:::

RTI Radio Taiwan InternationalRTI Radio Taiwan Internationalขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 16 กันยายน 2565

  • 16 September, 2022
ขุนพล แรงงานไทย
นางสวี่หมิงชุน รมว. กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศอย่างเป็นทางการ ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือน 26,400 เหรียญ รายชั่วโมงปรับเป็น 176 เหรียญ มีผล 1 ม.ค. 66

1. สื่อญี่ปุ่นรายงานเสียงสะท้อนแรงงานต่างชาติในไต้หวัน : ไม่อยากให้มีสงคราม เพราะจะทำให้เสียโอกาสการทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว ส่วนใหญ่อยากอยู่ทำงานในไต้หวันต่อไป

      หลังการเยือนไต้หวันของนางแนนซี เพโลซี (Nancy Pelosi) ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2565 เป็นต้นมา วงการต่าง ๆ โดยเฉพาะจากโลกภายนอกต่างวิเคราะห์และห่วงใยสถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบไต้หวัน แต่มีความเห็นของคนกลุ่มหนึ่งที่ถูกละเลย พวกเขาคือแรงงานต่างชาติจากประเทศอาเซียนที่เดินทางมาทำงานหาเลี้ยงชีพและช่วยขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจไต้หวันเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง

แรงงานอินโดนีเซียเป็นแรงงานต่างชาติที่มีจำนวนมากที่สุดในไต้หวัน (ภาพจาก gvm.com.tw)

      Nikkei Asian Review นิตยสารทางเศรษฐกิจรายสัปดาห์ของญี่ปุ่นรายงานว่า จากข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม 2565 ในไต้หวันมีแรงงานต่างชาติทำงานอยู่จำนวน 695,133 คน พวกเขาเหล่านี้มาจาก 4 ประเทศผู้ส่งออกแรงงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์และไทย แรงงานต่างชาติเหล่านี้สะท้อนความในใจ ขณะให้สัมภาษณ์นักข่าวของนิตยสารฉบับนี้ว่า หากสถานการณ์เลวร้าย พวกตนอาจหมดโอกาสทำงาน อยากอยู่ทำงานในไต้หวันเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัวต่อไป

กลุ่มแรงงานอินโดนีเซียรับการฉีดวัคซีนโควิด-19 (ภาพจาก appledaily.com.tw)

      Kristine Donque แรงงานฟิลิปปินส์อายุ 37 ปี เป็นพนักงานโรงงานผลิตชิปแห่งหนึ่งในนครเถาหยวนกล่าวกับนักข่าวว่า ตนเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 เก็บออมเงินส่งกลับไปเลี้ยงครอบครัวเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์บุคคลสำคัญของสหรัฐฯ เดินทางเยือนไต้หวัน และกองทัพจีนทำการซ้อมรบช่วงระหว่าง 4-9 ส.ค. 65 Kristine สังเกตสายการผลิตของโรงงานยังคงปกติ และชาวไต้หวันไม่ได้ตื่นกลัวแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม ข่าวต่าง ๆ ในต่างประเทศ ทำให้แรงงานฟิลิปปินส์เริ่มขบคิดและกังวลว่า หากวันใดวันหนึ่ง สถานการณ์เลวร้ายลง กลุ่มที่ได้รับผลกระทบรุนแรงอีกกลุ่มหนึ่ง ไม่พ้นแรงงานต่างชาติ ซึ่งจะทำให้ตนและเพื่อน ๆ ที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน ไม่สามารถอยู่ทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้อีกต่อไป ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของครอบครัวอย่างรุนแรง

แรงงานไทยในไซต์งานก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีเขียว นครเถาหยวน

      Kristine กล่าวว่า ตนพอใจกับรายได้จากการทำงานในไต้หวัน ซึ่งมากกว่ารายได้ที่บ้านเกิดกว่า 2 เท่าตัว เธอกล่าวว่า หากมีโอกาส อยากจะทำงานเก็บเงินเลี้ยงครอบครัวในไต้หวันตลอดไป ไม่อยากให้มีสงครามเลย เธอกล่าวว่า แรงงานต่างชาติส่วนใหญ่ต้องการทำงานหารายได้ส่งกลับประเทศ ขณะที่นายจ้างไต้หวันก็ต้องการแรงงานต่างชาติ ไม่ว่าจะภาคการผลิตหรือผู้ใช้แรงงานในครัวเรือน ทั้งนี้ จากข้อมูลของกระทรวงมหาดไทยไต้หวันพบว่า เมื่อถึงปี พ.ศ. 2569 ผู้สูงอายุในไต้หวันที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป จะครองสัดส่วน 20% ของยอดจำนวนประชากร 23 ล้านคน

แรงงานต่างชาติพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดที่สวนสาธารณะริมน้ำข้างศูนย์การค้าอาเซียนสแควร์ นครไทจง (ภาพจาก gvm.com.tw)

       Husin Sahru แรงงานอินโดนีเซียอายุ 34 ปี เดินทางมาทำงานในโรงงานฉีดพลาสติกแห่งหนึ่งในนครไทจงตั้งแต่ 5 ปีที่แล้วกล่าวว่า ตนกู้เงินเพื่อมาจ่ายค่าบริการจัดหางานหรือค่าหัวคิวให้แก่บริษัทจัดหางาน 50 ล้านรูเปียห์ หรือประมาณ 103,000 เหรียญไต้หวัน หลังเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันครบ 3 ปี นอกจากส่งรายได้ส่วนหนึ่งไปเลี้ยงครอบครัวแล้ว ยังชำระหนี้สินจนหมดสิ้น ปัจจุบันมีเงินเก็บออมไว้ได้บ้าง Husin กล่าวว่า ตนไม่ได้จบการศึกษาสูง แต่โชคดีที่เดินทางมาทำงานในไต้หวัน ทำให้ตนมีความภาคภูมิใจที่ใช้หยาดเหงื่อของตนเลี้ยงครอบครัวและยังมีเงินเก็บออม หากเกิดสงคราม แรงงานต่างชาติจะเป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลเสียหายมากที่สุด เพราะจะหมดโอกาสในการทำงานต่อไป จึงไม่อยากให้สถานการณ์บานปลาย

แรงงานฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่จะทำงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์

      ด้าน Ratih Kabinawa นักวิชาการที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับประเทศอาเซียน จากมหาวิทยาลัย The University of Western Australia กล่าวแนะว่า ไต้หวันควรสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับแรงงานต่างชาติ ซึ่งจะเป็น 1 ในพลังสำคัญให้ประเทศผู้ส่งออกแรงงาน ที่ห่วงใยและกังวลความปลอดภัยในแรงงานของประเทศตน ช่วยส่งสัญญาณเตือนให้กองทัพจีนทราบถึงผลกระทบที่จะตามมา รวมถึงขอให้ใช้ความระมัดระวังในการแก้ปัญหาด้วย

แรงงานฟิลิปปินส์ในเมืองผิงตง (ภาพจากกองแรงงานเมืองผิงตง)

2. สุราพาไป! แรงงานไทยสร้างโรงเก็บก๊าซ LPG ในเถาหยวน ไม่พอใจถูกกล่าวหาขโมยถุงเท้า ใช้มีดแทงเพื่อนร่วมหอตาย ศาลสูงไต้หวันตัดสินคดีถึงที่สุดจำคุก 15 ปี

       คดีแรงงานไทยแทงกันตายคดีนี้ เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 9 พ.ค. ปี 2564 ที่หอพักแรงงานไทยของไซต์งานก่อสร้างโรงเก็บก๊าซ ปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG ที่นิคมอุตสาหกรรมกวนถัน เขตกวนอิน นครเถาหยวน คนแทงมีอาการมึนเมาด้วยฤทธิ์สุรา ไม่พอใจที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ขโมยถุงเท้า ทะเลาะกับผู้ตายที่กำลังตากผ้า จนถึงขั้นกอดปล้ำ ชักมีดปอกผลไม้แทงที่หน้าอกซ้ายผู้ตาย 2 แผล จากนั้นหลบหนีไป เนื่องจากแทงลึกเข้าไปถึงขั้วหัวใจ ทำให้เสียเลือดมากและทนพิษบาดแผลไม่ไหว สิ้นลมหายใจระหว่างทาง เมื่อส่งถึงโรงพยาบาล แพทย์ทำการกู้ชีวิตอยู่นาน 2 ชั่วโมง แต่ไม่เป็นผล ตำรวจตามล่ามือมีด จับได้ในพงหญ้าบริเวณด้านหลังหอพักหลังหลบหนีไปได้ 3 ชม. ควบคุมตัวส่งดำเนินคดี ศาลท้องถิ่นเถาหยวนตัดสินจำคุก 15 ปี หลังพ้นโทษแล้ว เนรเทศออกนอกประเทศ ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์โดยกล่าวว่า ไม่ได้ตั้งใจฆ่า แต่ศาลอุทธรณ์ยืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้จำคุกแรงงานไทยรายนี้เป็นเวลา 15 ปี และอนุญาตให้อุทธรณ์ได้อีกครั้ง เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ศาลสูงไต้หวันตัดสินคดีถึงที่สุด โดยยืนตามคำพิพากษาของศาลต้นและศาลอุทธรณ์ จำคุกจำเลย 15 ปี

ตำรวจออกค้นหาคนงานไทยมือมีดที่แทงเพื่อนร่วมชาติเสียชีวิต

       คู่กรณีของคดีนี้ได้แก่นายสิวะ นามประสิทธิ์ อายุ 26 ปี มาจากชลบุรี และนายเดียว เพ็ญสวัสดิ์ อายุ 37 ปี จากอุดรธานี เดินทางมาทำงานที่ไซต์งานก่อสร้างโรงเก็บก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือ LPG ที่นิคมอุตสาหกรรมกวนถัน เขตกวนอิน นครเถาหยวน เพื่อป้อนให้กับโรงไฟฟ้าต้าถาน ในวันเกิดเหตุ เมื่อคืนวันที่ 9 พ.ค. เวลาประมาณ 20.00 น. เศษ นายเดียว กลับเข้ามาในหอพักด้วยอาการเมาสุรา และด่าว่าผู้ตายที่กำลังตากผ้าอยู่ในหอพัก เพราะสงสัยกล่าวหาว่าตนขโมยถุงเท้า ทั้งสองทะเลาะกันรุนแรง ถึงขั้นกอดปล้ำกัน ระหว่างนี้นายเดียวชักมีดปอกผลไม้ที่ซ่อนเหน็บไว้ในเอวออกมา จ้วงแทงหน้าอกข้างซ้ายของนายสิวะ เป็นแผลลึกจนมิดด้าม 2 แผล จากนั้นหลบหนีไป  

นายเดียว หลังก่อเหตุหลบหนีไปซ่อนอยู่ในพงหญ้า บริเวณใกล้หอพัก  ถูกตำรวจตามจับได้และส่งดำเนินคดีข้อหาฆ่าคน ศาลสูงไต้หวันตัดสินคดีถึงที่สุดจำคุก 15 ปี

       เพื่อน ๆ ในหอพักและล่ามได้โทรศัพท์แจ้งความ รถพยาบาลส่งนายสิวะรักษาฉุกเฉิน แต่เสียชีวิตระหว่างทางไปโรงพยาบาล แพทย์กู้ชีวิตนาน 2 ชั่วโมงไม่เป็นผล ส่วนนายเดียว หลังก่อเหตุหลบหนีไปซ่อนอยู่ในพงหญ้า บริเวณใกล้หอพัก  ถูกตำรวจตามจับได้ในเวลา 23.00 น. ในคืนเดียวกัน ถูกส่งดำเนินคดีข้อหาฆ่าคน อัยการดำเนินคดีสั่งฟ้องข้อหาฆ่าคน ศาลท้องถิ่นเถาหยวนตัดสินจำคุก 15 ปี หลังพ้นโทษแล้ว เนรเทศออกนอกประเทศ ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์แก้ต่างว่า ไม่ได้จงใจฆ่าผู้ตาย แต่ศาลอุทธรณ์พิจารณาจากหลักฐานต่าง ๆ แล้วเห็นว่า จำเลยใช้มีดปลายแหลมแทงที่หน้าอกข้างซ้ายของผู้ตายอย่างแรงในครั้งแรก ลึกถึง 14 ซม. จนมิดด้ามตัดขั้วหัวใจและทะลุไปถึงปอด จากนั้นดึงมีดออกและแทงไปที่อกด้านขวาอย่างแรงเช่นกันโดยไม่ได้ยั้งรอ แสดงถึงความโหดเหี้ยมและฆ่าผู้ตายโดยเจตนา ในคำพิพากษาระบุว่า นายเดียวฆ่าคนเพียงแค่ไม่พอใจที่เพื่อนสงสัยว่าเป็นผู้ขโมยถุงเท้า เป็นเหตุให้ผู้ตาย ซึ่งมีวัยเพียง 26 ปีเสียชีวิต สร้างความเสียหายและเศร้าโศกให้กับครอบครัวผู้ตาย จัดเป็นโทษที่ร้ายแรง และหลังเกิดเหตุไม่มีการประนีประนอมยอมความกับญาติผู้ตาย ดังนั้น การตัดสินจำคุก 15 ปีของศาลชั้นต้นนั้นเหมาะสมแล้ว จึงตีกลับการอุทธรณ์ ยืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุก 15 ปี แต่อนุญาตให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลสูงได้ และเมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา ศาลสูงไต้หวันพิพากษาตัดสินคดีถึงที่สุด โดยยืนตามคำพิพากษาของศาลต้นและศาลอุทธรณ์ จำคุกนายเดียว 15 ปี

มีดที่ใช้แทงเพื่อนร่วมชาติเสียชีวิต

       นี่ก็เป็นอีกคดีหนึ่งของแรงงานไทยที่แทงกันเองเสียชีวิต สาเหตุหลักมาจากฤทธิ์น้ำเมา ทั้งนี้ สุราจัดเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของแรงงานไทยในไต้หวัน นอกจากทะเลาะวิวาทฆ่ากันเอง ส่งผลทำให้เกิดอุบัติเหตุเสียชีวิตแล้ว ยังทำให้แรงงานไทยจำนวนไม่น้อยสุขภาพมีปัญหา เส้นเลือดสมองแตก ต้องผ่าตัดกลายเป็นอัมพาต หรือป่วยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง จนถึงขั้นเสียชีวิต

       จึงเตือนมาด้วยความหวังดีว่า ควรลดละเลิกในการดื่มสุรา ด้วยการทำกิจกรรมที่ทำให้เกิดความสุขและผ่อนคลายแก่ตนเอง เช่น ฟังดนตรี เล่นกีฬาเบาๆ ทำงานศิลปะ เป็นต้น หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เสี่ยง หรือตัวกระตุ้นเร้าให้อยากดื่ม เช่น ร้านขายสุรา เพื่อนที่ดื่ม หรือชวนไปปาร์ตี้ เป็นต้น บอกกับบุคคลในครอบครัวและคนใกล้ชิดว่าตนกำลังเลิกสุรา ช่วยเป็นกำลังใจให้ด้วย ปฏิเสธเพื่อนที่มาชวนดื่มว่า ตนกำลังมีปัญหาสุขภาพ อยากจะลด ละ เลิกการดื่มสุราลง

3. พิษรักแรงหึง! จับ 3 คนงานเวียดนามโหด แค้นหนุ่มบ้านเดียวกันจีบแฟนเก่า บุกฟัน 12 แผลจนไส้ทะลักดับคาหอพัก

       เมื่อรุ่งเช้าวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา ที่บ้านเช่าบนถนนอันจง เขตอันหนาน นครไถหนาน เกิดเหตุฆาตกรรมโหดคดีหนึ่ง นายฟานคนงานเวียดนามผิดกฎหมาย อายุ 31 ปี ถูกแทงและถูกฟัน 12 แผล เสียชีวิตในห้องบนชั้น 2 ของหอพัก ตำรวจรับแจ้งเหตุรุดไปตรวจสอบ ตรวจดูจากกล้องวงจรปิดในบริเวณที่เกิดเหตุ พบขณะเกิดเหตุ มีคนงานเวียดนาม 2 คนวิ่งลงจากหอพัก ไปขึ้นรถจักรยานยนต์ที่มีคนสตาร์ทเครื่องรออยู่แล้ว ทั้ง 3 นั่งซ้อนรถจักรยานยนต์คันเดียวกันหลบหนีไป วันต่อมา ตำรวจตามไปจับกุมคนขับและคนซ้อนท้าย ซึ่งเป็นแรงงานเวียดนามทั้งคู่ได้ในนครไถหนานพร้อมรถจักรยานยนต์คันที่ใช้ก่อเหตุ แต่ผู้ต้องหาทั้งสองปฏิเสธมีส่วนเกี่ยวข้อง ตำรวจส่งให้อัยการดำเนินคดีข้อหาฆ่าคน ขณะเดียวกันตามจับแรงงานเวียดนามอีก 1 รายที่หลบหนี

หอพักแรงงานเวียดนามที่เกิดเหตุ

       ตำรวจสันนิษฐานคนก่อเหตุคือนายตวน อายุ 37 ปี แรงงานเวียดนามที่ทำงานอยู่ในนครไถหนาน หลังก่อเหตุได้หลบหนีอออกจากโรงงาน จากการตรวจสอบ ตำรวจสืบทราบมาว่า นายตวนหนีไปกบดานอยู่ที่บ้านเช่าเพื่อนที่นิคมอุตสาหกรรมถานจื่อ นครไทจง ดังนั้นเมื่อวันที่ 4 กันยายนที่ผ่านมา เวลา 20.08 นาที ขณะที่นายตวน ออกจากบ้านเพื่อน เพื่อไปหาซื้อของ ถูกตำรวจที่เฝ้าดักรออยู่แล้วเข้าจับกุมตัวได้

นายตวน ผู้ต้องหาแรงงานเวียดนามที่ทำงานอยู่ในนครไถหนาน ถูกจับหลังก่อเหตุได้หลบหนีไปกบดานอยู่ที่บ้านเช่าเพื่อนที่นิคมอุตสาหกรรมถานจื่อ นครไทจง

      จากการตรวจสอบทราบว่า  นายตวนแยกทางกับนางเจิ่น อายุ 40 ปี แฟนเก่าเมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ ในเดือนกรกฎาคมพบว่านายฟาน หนุ่มบ้านเดียวกันไปจีบและอยู่กินกับแฟนเก่าของตน จึงเกิดความหึงหวงและไม่พอใจ ก่อนเกิดเหตุเคยโทรศัพท์ต่อว่านายฟาน บังอาจจีบแฟนเก่าของตน ทั้งสองทะเลาะกันทางโทรศัพท์ นายตวนบันดาลโทสะ เรียกเพื่อนอีก 2 คนพร้อมคว้ามีดสปาต้าและเหล็กแป๊บควบรถจักรยานยนต์ ซิ่งไปยังที่พักของนายฟาน เมื่อไปถึง คนขี่รถจักรยานยนต์สตาร์ทรถไว้รอ นายตวนพร้อมเพื่อนอีก 1 คนบุกถึงชั้น 2 ขอหอพักแรงงานต่างชาติที่นายฟานพักอาศัย เมื่อไปถึงให้เพื่อนถือเหล็กแป๊บดูต้นทาง นายตวนไม่พูดพร่ำทำเพลง ใช้มีดสปาต้าไล่แทงไล่ฟันนายฟานถึง 12 แผลจนไส้ทะลักเสียชีวิตคาห้องพัก จากนั้นหลบหนีโดยซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ที่เพื่อนติดเครื่องรออยู่แล้วหลบหนีไป จนกระทั่งถูกจับกุมได้ทั้งหมด

ตำรวจจับ 2 ผู้ต้องหาชาวเวียดนามร่วมกับนายตวน บุกฟันแรงงานชาติเดียวกัน 12 แผลจนไส้ทะลักดับคาหอพัก

      ตำรวจควบคุมตัวแรงงานเวียดนามทั้ง 3 ดำเนินคดีข้อหาฆ่าคนต่อไป ศาลสั่งขังเพื่อรอการตรวจสอบ และสั่งห้ามเยี่ยมห้ามประกัน เนื่องจากเห็นว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 ฆ่าเพื่อนร่วมชาติในลักษณะโหดร้าย ต้องคดีฆ่าคนโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งเป็นคดีอาญาที่โทษจำคุกเกิน 10 ปีขึ้นไป และหลังเกิดเหตุ ผู้ต้องหาทั้ง 3 ได้ลบข้อความติดต่อทางสื่อโซเชียลระหว่างกัน เพื่ออำพรางคดี และให้การบ่ายเบี่ยง อ้างว่าผู้ตายเป็นฝ่ายลงมือก่อน พวกตนเป็นเพียงป้องกันตัว และไม่ยอมบอกที่ซ่อนมีดสปาต้าที่ใช้ก่อเหตุ

ตำรวจจับ 2 ผู้ต้องหาชาวเวียดนามร่วมกับนายตวน บุกฟันแรงงานชาติเดียวกัน 12 แผลจนไส้ทะลักดับคาหอพัก

4. กระทรวงแรงงานประกาศอย่างเป็นทางการ ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนเป็น 26,400 เหรียญ มีผล 1 ม.ค. 66

      เมื่อ 14 กันยายนที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานไต้หวัน ประกาศอย่างเป็นทางการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนปี 2566 จากปัจจุบัน 25,250 เหรียญ เป็น 26,400 เหรียญ ค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงจาก 168 เหรียญเป็น 176 เหรียญ มีผล 1 ม.ค. 66ประมาณการว่ามีผู้ใช้แรงงานทั้ง 2 กลุ่มได้รับอานิสงส์ 2.32 ล้านคน

นางสวี่หมิงชุน รมว. กระทรวงแรงงานไต้หวันประกาศอย่างเป็นทางการ ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือน 26,400 เหรียญ รายชั่วโมงปรับเป็น 176 เหรียญ มีผล 1 ม.ค. 66

      ตามที่กระทรวงแรงงานได้เรียกประชุมคณะกรรมการพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา ในที่ประชุมมีมติให้ปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำรายเดือนจากปัจจุบัน 25,250 เหรียญไต้หวัน เพิ่มเป็น 26,400 เหรียญไต้หวัน ปรับเพิ่มเดือนละ 1,150 เหรียญหรือปรับขึ้นในอัตราส่วน 4.56% คาดจะมีผู้ใช้แรงงาน ซึ่งรวมแรงงานต่างชาติด้วย ได้รับอานิสงส์ 1,752,100 คน ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงสำหรับผู้ใช้แรงงานที่ทำงานเป็นรายชั่วโมง ปรับขึ้นจาก 168 เหรียญเป็นชั่วโมงละ 176 เหรียญ หรือปรับขึ้น 4.8% คาดว่าจะมีผู้ใช้แรงงานที่ได้รับอานิสงส์ 574,600 คน และมติการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 26,400 เหรียญของที่ประชุมคณะกรรมการฯ ดังกล่าว ได้รับอนุมัติจากสภาบริหารแล้ว เป็นอันว่าปรับขึ้นแน่นอนแล้ว ดังนั้น กระทรวงแรงงานจึงจะประกาศอย่างเป็นทางการ ปรับขึ้นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำข้างต้น ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2566 เป็นต้นไป

      การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำครั้งนี้ เป็นการปรับขึ้นติดต่อกันครั้งที่ 7 แล้ว นับตั้งแต่ประธานาธิบดีไช่อิงเหวินขึ้นดำรงตำแหน่ง 7 ปีที่ผ่านมา จาก 20,008 เหรียญในปี 2559 ปรับขึ้นเป็น 26,400 เหรียญในปี 2566 หรือปรับขึ้นในอัตราส่วน 31.9% ส่วนค่าจ้างขั้นต่ำรายชั่วโมงปรับขึ้นไปแล้ว 8 ครั้ง จากชั่วโมงละ 133 เหรียญเป็น 176 เหรียญ ปรับขึ้นแล้ว 46.7%

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง