวลา 22:42 น. หลังดื่มสุราจนเมาปั่นจักรยานซ้อนท้ายไปร้านสะดวกซื้อและเตรียมกลับหอพัก ขณะปั่นถึงสี่แยกถนนหนานซานในเขตหลู๋จู๋ ไม่ได้ใช้วิธีรอเลี้ยวแบบ 2 จังหวะ โดยไม่สนใจสัญญาณไฟแดงเลี้ยวซ้ายเข้าถนนหนานซานโดยตรง ถูกรถตู้โตโยต้าที่วิ่งตรงมาด้วยความเร็วสูงและเบรคไม่ทันพุ่งชนเข้าอย่างจัง จนร่างทั้งสองกระเด็นสูงขึ้น 3 เมตรแล้วตกลงกลางถนนเสียชีวิตคาที่ รถจักรยานบิดเบี้ยว เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจและรถพยาบาลมาถึง หนุ่มเวียดนามทั้งสองอยู่ในภาวะหัวใจหยุดเต้น รถพยาบาลรีบนำส่งรักษากู้ชีวิตที่โรงพยาบาลหมิ่นเซิ่งที่เถาหยวนและโรงพยาบาลฉางเกิงที่หลินโข่ว แต่แพทย์ไม่สามารถช่วยกู้ชีวิตคืนมาได้

2 แรงงานเวียดนามในเถาหยวนเมาหนักปั่นจักรยานซ้อนฝ่าไฟแดง ถูกรถตู้ชนกระเด็นตายอนาถ 2 ศพ

      แพทย์ตรวจระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของแรงงานเวียดนามวัย 19 ปี คนที่ปั่นจักรยาน เมื่อเทียบกับระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจแล้ว พบว่าสูงถึง 0.824mg/l ระดับแอกอฮอล์ที่สูงขนาดนี้ ปกติไม่สามารถเดินตรงได้ จะเซไปเซมา การขี่จักรยานจึงอันตรายมาก ส่วนคนชนที่ขับรถตู้ ตำรวจจับเป่าลมหายใจ มีระดับแอลกอฮอล์ในลมหายใจเป็น 0 คือไม่มีการดื่มสุรา กระนั้นก็ตามถูกตั้งข้อหาขับรถโดยประมาทและเร็วเกินกำหนด

2 แรงงานเวียดนามในเถาหยวนเมาหนักปั่นจักรยานซ้อนฝ่าไฟแดง ถูกรถตู้ชนกระเด็นตายอนาถ 2 ศพ

      ตำรวจเถาหยวนกล่าวว่า รถจักรยานเป็นยานพาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยการปั่น แม้จะไม่เหมือนจักรยานไฟฟ้าหรือรถจักรยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าหรือเครื่องยนต์ เมาแล้วขับถูกปรับเพียง 600 เหรียญ แต่ที่น่ากลัวคือเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากอุบัติเหตุ กรณีของแรงงานเวียดนามทั้ง 2 อยู่ในอาการเมาจัดขี่จักรยานซ้อน 2 เลี้ยวซ้ายที่ 4 แยก ไม่ได้เลี้ยวแบบ 2 จังหวะ เลี้ยวแบบฝ่าไฟแดงไปเลย ผิดกฎจราจร ส่วนคนขับรถตู้ก็มีความผิด ฐานไม่ลดความเร็วเมื่อผ่าน 4 แยก และขับรถโดยประมาท ตำรวจกล่าวว่า สัดส่วนความผิดในอุบัติเหตุครั้งนี้ แรงงานเวียดนามต่อคนชน อยู่ที่ 80 ต่อ 20

จักรยานคันที่ 2 แรงงานเวียดนามปั่นถูกชนจนบิดเบี้ยว

      ด้านกระทรวงแรงงานกล่าวว่า ปัญหาเมาแล้วขับในกลุ่มแรงงานต่างชาติอยู่ในสภาพการณ์ที่รุนแรง ในแต่ละเดือนมีแรงงานต่างชาติดื่มสุราแล้วขับขี่ยานพาหนะ ประสบอุบัติเหตุหลายคดี โดยแรงงานต่างชาติบางส่วน นิยมใช้ช่วงเลิกงานหรือวันหยุด ชวนเพื่อนฝูงดื่มสุราสังสรรค์ จากนั้นปั่นจักรยานหรือขี่จักรยานไฟฟ้าหรือรถมอเตอร์ไซค์กลับโรงงาน หากถูกตรวจพบ จะถูกลงโทษในข้อหาก่ออันตรายต่อสาธารณะ เมื่อถูกดำเนินคดี นอกจากเสียค่าปรับในอัตราสูงแล้ว ยังมีโทษทางอาญา ต้องถูกจำคุก เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายการจ้างงานมาตราที่ 73 วรรค 3 ที่ระบุว่า ชาวต่างชาติหากฝ่าฝืนกฎหมายของไต้หวันในลักษณะร้ายแรง จะถูกเพิกถอนใบอนุญาตทำงาน และห้ามเดินทางเข้าไต้หวันทำงานอีกตลอดชีพ

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง