:::

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 4 พฤศจิกายน 2565

  • 04 November, 2022
ขุนพล แรงงานไทย
เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านภาษาอังกฤษ แรงงานฟิลิปปินส์ในไต้หวัน 107,289 คน จากทั้งหมด 152,025 คน ทำงานอยู่ในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์

1. ภาคการท่องเที่ยวขาดแคลนแรงงานหนัก ส.ส. เรียกร้องเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติ กลุ่มธุรกิจ รร. ร้องขอขยายเวลาทำงานของนักศึกษาต่างชาติจากสัปดาห์ละ 20 ชม. เป็น 40 ชม.

      ปัญหาขาดแคลนแรงงานลามไปทุกภาคส่วน ส่งผลกระทบต่อความต้องการกำลังแรงงานของภาคการผลิต บริการและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันอย่างหนัก แต่สำหรับภาคการผลิต แม้จะประสบปัญหา ยังดีที่รัฐบาลอนุญาตให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้ สำหรับภาคบริการ อย่างธุรกิจการท่องเที่ยว ขาดแคลนแรงงานหนัก โดยเฉพาะช่วงหลังการระบาดของโควิด-19 รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการควบคุมพรมแดน ธุรกิจการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว แต่หาพนักงานเข้าทำงานไม่ได้ ขณะที่ไม่ได้รับอนุญาตนำเข้าแรงงานต่างชาติ ร้องโอดครวญไปตาม ๆ กัน นายชิวจวี้หย่วน สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรค Taiwan People Party : TTP ยื่นญัตติเรียกร้อง 3 ประเด็น ขอให้กรมส่งเสริมการท่องเที่ยวประเมินความเป็นไปได้ที่จะขอนำเข้าแรงงานต่างชาติของกลุ่มธุรกิจโรงแรมและโฮมสเตย์ภายใน 2 สัปดาห์ ขอให้กระทรวงศึกษาธิการประเมินความเป็นไปได้ในข้อเสนอขยายระยะเวลาทำงานของนักศึกษาต่างชาติจากปัจจุบันอนุญาตให้ทำงานได้สัปดาห์ละ 20 ชม. เป็น 40 ชม. ภายใน 1 สัปดาห์ และขอให้กระทรวงแรงงานประเมินผลของมาตรการให้ความช่วยเหลือจัดหางานแก่ภาคการท่องเที่ยว

นายชิวจวี้หย่วน สมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรค TTP จัดประชุมหารือแก้ปัญหาผู้ประกอบการการท่องเที่ยวขาดแคลนแรงงานอย่าางหนัก เรียกร้องเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติ (ภาพจาก udn.com)

      สมาชิกสภานิติบัญญัติผู้นี้กล่าวว่า ธุรกิจการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว หลังรัฐบาลผ่อนคลายมาตรการควบคุมพรมแดนตั้งแต่ 13 ตุลาคมเป็นต้นมา แต่ผู้ประกอบการต้องประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เนื่องจากได้รับผลจากอัตราเด็กเกิดใหม่ลดน้อยลงไปทุกปี ทำให้ภาวะขาดแคลนแรงงานนับวันรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคบริการที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก แม้รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือจัดหางานให้แก่ผู้ประกอบการ แต่ไม่สามารถสนองความต้องการของผู้ประกอบการ และดูจากตัวเลขขาดแคลนแรงงานของผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมสูงถึง 180,000 คน ชาวไต้หวันรุ่นใหม่ไม่ประสงค์จะเข้าทำงานในธุรกิจโรงแรม จะแก้ปัญหาและดึงดูดให้คนรุ่นใหม่ทำงานในธุรกิจการท่องเที่ยวให้มากขึ้น เป็นเรื่องที่กระทรวงแรงงานและผู้ประกอบการจะต้องร่วมมือกัน และวิธีแก้ปัญหาที่ได้ผลอีกอย่างหนึ่ง ก็คือการอนุญาตให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้ ซึ่งกระทรวงแรงงานคำนึงถึงผลกระทบต่อโอกาสทำงานของแรงงานท้องถิ่น แต่แนะว่า อย่าถึงขั้นที่คนงานท้องถิ่นไม่อยากทำ และไม่อนุญาตให้ผู้ประกอบการนำเข้าแรงงานต่างชาติได้

ธุรกิจโรงแรมและโฮมสเตย์ ขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ผู้ประกอบการเรียกร้องเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติ

      สหพันธ์ผู้ประกอบการโฮมสเตย์ไต้หวันกล่าวเรียกร้องว่า ธุรกิจโรงแรมขาดแคลนแรงงานก็จริง แต่ผู้ประกอบการโฮมสเตย์หนักกว่า เนื่องจากทุกวันนี้ ผู้ประกอบการอายุมากขึ้น ลูกหลานที่เป็นรุ่นที่สองรับช่วงธุรกิจไม่ราบรื่น หากไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ธุรกิจโฮมสเตย์จำนวนมากอาจต้องปิดกิจการ จึงเรียกร้องให้เปิดการนำเข้าแรงงานต่างชาติ ซึ่งจะช่วยยกระดับการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวได้ ส่วนสหพันธ์ผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมกล่าวเรียกร้องว่า ขอให้ขยายระยะเวลาการทำงานของนักศึกษาต่างชาติที่ปัจจุบัน อนุญาตให้ทำงานได้สัปดาห์ละไม่เกิน 20 ชม. มาเป็น 40 ชม. เพราะระยะเวลาการทำงานที่สั้นเกินไป ส่งผลให้นักศึกษาต่างชาติที่มาทำงานไม่สามารถเรียนรู้ธุรกิจโรงแรมได้อย่างลึกซึ้ง

ไต้หวันผ่อนคลายมาตรการควบคุมพรมแดน ธุรกิจการท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว แต่ผู้ประกอบการร้องขาดแคลนแรงงาน (ภาพจาก Apple Daily)

      อย่างไรก็ตาม นางสาวจงจิ่นจี้ รองอธิบดีกรมพัฒนากำลังแรงงาน กระทรวงแรงงานกล่าวว่า ต้องยึดหลักคุ้มครองโอกาสทำงานของแรงงานท้องถิ่น ยังไม่มีนโยบายเปิดให้ภาคบริการนำเข้าแรงงานต่างชาติ และกระทรวงแรงงานได้ให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการการท่องเที่ยว โดยใช้มาตรการส่งเสริมให้แรงงานท้องถิ่นเข้าทำงานเป็นระยะเวลา 3 เดือน เริ่มมาจากเดือนตุลาคมเป็นต้นมา โดยหวังว่าจะได้ผลและช่วยผู้ประกอบการหาสาเหตุที่ประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานที่แท้จริง หากแน่ใจได้ว่า การหาแรงงานเข้าทำงานไม่ได้ ไม่ใช่เป็นปัญหาที่เกิดจากค่าจ้างต่ำ ค่อยมาประเมินกันอีกทีว่า จะเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติได้หรือไม่

ธุรกิจโรงแรมและโฮมสเตย์ ขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก ผู้ประกอบการเรียกร้องเปิดให้นำเข้าแรงงานต่างชาติ (ภาพจาก Apple Daily)

2. แรงงานไทยในไต้หวันป่วยโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น สนร. ไทเปชี้ ทุกปัญหามีทางออก วอนร่วมด้วยช่วยกัน หยุด“การฆ่าตัวตาย” แนะช่วยกันสังเกตและพูดคุยกับเพื่อนรอบข้างที่เก็บกดหรือมักมองโลกในแง่ลบ

       ปัญหาสุขภาพจิตมีแนวโน้มสูงขึ้นทั่วโลก สำหรับแรงงานไทยในไต้หวันก็เช่นกัน ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและทำอัตวินิบาตกรรมเพิ่มขึ้น จากสถิติพบว่า 10 เดือนแรกของปีนี้ มีแรงงานไทยจบชีวิตตัวเองด้วยการฆ่าตัวตายไปแล้วกว่า 15 คน สาเหตุส่วนใหญ่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าจากปัจจัยต่าง ๆ เช่นปัญหาครอบครัว ยาเสพติดและปัญหาสุขภาพ ส่วนวิธีฆ่าตัวตายเกือบทั้งหมดผูกคอตาย มีบางรายที่กินสารพิษเคมี สำนักงานแรงงานไทยเรียกร้องช่วยกันสอดส่องและยื่นมือให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย ด้วยการรับฟังและเป็นเพื่อน อาจช่วยให้เขาเปลี่ยนความคิดให้ดีขึ้น และยับยั้งชั่งใจตัวเองได้

แรงงานไทยในไต้หวันป่วยเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น (ภาพจาก healthyd.com)

       อย่างแรกเป็นคนงานไทยอายุ 27 ปีจากกรุงเทพฯ เดินทางมาทำงานในโรงงานผลิตเครื่องสุขภัณฑ์ชื่อดังของไต้หวัน โรงงานที่เขตปาเต๋อ นครเถาหยวน แรงงานไทยรายนี้ปกติไม่ค่อยสุงสิงกับใคร มีอาการหงุดหงิดและเครียดจัดจากปัญหาส่วนตัว ขณะทำงานใจไม่อยู่กับที่มักจะเหม่อลอย ในวันเกิดเหตุ คือเมื่อวันที่ 14 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้ถือโอกาสที่ไม่มีใครอยู่แอบเข้าห้องแลบของโรงงาน ซึ่งห้ามพนักงานที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าไป ยกโทลูอีน สารระเหยที่ใช้เช็ดคราบสุขภัณฑ์มาซด ถูกนำส่งล้างท้องที่โรงพยาบาลฉางเกิง สาขาหลินโข่ว แต่เนื่องจากสารเคมีดังกล่าวมีพิษและออกฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง ทำลายระบบทางเดินอาหารของแรงงานไทยรายนี้เสียหายหนัก เสียชีวิตที่โรงพยาบาลในเวลา 4 วันต่อมา

ร่วมด้วยช่วยกัน หยุด“การฆ่าตัวตาย”ทุกปัญหามีทางออก วอนรับฟังและเคียงข้างเพื่อนรอบข้างที่มักมองโลกในแง่ลบ

       ถัดจากนั้นเพียงไม่กี่วัน แรงงานไทยอีกรายอายุเพียง 23 ปี มาจากจังหวัดตาก เดินทางมาทำงานที่ไต้หวันเมื่อต้นเดือน มิ.ย. 65 ที่ไซต์งานหล่อแท่นปูนฐานรากแบบกล่องกันคลื่นทะเล โครงการก่อสร้างสถานีรับและจ่ายแก๊สแห่งที่ 3 ของบริษัทการปิโตรเลียมไต้หวันหรือ CPC ที่เขตกวนอิน นครเถาหยวน แรงงานไทยรายนี้เป็นคนเงียบขรึม ไม่ชอบพูดจากับใคร การทำงานไม่มีปัญหา และก่อนเหตุช่วง 2-3 สัปดาห์ เนื่องจากฝนตกหนักติดต่อกันและมีคลื่นลมแรง ทัศนวิสัยไม่ดี ทำให้ไม่สามารถไปทำงานในทะเลได้ และเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. วันที่ 21 ต.ค. 65 แรงงานไทยรายนี้ออกไปนอกแคมป์พักแต่ลำพังโดยไม่บอกใคร ช่วงเช้ามีชาวบ้านไปพบผูกคอตายข้างถนนห่างจากแคมป์พักไม่ไกล

มีปัญหาควรหาทางระบายหรือปรึกษากับคนที่เรารู้จัก อย่าเก็บกดไว้คนเดียว

       นอกจาก 2 รายกล่าวแล้ว ยังมีแรงงานไทยอีกหลายรายที่เสียชีวิตจากการทำอัตวินิบาตกรรม ที่ผ่านมา จำนวนแรงงานไทยในไต้หวันที่เสียชีวิตทั้งหมด แต่ละปีจะมีประมาณ 70 ราย แต่สำหรับปีนี้ เฉพาะ 10 เดือนแรก มีผู้เสียชีวิตแล้วกว่า 80 ราย และในจำนวนนี้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตาย ซึ่งส่วนใหญ่มาจากโรคซึมเศร้ากว่า 15 ราย

มีปัญหาควรหาทางระบายหรือปรึกษากับคนที่เรารู้จัก อย่าเก็บกดไว้คนเดียว ปัญหาทุกอย่างล้วนมีทางออก ไม่ควรแก้ปัญหาโดยวิธีตัดช่องน้อยแต่พอตัว เพราะจะทำให้คนข้างหลังเศร้าโศกเสียใจ กระทั่งเดือดร้อน จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก พบว่าโดยเฉลี่ยแล้วการเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายแต่ละครั้ง จะส่งผลกระทบต่อคนใกล้เคียงอย่างน้อย 6 คน หากเหตุการณ์เกิดขึ้นในโรงงานจะมีผลกระทบต่อคนได้เป็นจำนวนมาก ปัญหาเรื่องการฆ่าตัวตาย ไม่ได้เป็นเรื่องไกลตัว เนื่องจากความถี่ของปัญหามีมากขึ้นกว่าในอดีต รวมทั้งระดับความเครียด ความกดดันที่สูงขึ้นของผู้คนในสังคม ในขณะที่ความแข็งแรงของสุขภาพจิตที่ลดลง

       เมื่อพบว่า เพื่อนร่วมงานมีลักษณะบ่งบอกว่ามีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายแล้ว ต้องรีบให้ความช่วยเหลือ ป้องกัน ซึ่งทำได้ในหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับสถานการณ์ คนที่คิดฆ่าตัวตายมักมองโลกในแง่ลบ คิดว่าไม่มีใครช่วยเขาได้ เราจึงควรเป็นฝ่ายเข้าหาเขามากกว่ารอให้เขาร้องขอ โดยปกติ ก่อนเกิดเรื่องน่าเศร้าขึ้นสามารถสังเกตเห็นเป็นสัญญาณได้หลายอย่าง เช่น คิดว่าตัวเองไร้ค่า มีแต่ความล้มเหลวทำอะไรไม่สำเร็จ รู้สึกท้อแท้ รู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร คิดถึงคนที่ตายไปแล้ว สนใจข่าวการตาย ขาดความสนใจในตัวเอง ปล่อยเนื้อปล่อยตัวไม่ดูแลตัวเอง ไม่กินข้าว ไม่อาบน้ำ ไม่นอน ชอบเก็บตัวตามลำพัง แยกตัวจากครอบครัวและเพื่อนฝูง ขาดความสนใจต่อสิ่งรอบข้าง ไม่รู้สึกสนุกสนานกับสิ่งที่เคยชอบ มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น ดื่มเหล้าจัด ขับรถเร็ว พูดบ่น หรือเขียนข้อความเกี่ยวกับความคิดอยากตาย จัดการกับภาระสุดท้ายต่างๆ เช่น ทำพินัยกรรมยกสมบัติส่วนตัวให้ผู้อื่น เป็นต้น

       นางสาวประภาวดี แก้วศิริพงษ์ ผอ. สำนักงานแรงงานไทยกล่าวเรียกร้องว่า การรับฟังและเคียงข้างผู้ที่มีภาวะที่นำไปสู่การฆ่าตัวตาย แม้เพียงเวลาเล็กน้อย หรือเพียง 24 ชม. ก็อาจช่วยให้เขาเปลี่ยนความคิดให้ดีขึ้น และยับยั้งชั่งใจตัวเองได้

3. นายจ้างและ บจง. โอด ค่ารับรองสัญญาการนำเข้าแรงงานฟิลิปปินส์คิดเป็นรายหัว ตกคนละประมาณ 6,000 เหรียญ เพิ่มพรวดหลาสิบเท่า ทุกชาติเก็บหมด มีเพียง สนร. ไทยเท่านั้นที่บริการฟรี ไม่เก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ

      สำนักงานแรงงานฟิลิปปินส์ประจำในไต้หวัน ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมรับรองเอกสารการนำเข้าแรงงานตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา จากเดิมที่เก็บค่าธรรมเนียมรับรองการนำเข้าแรงงานฟิลิปปินส์เป็นชุด ชุดละไม่เกิน 10 คน เก็บ 1,435 เหรียญ หากเกิน 10 คนต้องทำเอกสารชุดใหม่ มาเป็นคิดเป็นรายหัว นายจ้างที่ต้องการจะนำเข้าแรงงานฟิลิปปินส์ ต้องรับรองเอกสารที่สำนักงานแรงงานฟิลิปปินส์ก่อน ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าตัว โดยคิดเป็นรายหัว กล่าวคือต้องทำเอกสารคนละ 1 ชุด แต่ละชุดประกอบด้วยเอกสาร 4 รายการ แต่ละรายการเก็บ 1,435 เหรียญ สรุปนำเข้าแรงงานฟิลิปปินส์ นายจ้างต้องจ่ายค่ารับรองเอกสารเฉพาะที่ด่านแรกที่ไทเปสูงถึง 5,740 เหรียญ และนายจ้างที่นำเข้าแรงงานฟิลิปปินส์ ส่วนใหญ่เป็นโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ นำเข้าแต่ละครั้งหลายสอบคนถึงหลายร้อยคน เฉพาะค่าธรรมเนียมรับรองเอกสารที่สำนักงานแรงงานฟิลิปปินส์ประจำไต้หวันเรียกเก็บสูงถึงหลายแสนเหรียญ ทำให้นายจ้างและบริษัทจัดหางานไต้หวันต่างร้องโอดครวญว่า เหมือนเป็นการรีดไถ

ที่ทำการสำนักงานแรงงานฟิลิปปินส์ในกรุงไทเป (ภาพจากเฟซบุ๊ก สนง. เศรษฐกิจและวัฒนธรรมมะนิลา)

      สหพันธ์การจัดหางานไต้หวัน ซึ่งเป็นองค์กรตัวแทนของกลุ่มบริษัทจัดหางานไต้หวันกล่าวว่า ค่าธรรมเนียมรับรองเอกสาร เป็นเงินหรือประโยชน์อย่างอื่นที่เรียกเก็บตามกฎหมาย เนื่องจากการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ซึ่งคิดตามต้นทุนความเป็นจริง ใช่ว่าจะเป็นการหาผลประโยชน์หรือเอากำไรจากการให้บริการในส่วนนี้ และการขึ้นค่าธรรมเนียมในลักษณะรีดไถก็ไม่เคยปรึกษาหารือหรือแจ้งล่วงหน้ากับผู้ใช้บริการ ซึ่งอาจทำให้บริษัทจัดหางานบางรายผลักภาระไปให้แรงงาน สุดท้ายแรงงานฟิลิปปินส์นั่นแหละต้องเป็นผู้แบกรับภาระ องค์กรตัวแทนของกลุ่มบริษัทจัดหางานไต้หวันดังกล่าวได้ร้องเรียนต่อกระทรวงแรงงาน ขอให้เจรจาต่อรอง หากไม่ดำเนินการแก้ไข กลุ่มบริษัทจัดหางานไต้หวันจะแนะนำนายจ้างหยุดการนำเข้าแรงงานฟิลิปปินส์ หันไปนำเข้าชาติอื่นแทน

ที่ทำการสำนักงานแรงงานฟิลิปปินส์ในกรุงไทเป (ภาพจากเฟซบุ๊ก สนง. เศรษฐกิจและวัฒนธรรมมะนิลา)

      ณ สิ้นเดือนกันยายนปีนี้ ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติที่ทำงานอยู่ในไต้หวัน มี 712,169 คน แรงงานฟิลิปปินส์อยู่อันดับ 3 มี 152,025 คน ในจำนวนนี้ 2 ใน 3 หรือ 107,289 คน ทำงานอยู่ในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านภาษาอังกฤษ

      พูดถึงเรื่องค่าธรรมเนียมในการรับรองเอกสารนำเข้าแรงงานที่สำนักงานแรงงานประเทศผู้ส่งออกแรงงานประจำในไต้หวัน นอกจากฟิลิปปินส์ที่คิดค่าธรรมเนียมแพงเว่อร์ จนอาจส่งผลกระทบต่อความประสงค์การนำเข้าแรงงานฟิลิปปินส์ของนายจ้างแล้ว ชาติอื่นอย่างอินโดนีเซียก็คิดเป็นรายหัวเช่นกัน หัวละ 850 เหรียญ และสำหรับสำนักงานอินโดนีเซีย ยังมีเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแปลกนั่นคือ นอกจากแรงงานนำเข้าใหม่แล้ว แรงงานเก่าที่ต่อสัญญาในไต้หวันกับนายจ้างเดิมหรือเปลี่ยนนายจ้าง ก็ต้องเสียค่าธรรมเนียมเปลี่ยนสัญญาใหม่ด้วย หัวละ 850 เหรียญเช่นกัน ส่วนเวียดนาม เก็บเป็นชุดไม่จำกัดจำนวนคนงาน ชุดละ 1,000 เหรียญ 7 วันทำการถึงจะได้รับ แต่หากต้องการรับเอกสารด่วนภายใน 2 วันทำการ ต้องจ่ายเพิ่มเป็น 1,300 เหรียญ มีเพียงสำนักงานแรงงานไทยเท่านั้น ที่ให้บริการฟรี ไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมใด ๆ แถมยังยอมให้ส่งทางไปรษณีย์ได้ ปกติ ใช้เวลารับรองเอกสาร 3 วัน แต่หากเร่งด่วน จะดำเนินการให้ก่อน โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใด ๆ และดำเนินการอย่างนี้มาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว เพราะสำนักงานแรงงานไทยเห็นว่า การเก็บค่าธรรมเนียม นายจ้างหรือ บจง. จะผลักภาระไปให้แรงงานเป็นผู้รับผิดชอบ และการอำนวยความสะดวกแก่นายจ้างหรือ บจง. ก็เท่ากับช่วยให้แรงงานไทยเดินทางมาทำงานที่ไต้หวันได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

เนื่องจากมีความได้เปรียบด้านภาษาอังกฤษ แรงงานฟิลิปปินส์ในไต้หวัน 107,289 คน จากทั้งหมด 152,025 คน ทำงานอยู่ในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์

4. หลบหนีครั้งมโหฬาร ลูกเรือประมงบนเกาะเผิงหู คืนเดียวหนี 40 คน ครึ่งหนึ่งของยอดจำนวนการหลบหนีใน 10 เดือนแรกบนเกาะ นายจ้างชี้ มีขบวนการนายหน้าเถื่อนชักใยเบื้องหลัง

      เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ที่ผ่านมา บนเกาะเผิงหูเกิดเหตุการณ์ที่แรงงานต่างชาติหลบหนีในคืนเดียวจำนวน 40 คน จากยอดจำนวนการหลบหนีของแรงงานต่างชาติใน 10 เดือนแรกบนเกาะแห่งนี้ที่มีเพียง 89 คน นายจ้างปวดหัว สงสัยมีขบวนการนายหน้าเถื่อนยุแหย่และลักลอบลำเลียงแรงงานหลบหนีมาทำงานอย่างผิดกฎหมายยังเกาะไต้หวัน สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเสนอว่า ควรจะเพิ่มโทษปรับให้หนักขึ้น ทั้งแรงงานต่างชาติที่หลบหนีและนายจ้างที่ว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมาย เพื่อสกัดกั้นการหลบหนีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ลูกเรือประมงบนเกาะเผิงหู คืนเดียวหนี 40 คน นายจ้างชี้ มีขบวนการนายหน้าเถื่อนชักใยเบื้องหลัง

        เกาะเผิงหู มีท่าเรือประมงและมีแรงงานต่างชาติ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานอินโดนีเซียทำงานในตำแหน่งลูกเรือประมงจำนวนมาก จากข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือนตุลาคมปีนี้ บนเกาะเผิงหู มีแรงงานต่างชาติทำงานในภาคการผลิต ได้แก่ลูกเรือประมงถึง 2,122 คน ภาคสวัสดิการสังคม ได้แก่ผู้อนุบาลจำนวน 758 คน ประมาณ 90% เป็นแรงงานอินโดนีเซีย นับตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิดเป็นต้นมา แรงงานต่างชาติประสบอุปสรรคในการเดินทางเข้ามาทำงานในไต้หวัน ทำให้นายหน้าเถื่อนไปชักชวนแรงงานต่างชาติหลบหนีจากนายจ้างเดิมไปทำงานอย่างผิดกฎหมายมากขึ้น โดยนายหน้าเถื่อนเหล่านี้ จะเก็บค่าจัดหางานทั้งจากฝ่ายแรงงานและฝ่ายนายจ้างในอัตราพอ ๆ กันคือฝ่ายละ 30,000-35,000 เหรียญ สำหรับบนเกาะเผิงหู 10 เดือนแรกของปีนี้หลบหนีไปแล้ว 89 คน เฉพาะช่วงปลายเดือนตุลาคม คืนเดียวมีลูกเรือประมงหลบหนีถึง 40 คน ประมาณครึ่งหนึ่งของยอดจำนวนหลบหนีใน 10 เดือนแรก

ภาพลูกเรือประมงอินโดนีเซียบนเกาะเผิงหู

      ข้อมูลของกระทรวงแรงงาน ณ สิ้นเดือนกันยายน 2565 มีแรงงานต่างชาติหลบหนีและยังไม่ถูกตรวจพบจำนวน 76,210 คน ในจำนวนนี้ 60% หรือ 45,364 คนเป็นแรงงานเวียดนาม อันดับสองเป็นแรงงานอินโดนีเซีย 26,715 คน ตามด้วยฟิลิปปินส์ 2,562 คน แรงงานไทยที่หลบหนีก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก 1,568 คน

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง