:::

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2565

  • 02 September, 2022
ขุนพล แรงงานไทย
แรงงานไทยที่เดินทางมาทำงานภาคการเกษตรในนครเกาสง

1. ภาคการเกษตรไต้หวันขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก กระทรวงแรงงานอนุญาตเพิ่มโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติจาก 2,400 คน เป็น 6,000 คนอย่างมีเงื่อนไข

      คณะกรรมการการเกษตรไต้หวันประกาศว่า เนื่องจากภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก หลังจากเสนอแผนการปรับเพิ่มโควตานำเข้าแรงงานต่างชาติจากปัจจุบัน 2,400 คน เป็น 6,000 คน ได้รับการอนุมัติจากกระทรวงแรงงานแล้ว ดังนั้น เกษตรกรที่มีคุณสมบัติและประสงค์จะนำเข้าแรงงานต่างชาติ สามารถยื่นความประสงค์ขอนำเข้าต่อคณะกรรมการการเกษตรได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ทำให้มีการว่าจ้างแรงงานผิดกฎหมายจำนวนมาก (ภาพจาก The Liberty Times)

       ที่ประชุมคณะที่ปรึกษาและหารือนโยบายแรงงานข้ามชาติ กระทรวงแรงงาน มีมติเห็นชอบแผนเสนอปรับขึ้นยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในภาคการเกษตรเป็น 6,000 คน นายซูอวี้กั๋ว ผอ. สำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติ กรมพัฒนากำลังแรงงานกล่าวว่า สาขาการเกษตรที่อยู่ในขอบข่ายอนุญาตสามารถยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติได้ยังคงเหมือนเดิม ได้แก่ฟาร์มเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ เพาะเลี้ยงเห็ด สวนผัก บ่อเลี้ยงปลา ฟาร์มปศุสัตว์อื่น ๆ ที่นอกเหนือจากโคนม ได้แก่ฟาร์มแพะ สุกร ไก่ เป็ดและห่านเป็นต้น รวมถึงจ้างเหมาบริการภาคการเกษตรด้วย

ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ทำให้มีการว่าจ้างแรงงานผิดกฎหมายจำนวนมาก

      อย่างไรก็ตาม ผอ. สำนักงานบริหารแรงงานข้ามชาติกล่าวว่า การอนุญาตให้เพิ่มโควตาแรงงานภาคการเกษตรเป็น 6,000 คนดังกล่าว มติที่ประชุมคณะที่ปรึกษาและหารือนโยบายแรงงานข้ามชาติมีเงื่อนไขคือ แรงงานต่างชาติภาคเกษตรมีอัตราส่วนการหลบหนีค่อนข้างสูง ดังนั้น คณะกรรมการการเกษตรต้องสอดส่องสภาพการจ้างงานและความเป็นอยู่ของแรงงานที่ทำงานในภาคการเกษตร โดยให้จัดทำคู่มือประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ เงื่อนไขและสภาพการทำงานด้านการเกษตรในไต้หวันให้แรงงานต่างชาติได้ทราบถึงล่วงหน้า จัดทำคู่มือแนวทางปฏิบัติในการนำเข้าและคัดเลือกแรงงานต่างชาติสำหรับนายจ้าง เพื่อให้นายจ้างประกอบการพิจารณาในการนำเข้าแรงงานต่างชาติ ขณะเดียวกันต้องทบทวนมาตรการป้องกันการหลบหนีของแรงงานต่างชาติด้วย เมื่อปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กล่าวมาทั้งหมด กระทรวงแรงงาน จึงจะประกาศวันเวลายื่นคำร้องขอนำเข้าแรงงานต่างชาติต่อกระทรวงแรงงานต่อไป

ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ทำให้มีการว่าจ้างแรงงานผิดกฎหมายจำนวนมาก

      สืบเนื่องจากประชากรในชนบท มีอายุโดยเฉลี่ยสูงขึ้น แรงงานในภาคการเกษตรลดจำนวนลงอย่างต่อเนื่อง เมื่อปี 2560 คณะกรรมการการเกษตรเคยผลักดันโครงการกลุ่มแรงงานเกษตร เพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน แต่ไม่ได้ผล เนื่องจากแรงงานท้องถิ่นที่ประสงค์จะเข้าทำงานในภาคการเกษตรมีจำนวนน้อยมาก ส่งผลขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เกษตรกรจำนวนมากเดือดร้อนเพราะหาคนงานไม่ได้ แม้เมื่อปี 2562 จะอนุมัติให้นำเข้าแรงงานต่างชาติมาทำงานในลักษณะจ้างเหมาบริการภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น 400 คน แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาได้ คณะที่ปรึกษาและหารือด้านนโยบายแรงงานข้ามชาติของกระทรวงแรงงาน จึงเสนอให้ขยายการนำเข้าแรงงานต่างชาติในภาคการเกษตร นอกจากอนุมัติให้ฟาร์มโคนมนำเข้าแรงงานต่างชาติได้แล้ว ได้อนุญาตให้ฟาร์มเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ เพาะเลี้ยงเห็ด สวนผัก บ่อเลี้ยงปลา รวมถึงฟาร์มปศุสัตว์อื่นๆ ที่นอกเหนือจากโคนม ได้แก่ฟาร์มแพะ สุกร ไก่ เป็ดและห่านเป็นต้น ซึ่งขาดแคลนแรงงานประจำ 7,484 คน แรงงานตามฤดูกาล 120,000 คน สามารถยื่นขอนำเข้าแรงงานต่างชาติได้เช่นกัน โดยตั้งเพดานการนำเข้า 2,400 คน สำหรับสัดส่วนการนำเข้า ให้ใช้แรงงานท้องถิ่นทั้งหมดในฟาร์มมาคิดคำนวณ กล่าวคือ สัดส่วนการว่าจ้างแรงงานต่างชาติร้อยละ 35 ของแรงงานท้องถิ่นทั้งหมด หรือว่าจ้างแรงงานท้องถิ่น 10 คน นำเข้าแรงงานต่างชาติได้ 3.5 คน หากรวมโควตาพิเศษ สูงสุดนำเข้าได้ร้อยละ 40

ภาคการเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ทำให้มีการว่าจ้างแรงงานผิดกฎหมายจำนวนมาก

2. 1 พ.ย. นี้เป็นต้นไป ซื้อรถจักรยานไฟฟ้าคันใหม่ต้องขอแผ่นป้ายทะเบียน รถเก่าต้องติดภายใน 2 ปีและต้องซื้อประกันภัยภาคบังคับ

        สภานิติบัญญัติของไต้หวันผ่านกฎหมายการจราจรทางถนนและการลงโทษฉบับแก้ไข ตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย. 65 ขยายการควบคุมให้รถจักรยานไฟฟ้า หรือมีชื่อทางกฎหมายว่า ยานพาหนะ 2 ล้อขนาดเล็กที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า โดยกำหนดอย่างชัดเจนว่า รถจักรยานไฟฟ้าจะต้องผ่านการรับรองมาตรฐาน ติดแผ่นป้ายทะเบียนและซื้อประกันภัยบุคคลที่ 3 หรือประกันภัยภาคบังคับ จึงจะอนุญาตให้ขับขี่บนท้องถนนได้

แรงงานต่างชาตินิยมแต่งรถจักยานไฟฟ้าเสียหรู ทำให้คนไต้หวันตะลึง

      ด้านสภาบริหารประกาศตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. 65 เป็นต้นไป ซื้อรถจักรยานไฟฟ้าคันใหม่ จะต้องติดแผ่นป้ายเครื่องหมายผ่านการรับรองมาตรฐาน ต้องยื่นขอแผ่นป้ายทะเบียนรถและต้องซื้อประกันภัยบุคคลที่ 3 หรือประกันภัยภาคบังคับเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์หรือมอเตอร์ไซต์แล้ว จึงจะอนุญาตให้ขับขี่บนถนนได้ ส่วนรถจักรยานไฟฟ้าคันเก่าที่ซื้อก่อนวันที่ 1 พ.ย. 65 จะต้องยื่นขอติดแผ่นป้ายทะเบียนภายในเวลา 2 ปี นายซูเจินชาง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในนครเถาหยวนมีแรงงานต่างชาติจำนวนมาก และส่วนใหญ่นิยมขับขี่รถจักรยานไฟฟ้า อาจไม่ทราบระเบียบกฎหมายของไต้หวัน จึงขอให้กระทรวงแรงงานเพิ่มการประชาสัมพันธ์ในด้านนี้

แรงงานต่างชาตินิยมแต่งรถจักยานไฟฟ้าเสียหรู ทำให้คนไต้หวันตะลึง

      ตามกฎหมายการจราจรทางถนนและการลงโทษฉบับแก้ไข ในส่วนที่เกี่ยวกับรถจักรยานไฟฟ้า กำหนดให้ความเร็วไม่เกิน 25 กม. ต่อชั่วโมง น้ำหนักรถไม่รวมแบตเตอรี่ต่ำกว่า 40 กก. หรือรวมแบตเตอรี่ไม่เกิน 60 กก. ส่วนแผ่นป้ายทะเบียน กรมทางหลวง กระทรวงคมนาคมเป็นผู้ออกแบบ เป็นแผ่นป้ายทะเบียนพื้นสีขาว เลขทะเบียนสีเขียว นำหน้าด้วยอักษรภาษาอังกฤษ 2 ตัว ตามด้วยเลข 5 หลัก กรมทางหลวงกล่าวเตือนว่า รถจักรยานไฟฟ้าจะต้องซื้อประกันภัยภาคบังคับเช่นเดียวกับรถจักรยานยนต์ทุกคัน หากไม่มีประกัน จะไม่อนุญาตให้ยื่นขอแผ่นป้ายทะเบียน หากขับขี่โดยไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน จะถูกปรับ 1,200-3,600 เหรียญไต้หวัน ทั้งนี้ รถจักรยานไฟฟ้าคันเก่าที่ซื้อก่อนวันที่ 1 พ.ย. 65 จะต้องยื่นขอติดแผ่นป้ายทะเบียนภายในเวลา 2 ปี นับแต่วันที่กฎหมายฉบับนี้มีผล หรือก่อน 30 ต.ค. 67 มิเช่นนั้น จะถูกปรับสูงสุด 3,600 เหรียญไต้หวัน

แรงงานต่างชาตินิยมแต่งรถจักยานไฟฟ้าเสียหรู ทำให้คนไต้หวันตะลึง

      และเพื่อจะให้เป็นไปตามกฎหมายตั้งแต่ต้นทาง กฎหมายฉบับนี้ ยังให้อำนาจหน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบมาตรฐาน หลังจากได้รับอนุญาตจากกระทรวงคมนาคมแล้ว สามารถเดินทางไปสุ่มตรวจโดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้ายังสถานประกอบการของผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายรถจักรยานไฟฟ้า หากพบไม่ตรงตามมาตรฐาน มีอำนาจสั่งยุติการผลิตหรือจำหน่าย และผู้ประกอบการไม่สามารถยื่นขอแผ่นป้ายเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ ห้ามผลิตและจำหน่ายอีกต่อไป

ตำรวจเจียอี้ทลายร้านแต่งรถจักรยานไฟฟ้าขนาดใหญ่ จ้างแรงงานอินโดฯ เป็นลูกมือ มีผู้ไปใช้บริการจำนวนมาก

      ด้านกระทรวงแรงงานออกประกาศเตือนแรงงานต่างชาติว่า ควรซื้อหาหรือขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าที่มีเครื่องหมายฟ้าผ่าสีแดง ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานเท่านั้น ขับขี่รถจักรยานไฟฟ้าที่ไม่มีเครื่องหมายรับรองมาตรฐานจะถูกยึดรถทันที! ความเร็วรถเกิน 25 กม./ชม. โทษปรับตั้งแต่ 900-1,800 เหรียญไต้หวัน ไม่สวมหมวกกันน็อกถูกปรับ 300 เหรียญ ดัดแปลงหรือแต่งรถจักรยานไฟฟ้าปรับตั้งแต่ 1,800-5,400 เหรียญไต้หวัน ไม่ให้คนซ้อนท้ายและห้ามเมาแล้วขับ

ตำรวจเจียอี้ทลายร้านแต่งรถจักรยานไฟฟ้าขนาดใหญ่ พบขายป้ายเครื่องหมายรับรองมาตรฐานปลอมด้วย

      กระทรวงแรงงานกล่าวว่า เนื่องจากรถจักรยานไฟฟ้าราคาถูกกว่ารถมอเตอร์ไซค์มาก อีกทั้งไม่ต้องสอบใบขับขี่ จึงได้รับความนิยมและกลายเป็นหนึ่งในยานพาหนะที่สำคัญของกลุ่มแรงงานต่างชาติไปแล้ว โดยมีแรงงานต่างชาติจำนวนไม่น้อยที่ซื้อรถจักรยานไฟฟ้าแล้ว ให้ร้านแต่งรถเพิ่มความเท่และความเร็วพอ ๆ กับรถมอเตอร์ไซค์ เตือนว่า อย่าแต่งรถและเพิ่มความเร็วเด็ดขาด นอกจากนี้ ควรซื้อหารถจักรยานไฟฟ้าที่มีแผ่นป้ายเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน และ 1 พ.ย. 65 เป็นต้นไป ซื้อรถจักรยานไฟฟ้าคันใหม่ ยังต้องยื่นแผ่นป้ายทะเบียน ซื้อประกันภัยภาคบังคับให้เรียบร้อย จึงจะขี่บนท้องถนนได้ มิเช่นนั้น จะถูกลงโทษปรับ ทำให้เสียเงินเสียทอง  

3. ไมรอด! ตำรวจทั่วไต้หวันตรวจเข้มแรงงานผิดกฎหมาย 5 ช่างเชื่อมไทยรายได้เดือนละกว่า 40,000 เหรียญ กินอยู่ฟรี เชื่อนายหน้าเถื่อนนัดกันหลบหนี ไม่ถึง 10 วันถูกจับ ขอกลับไปทำงานที่นายจ้างเดิม แต่สายเสียแล้ว

      ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติหลบหนีพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ จากสถิติล่าสุดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2565 แรงงานต่างชาติในไต้หวันที่หลบหนีนายจ้างและยังไม่ถูกตรวจพบกว่า 72,000 คน เพิ่มขึ้นจากเมื่อต้นปี 2565 ร่วม 20,000 คน กระทรวงแรงงานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจับมือแก้ปัญหาแรงงานต่างชาติหลบหนีที่พุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยในส่วนของกระทรวงแรงงาน ได้แก้กฎหมายเพิ่มโทษนายจ้างที่ว่าจ้างแรงงานต่างชาติเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมายโดยคิดค่าปรับเป็นรายหัว เพิ่มรางวัลนำจับสูงสุด 70,000 เหรียญ ขณะที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทั่วไต้หวัน เริ่มปฏิบัติการตรวจค้นกวาดล้างนายหน้าเถื่อน นายจ้างและแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายทั่วไต้หวันอย่างเข้มข้น ตั้งแต่เดือนมิถุนายนเป็นต้นมา ตรวจพบแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายแล้วหลายร้อยคน

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่จางฮั่วจับแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย มีทั้งแรงงานเวียดนาม อินโดนีเซียและไทย

      อย่างที่เมืองจางฮั่ว ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองได้รับแจ้งว่า มักปรากฏรถตู้หลายคัน รับแรงงานต่างชาติเต็มคันรถไปปล่อยลงไซต์งานก่อสร้างหรือสถานที่ทำงานต่าง ๆ เช่นโรงงานผลิตชิ้นส่วนรถจักรยานเป็นต้น มีการออกติดตามตรวจสอบ ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ สามารถจับกุมแรงงานต่างชาติผิดกฎหมายรวม 19 คน ในจำนวนนี้ มีแรงงานไทยตำแหน่งช่างเชื่อม 2 คน ซึ่งหลบหนีออกจากไซต์งานก่อสร้างสะพานในเขตตั้นสุ่ย นครนิวไทเป พร้อมกับเพื่อนแรงงานไทยในไซต์งานในวันเดียวรวม 8 คน เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่ผ่านมานี้เอง โดยแรงงานไทยทั้ง 8 คน เพิ่งจะเดินทางมาทำงานได้ไม่กี่เดือน ในจำนวนนี้ มี 5 คนที่พอมีพื้นฐานการเชื่อม นายจ้างช่วยฝึกฝนจนมีความชำนาญ ยกระดับให้เป็นช่างเชื่อม 3G ปรับเงินเดือนประจำไม่รวมโอที 27,500 เหรียญ อาหารที่พักฟรี แต่ละเดือนมีรายได้ 40,000-50,000 เหรียญ แต่หลงเชื่อฟังนายหน้าเถื่อน หลบหนีไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย นายจ้างได้แจ้งสำนักงานแรงงานไทยและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อติดตามจับกุมส่งกลับประเทศ ทั้งนี้ 1 ในช่างเชื่อมที่ถูกจับกุมดังกล่าว ญาติพี่น้องที่เมืองไทยทราบเรื่องร้อนใจเป็นอย่างมาก ร้องเรียนต่อสำนักงานแรงงาน ขอให้นายจ้างเห็นใจรับกลับไปทำงานที่เดิม เพราะหนีออกไปไม่ถึง 10 วัน หากหนีออกไปไม่ถึงเดือนสำนึกผิด และยังไม่ถูกจับ จะขอกลับไปที่เดิม โอกาสที่นายจ้างจะรับกลับไปทำงานต่อยังพอมี แต่นี่ถูกจับถูกควบคุมตัวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่สามารถไปแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจได้ ก็ถือเป็นอุทาหรณ์สำหรับแรงงานไทยที่หลบหนีหรือกำลังคิดจะหลบหนี ต้องคิดให้รอบคอบ  

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่จังฮั่วได้รับแจ้งว่า มีรถตู้หลายคัน รับแรงงานต่างชาติเต็มคันรถไปปล่อยลงไซต์งานก่อสร้างหรือสถานที่ทำงานต่าง ๆ

      จากข้อมูล สตม. ไต้หวันพบว่า แรงงานไทยที่หลบหนีส่วนใหญ่หรือ 1,122 คนหลบหนีจากโรงงาน ไซต์งานก่อสร้างที่อดีตไม่มีปัญหานี้ ปัจจุบันหลบหนีเพิ่มมากขึ้น สำหรับสาเหตุที่หลบหนี นอกจากปัญหาส่วนตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหลักแล้ว ที่สำคัญมีนายหน้าเถื่อน ซึ่งมีทั้งล่ามของบริษัทจัดหางาน ล่ามอิสระ รวมถึงล่ามในโรงงานหรือไซต์งานก่อสร้างบางคน ชักชวนแรงงานไทยให้หลบหนีไปทำงานที่อื่น โดยอ้างว่า ได้ค่าจ้างมากกว่า มีการเก็บค่านายหน้า 25,000-35,000 เหรียญต่อคน ในช่วงแรก ๆ อาจยังไม่มีปัญหา แต่ไม่นานเมื่องานหมดลง หรือถูกเลิกจ้างเนื่องจากปัญหาของฝ่ายนายจ้าง เช่นกลัวถูกจับเป็นต้น แรงงานไทยเหล่านี้จะหลบหนีไปหางานใหม่ต่อไป จากข้อมูลของตำรวจตรวจคนเข้าเมืองพบว่า แรงงานต่างชาติที่ถูกตรวจพบส่วนใหญ่หรือ 90% ให้การว่า ไม่สามารถเก็บเงินได้ และเสียใจที่หลบหนีออกไป เพราะไม่ดีอย่างคิด นอกจากนี้ ยังต้องผวาตลอดเวลา เกรงจะถูกตรวจพบถูกจับส่งกลับประเทศ จึงเตือนว่า การหลบหนีเป็นการตัดอนาคตของตนเอง เพราะนอกจากไม่มีหลักประกันแล้ว เมื่อถูกตรวจพบส่งกลับประเทศ จะติดแบล็กลิสต์ไม่สามารถเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันได้ตลอดไป   

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่จางฮั่วจับแรงงานต่างชาติผิดกฎหมาย มีทั้งแรงงานเวียดนาม อินโดนีเซียและไมย

      สถิติล่าสุดของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2565 แรงงานต่างชาติในไต้หวันที่หลบหนีนายจ้างและยังไม่ถูกตรวจพบ มีจำนวน72,655 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานเวียดนามมากที่สุด 42,230 คน ตามด้วยแรงงานอินโดนีเซีย 26,479 คน อันดับ 3 ฟิลิปปินส์ 2,534 คน แรงงานไทยที่หลบหนีและยังไม่ถูกจับกุมมีจำนวน 1,411 คน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานไทยเพศชาย 1,192 คน เพศหญิง 219 คน

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองที่จังฮั่วได้รับแจ้งว่า มีรถตู้หลายคัน รับแรงงานต่างชาติเต็มคันรถไปปล่อยลงไซต์งานก่อสร้างหรือสถานที่ทำงานต่าง ๆ

      ตัวเลขแรงงานไทยที่แม้จะมีจำนวนหลบหนีน้อยที่สุด แต่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น หากเทียบกับต้นปี 2564 แรงงานไทยที่หลบหนีและยังไม่ถูกจับกุมจาก 904 คนเป็น 1,411 คน เพิ่มขึ้นในอัตราส่วน 64% ตัวเลขนี้สูงกว่าทุกชาติ

4. ไต้หวันปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปีใหม่ 26,400 เหรียญ เพิ่มขึ้นเดือนละ 1,150 เหรียญหรือ 4.56% ปรับเพิ่มเป็นปีที่ 7 ติดต่อกัน ผู้ใช้แรงงาน รวมแรงงานต่างชาติได้รับอานิสงส์ 1.75 ล้านคน

      เมื่อวันที่ 1 กันยายน ที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้เรียกประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำ ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่รัฐบาลและนักวิชาการ พิจารณาการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำในปี 2566 ที่ประชุมมีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนจากปัจจุบัน 25,250 เหรียญไต้หวัน เพิ่มเป็น 26,400 เหรียญไต้หวัน หรือปรับเพิ่มเดือนละ 1,150 เหรียญหรือปรับขึ้นในอัตราส่วน 4.56% คาดจะมีผู้ใช้แรงงาน ซึ่งรวมแรงงานต่างชาติได้อานิสงส์ 1,752,100 คน ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงสำหรับผู้ใช้แรงงานที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง ปรับขึ้นจาก 168 เหรียญเป็นชั่วโมงละ 176 เหรียญ หรือปรับขึ้น 4.8% คาดว่าจะมีผู้ใช้แรงงานที่ได้รับอานิสงส์ 574,600 คน ทั้งนี้ มติการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 26,400 เหรียญของที่ประชุมคณะกรรมการฯ ดังกล่าว จะต้องรอการอนุมัติจากสภาบริหารก่อน จากนั้นกระทรวงแรงงานจะประกาศอย่างเป็นทางการและเริ่มมีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 ม.ค. 2566 เป็นต้นไป

นางสวี่หมิงชุน รมว. กระทรวงแรงงานไต้หวันจัดแถลงข่าว หลังที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำมีมติปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือน 26,400 เหรียญ รายชั่วโมงปรับเป็น 176 เหรียญ

      นางสวี่หมิงชุน รมว. กระทรวงแรงงานไต้หวันกล่าวว่า ในที่ประชุม ผู้แทนฝ่ายลูกจ้างกล่าวว่า ภาวะเงินเฟ้อรุนแรง ทำให้ค่าจ้างขั้นต่ำที่ได้รับการปรับขึ้นในปีนี้มีส่วนช่วยในชีวิตความเป็นของผู้ใช้แรงงานน้อยมาก ประกอบกับเศรษฐกิจของไต้หวันปีนี้มีการขยายตัวสูงมาก ดังนั้นผลการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควรจะแบ่งปันให้ผู้ใช้แรงงานมีส่วนได้รับผลประโยชน์ด้วย ผู้แทนฝ่ายนายจ้างกล่าวว่า เห็นด้วยกับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อที่มีผลต่อความเป็นอยู่ของฝ่ายแรงงาน แต่ก็ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ขณะที่ผลกำไรลดน้อยลง และควรจะคำนึงถึงอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ยังไม่ฟื้นจากผลกระทบที่ได้รับจากสถานการณ์โควิด ด้านฝ่ายนักวิชาการกล่าวว่า ควรให้ความสำคัญกับดัชนีผู้บริโภคที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายของค่าจ้างขั้นต่ำที่ให้การคุ้มครองผู้ใช้แรงงานกลุ่มที่เปราะบาง นอกจากนี้ ผลจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ควรจะแบ่งปันให้กลุ่มแรงงานได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน รมว. กระทรวงแรงงานผู้นี้กล่าวว่า ผลการประชุมครั้งนี้ มีทั้งแบ่งปันและเอาใจเขามาใส่ใจเรา โดยพิจารณาจากภาวะเงินเฟ้อและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในที่สุดมีมติร่วมกันเห็นควรปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนจากปัจจุบัน 25,250 เหรียญไต้หวัน เพิ่มเป็น 26,400 เหรียญไต้หวัน หรือปรับเพิ่มในอัตราส่วน 4.56% ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงสำหรับผู้ใช้แรงงานที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง ปรับขึ้นจาก 168 เหรียญเป็นชั่วโมงละ 176 เหรียญ หรือปรับขึ้น 4.8% คาดจะมีผู้ใช้แรงงาน ซึ่งรวมแรงงานต่างชาติได้อานิสงส์ 1,752,100 คน และ 574,600 คน ตามลำดับ

      ก่อนการประชุม ฝ่ายแรงงานเรียกร้องให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนเป็น 28,000 เหรียญ หรือปรับขึ้น 10.9% จึงจะรับมือกับภาวะเงินเฟ้อได้ ขณะที่ฝ่ายนายจ้างก็โอดครวญว่า ตัวเลขที่รับได้คือไม่เกิน 3% สุดท้ายถอยกันคนละก้าว ปรับขึ้น 4.56% เป็น 26,400 เหรียญไต้หวัน หลังจากนี้ กระทรวงแรงงานต้องนำเสนอต่อสภาบริหารเพื่อพิจารณาอนุมัติ ซึ่งโดยทั่วไป สภาบริหารจะอนุมัติตามมติของคณะกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำ เมื่อผ่านการอนุมัติจากสภาบริหารแล้ว กระทรวงแรงงานจึงจะประกาศอย่างเป็นทางการและเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2566

กลุ่มแรงงานชุมนุมหน้าที่ทำการกระทรวงแรงงาน เรียกร้องให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนเป็น 30,000 เหรียญ

      นี่เป็นการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำติดต่อกันเป็นครั้งที่ 7 นับตั้งแต่ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินขึ้นดำรงตำแหน่ง 6 ปีที่ผ่านมา โดย 6 ครั้งที่ผ่านมา ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนไปแล้ว 26.2% ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงปรับขึ้นไปแล้ว 7 ครั้ง อัตราการปรับขึ้นสูงถึง 40%

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง