close
Rti Thaiดาวน์โหลด Rti App
Open
:::

ขุนพลแรงงานไทย วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม 2566

  • 28 July, 2023
ขุนพล แรงงานไทย
สภาพรถ SUV ของตำรวจ ตม. ถูกเจ้าของโรงงานรีไซเคิลขับรถแบคโฮทุบเป็นเศษเหล็ก (ภาพจาก chinatimes.com)

1. เงินเยนอ่อนค่าสุดในรอบ 26 ปี เท่ากับค่าจ้างลดลง 1 ใน 3 แรงงานชาติต่าง ๆ โดยเฉพาะเวียดนามแห่กลับบ้าน มีจำนวนหนึ่งหันไปทำงานต่อที่เยอรมันและออสเตรเลีย

         ญี่ปุ่นเคยเป็นประเทศในฝันของแรงงานจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างไทยและเวียดนาม หวังที่จะที่จะเข้าไปขุดทอง ทั้งนี้เพราะค่าจ้างสูงและต้องการแรงงานต่างชาติจำนวนมาก แต่ปีสองปีมานี้ ญี่ปุ่นประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งซบเซาอยู่แล้วยิ่งหนักหน่วงขึ้นอีก ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อ สินค้าขึ้นราคา และที่สำคัญเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงกว่า 30% ทำให้แรงงานต่างชาติโอนเงินกลับบ้านได้น้อยลงถึง 1 ใน 3 แรงงานหลายชาติ โดยเฉพาะแรงงานเวียดนามที่ทำงานอยู่ในญี่ปุ่นประมาณ 440,000 คน ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เงินเยนอ่อนค่าเท่ากับค่าจ้างลดน้อยลง ส่งผลจำนวนมากยกเลิกสัญญาหรือครบสัญญาแล้วไม่ขอต่อ เลือกเดินทางกลับบ้านหรือหันไปทำงานที่ประเทศอื่นแทน

เศรษฐกิจญี่ปุ่นประสบภาวะซบเซามานานแล้ว ขณะนี้หนักหน่วงขึ้นไปอีก เมื่อเงินเยนอ่อนค่าลงกว่า 30% ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อ สินค้าขึ้นราคา ส่งผลกระทบต่อแรงงานต่างชาตินับล้านคนที่ต้องโอนเงินกลับบ้าน

         สำนักข่าวกลางหรือ CNA ของไต้หวัน รายงานเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา อ้างอิงรายงานของหนังสือพิมพ์ Tien Phong ของเวียดนามกล่าวว่า ผลจากเงินเยนที่อ่อนค่าอย่างมาก ทำให้ปัจจุบัน ญี่ปุ่นไม่ใช่ตลาดแรงงานที่ดึงดูดแรงงานเวียดนามไปทำงานอีกต่อไป โดยแรงงานเวียดนามจำนวนมาก หันไปทำงานที่ยุโรป อย่างเยอรมัน ฮังการี หรือที่ออสเตรเลียและเกาหลีใต้ที่ค่าเงินค่อนข้างมั่นคงแทนที่ญี่ปุ่น รายงานได้สัมภาษณ์แรงงานเวียดนามหลายคน หนึ่งในนั้นได้แก่นายดั่งวานฮาน อายุ 27 ปี ซึ่งเดินทางไปทำงานในนามการฝึกงานที่ญี่ปุ่นตั้งแต่ต้นปี 2564 เขาได้รับค่าจ้างรวมโอทีเดือนละ 135,000 เยน หรือประมาณ 30 ล้านดอง หรือประมาณ 39,000 เหรียญไต้หวัน หักค่าอาหารที่พักและค่าใช้จ่ายประจำวันแล้ว แต่ละเดือนสามารถส่งเงินกลับบ้านได้ 20 ล้านดองหรือประมาณ 26,000 เหรียญ สามารถใช้หนี้ที่กู้ยืมมาเพื่อเป็นค่าหัวคิวเดินทางไปทำงานญี่ปุ่น ซึ่งอยู่ที่ 200 ล้านดอง หรือประมาณ 260,000 เหรียญไต้หวันได้หลังจากทำงานไปแล้วประมาณ 2 ปี แต่ความหวังที่จะใช้หนี้กลับดับลง เพราะตั้งแต่กลางปี 2564 เงินเยนอ่อนค่าลง ค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนเพิ่มขึ้น เงินโอนกลับบ้านลดน้อยลง เขากล่าวว่า ปัจจุบันเงินญี่ปุ่น 1 เยนแลกเงินเวียดนามได้ 163 ดอง เทียบกับช่วงต้นปี 2564 อ่อนค่าลงไปแล้ว 30% ปัจจุบัน ค่าจ้างของนายดั่ง หากเทียบกับต้นปี 2564 มีเพียง 22 ล้านดอง ลดลงไป 1 ใน 3 เขากล่าวอย่างท้อแท้ว่า นี่เท่ากับว่าโอนเงินกลับบ้านน้อยลงปีละ 100 ล้านดอง หรือเท่ากับหายไปปีละ 130,000 เหรียญไต้หวัน

แรงงานต่างชาติในญี่ปุ่นร้องโอดครวญเงินเยนอ่อนค่า แรงงานเวียดนามจำนวนมาก ยกเลิกหรือไม่ต่อสัญญาเดินทางกลับบ้านหรือเปลี่ยนไปทำงานประเทศอื่น

         Le Thi Thuy อายุ 34 ปี แรงงานหญิงเวียดนามอีกรายเดินทางไปทำงานที่ญี่ปุ่นเป็นเวลา 4 ปีกว่ากล่าวว่า ปัจจุบัน แรงงานเวียดนามในญี่ปุ่นประสบความยากลำบากมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่เพียงแต่เงินเยนอ่อนค่าลง ค่าครองชีพพุ่งสูง และเนื่องจากทำงานในญี่ปุ่นต้องซื้อหาอาหารกินเอง 2 ปีที่แล้ว ไข่ไก่ 10 ฟอง ราคาคิดเป็น 35,000 ดอง แต่ปัจจุบัน แพงขึ้นเป็น 55,000 เหรียญ พักก็แพงขึ้นกว่า 30% ค่าไฟแพงขึ้น 40% ทุกวันนี้ อยู่ที่ญี่ปุ่นค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือนอย่างประหยัดสุดก็ต้องใช้จ่าย 8 ล้านดองหรือประมาณ 10,400 เหรียญ ทำให้ต้องไปซูเปอร์มาร์เก็ตเฉพาะช่วงลดราคา หรือไม่ก็ซื้อบะหมี่สำเร็จมาตุนไว้กินเป็นเดือน ๆ เธอกะว่า หลังครบสัญญาจะไม่ต่อ ขอเดินทางกลับบ้านดีกว่า และเป็นความคิดของเพื่อน ๆ ส่วนใหญ่

ถนนสายหนึ่งในกรุงฮานอย เป็นถนนตลาดแรงงานขึ้นชื่อ ระยะทาง 600 เมตร มีบริษัทจัดหางานส่งแรงงานไปญี่ปุ่น เกาหลีและไต้หวัน ตั้งเรียงรายกว่า 100 บริษัท หนุ่มสาวเวียดนามที่ฝันไปขุดทองต่างประเทศนิยมไปสมัครงานกันที่นี่ (ภาพจาก twreporter.org)

         เงินเยนเทียบกับเงินบาทก็อ่อนค่าเช่นกัน โดยเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมที่ผ่านมา 24 บาทกว่า ๆ แลกได้ 100 เยน นับเป็นการอ่อนค่ามากที่สุดในรอบ 26 ปี แรงงานไทยในญี่ปุ่นก็คงลำบากไม่แพ้แรงงานเวียดนาม ก็เป็นกำลังใจให้แรงงานไทยทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในไต้หวันหรือญี่ปุ่น ขอให้สู้ๆ นะครับ

บรรยากาศแผนกตรวจสุขภาพในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงฮานอย เต็มไปด้วยแรงงานเวียดนามที่ไปรอตรวจสุขภาพเพื่อเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน (ภาพจาก twreporter.org)

         จากข้อมูลของสำนักงานแรงงานไทยประจำประเทศญี่ปุ่น ณ สิ้นปี 2563 ยอดจำนวนแรงงานต่างชาติในประเทศญี่ปุ่น มี 1,724,328 คน ในจำนวนนี้ แรงงานเวียดนามครองแชมป์มีจำนวนมากที่สุด 443,998 คน หรือครองสัดส่วน 25.75% ส่วนแรงงานไทยมีจำนวน 25,214 คน ครองสัดส่วนเพียง 1.46%

ห้องเรียนภาษาญี่ปุ่น สำหรับแรงงานเวียดนามที่ประสงค์จะเดินทางไปทำงานที่ญี่ปุ่น (ภาพจาก twreporter.org)

2. โดนหลายกระทง! นายจ้างไต้หวันคลั่ง ขัดขวางการเข้าจับกุมผีน้อยไทย ควงมีดข่มขู่และขับรถแบคโฮทุบรถตำรวจ ตม. เละเป็นเศษเหล็ก

          ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง นครนิวไทเป ขับรถ SUV ไปตรวจสอบแรงงานผิดกฎหมายในโรงงานรีไซเคิลแห่งหนึ่งในเขตอู๋กู่ นครนิวไทเป แต่ถูกเจ้าของโรงงานขัดขวาง อำพรางให้แรงงานผิดกฎหมายหลบหนี ด้วยการควักมีดออกมาข่มขู่ตำรวจ แถมยังขับรถขุดตักหรือรถแบคโฮทุบและบีบอัดรถ SUV ของตำรวจเป็นเศษเหล็ก ถูกจับข้อหาพยายามฆ่า ใช้กำลังช่วยเหลือผู้ทำผิดกฎหมายหลบหนี ขู่เข็ญบังคับ ทำลายทรัพย์สินของทางราชการและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน

สภาพรถ  SUV ถูกเจ้าของโรงงานรีไซเคิลขับรถแบคโฮทุบเป็นเศษเหล็ก เนื่องจากไม่พอใจที่เข้าไปตรวสอบคนไทยทำงานอย่างผิดกฎหมายในโรงงาน

          ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง นครนิวไทเป ได้รับแจ้งข้อมูลโรงงานรีไซเคิลแห่งหนึ่งในเขตอู๋กู่ นครนิวไทเป ว่าจ้างนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมาย เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา จัดส่งตำรวจตรวจคนเข้าเมืองจำนวน 4 นาย ขับรถ SUV ทั่วไปไม่ใช่รถตำรวจไปตรวจสอบยังโรงงานรีไซเคิลดังกล่าว เจอนายเย่ เจ้าของโรงงานขี้โมโห ชักมีดออกมาข่มขู่และขัดขวางการเข้าจับกุมของตำรวจ ทำให้นักท่องเที่ยวชาวไทยถือโอกาสหลบหนีไปได้ ไม่เพียงแค่นั้น นายจ้างอารมณ์ดุดันรายนี้ ยังใช้ก้อนอิฐขว้างปาถูกใส่ตำรวจหัวร้างข้างแตกไปสองนาย และยังขึ้นไปขับรถขุดตักหรือที่เรียกทับศัพท์รถแบคโฮทุบและบีบอัดรถ SUV ของตำรวจเละเป็นก้อนเหล็ก

สภาพรถ  SUV ของตำรวจ ตม. ถูกเจ้าของโรงงานรีไซเคิลขับรถแบคโฮทุบเป็นเศษเหล็ก (ภาพจาก chinatimes.com)

          ตำรวจท้องที่อู่กู่ได้รับแจ้ง ส่งตำรวจไปเสริมกำลัง ล็อกคอนายจ้างรายนี้ไปยังโรงพัก ยึดมีดที่ควงขู่ตำรวจ 1 เล่มและรถแบคโฮที่ทุบรถตำรวจเสียหาย 1 คัน ขณะสอบปากคำ นายเย่ เจ้าของโรงงานรีไซเคิลให้การว่า เนื่องจากตนว่าจ้างชาวต่างชาติเข้าทำงานอย่างผิดกฎหมาย เกรงจะถูกปรับเงินในราคาแพง ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ จึงเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น ตำรวจควบคุมตัวส่งอัยการดำเนินคดีข้อหาหลายกระทง ทั้งพยายามฆ่า ใช้กำลังช่วยเหลือผู้ทำผิดกฎหมายหลบหนี ขู่เข็ญบังคับ ทำลายทรัพย์สินของทางราชการและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน แทนที่จะเสียค่าปรับอย่างเดียว ต้องติดคดีอาญาติดคุกหัวโตด้วย ทางด้านศาลอนุญาตตามคำขอของอัยการให้ควบคุมตัวผู้ต้องหาทันที ห้ามประกัน ห้ามพบและห้ามเยี่ยม

นายเย่ เจ้าของโรงงานรีไซเคิลปกป้องแรงงานไทยจากการตรวจสอบ ขับรถแบคโฮทุบทำลายรถตำรวจเสียหาย

          ด้านตำรวจตรวจคนเข้าเมืองกล่าวว่า ชาวต่างชาติที่ทำงานในโรงงานรีไซเคิลอย่างผิดกฎหมายคนดังกล่าว เป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยชื่อนายบุญธรรม อายุ 38 ปี เพิ่งจะเดินทางเข้าไต้หวันโดยฟรีวีซ่า เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังเดินทางเข้าไต้หวันแล้วก็เข้าทำงานในโรงงานแห่งนี้ทันที สันนิษฐานจะต้องมีนายหน้าเถื่อนคอยจัดการและจัดส่งอยู่เบื้องหลัง ตำรวจมีการขยายผลตรวจสอบต่อไป ขณะเดียวกัน ขอความร่วมมือชาวไทยในไต้หวันที่รู้จักนายบุญธรรม ให้รีบเข้ารายงานตัว โดยตำรวจจะให้ความช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศ

สภาพรถ  SUV ของตำรวจ ตม. ถูกเจ้าของโรงงานรีไซเคิลขับรถแบคโฮทุบเป็นเศษเหล็ก

          ขณะนี้มีกลุ่มนายหน้าเถื่อนอาศัยสื่อโซเชียลมีเดีย อย่างเฟซบุ๊กและติกตอก โหมโฆษณาชักชวนคนไทยอาศัยมาตรการฟรีวีซ่าเดินทางมาทำงานที่ไต้หวัน โดยเก็บค่าหัวคิวในอัตรา 50,000-80,000 บาท และบอกกันตรง ๆ เลยว่าไปทำงานในลักษณะผีน้อย แต่สภาพสังคมในไต้หวันไม่เหมือนเกาหลีใต้ การเดินทางไปทำงานอย่างผิดกฎหมาย มักจะไม่คุ้น ถูกนายจ้างเลิกจ้างและถูกจับได้โดยง่าย ก่อนหน้านี้ นางสาวประภาวดี แก้วศิริพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงานไทย ไทเปเคยกล่าวเตือนว่า ไต้หวันไม่ได้เปิดให้ชาวต่างชาติมาทำงาน ไม่ว่าจะงานเกษตร งานติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรืองานโรงงาน โดยไม่ผ่านการอนุญาตของกระทรวงแรงงาน ขอให้ชาวไทยอย่าหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อที่โพสต์ในสื่อโซเชียลหรือคำชักชวนของนายหน้า และเตือนแอดมินหรือเจ้าของเพจอย่าปล่อยให้มีการโพสต์โฆษณาที่ผิดกฎหมาย อาจฝ่าฝืนกฎหมายไทย ข้อหาโฆษณาจัดหางาน โดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และเป็นขบวนการเดียวกันกับนายหน้าเถื่อนหรือเป็นแพลตฟอร์มที่เปิดให้โพสต์ข้อความที่ขัดต่อกฎหมาย

ตำรวจควบคุมตัวนายเย่ ส่งดำเนินคดีข้อหาพยายามฆ่า ใช้กำลังช่วยเหลือผู้ทำผิดกฎหมายหลบหนี ขู่เข็ญบังคับ ทำลายทรัพย์สินของทางราชการและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน

3. จับแรงงานไทยที่เจียอี้เรียนรู้วิธีปลูกกัญชาจากยูทูป ตั้งตนเป็นเอเย่นต์ขายกัญชา ยาไอซ์มอมเมาเพื่อนร่วมชาติ

          สถานีตำรวจเจียอี้แถลงข่าวทลายเอเยนต์ค้ายาเสพติด จับนายฉัตรอมร  อายุ 29 ปี มาจาก กทม. แรงงานไทยที่ปลูกกัญชาเสพเองและขาย และยังตั้งตัวเป็นเอเย่นต์ขายยาเสพติด ยึดของกลางเป็นกัญชา ยาไอช์และอุปกรณ์เสพยาเสพติดได้จำนวนหนึ่ง

นายฉัตรอมร อายุ 29 ปี แรงงานไทยมือถือกล่องใส่ใบกัญชาป่น รับสารภาพว่าปลูกกัญชาไว้เสพเอง แต่มีแรงงานไทยรายอื่นที่ถูกจับข้อหาเสพกัญชาและยาเสพติด ให้การว่าซื้อต่อจากนายฉัตรอมร (ภาพจากสถานีตำรวจเจียอี้)

          โฆษกสถานีตำรวจเจียอี้แถลงว่า ก่อนหน้านี้ตรวจพบแรงงานไทยกลุ่มหนึ่งจำนวน 3 คนมั่วสุมเสพยาเสพติดในโรงงาน แรงงานไทยกลุ่มนี้ให้การซัดทอดไปยังนายฉัตรอมร ซึ่งทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตเส้นใยสังเคราะห์แห่งหนึ่งที่ตำผูจื่อ เมืองเจียอี้เป็นผู้ขายกัญชาและยาเสพติดให้กับพวกตน ตำรวจจึงตรวจสอบและดำเนินการจับกุม รวบตัวนายฉัตรอมรได้ในหอพักโรงงาน พร้อมของกลางเป็นกัญชา 5 ห่อ ตาชั่งอิเล็กทรอนิกส์ 2 เครื่อง อุปกรณ์เสพสูบกัญชา 2 ชุด อุปกรณ์เสพยาไอซ์ 2 ชุด ซองเปล่าสำหรับบรรจุยายาไอซ์และโทรศัพท์มือถือเป็นต้น นอกจากนายฉัตรอมรแล้ว ยังจับแรงงานไทยที่เป็นเอเย่นต์ขายยาเสพติดให้เพื่อนแรงงานชาติเดียวกันอีกรายที่โรงงานอื่น ส่งฟ้องศาลข้อหาปลูกกัญชา ซึ่งเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 เสพและจำหน่ายยาเสพติด ศาลสั่งห้ามออกประเทศจนกว่าคดีจะสิ้นสุด เมื่อถูกจับข้อหาร้ายแรง นายจ้างก็ยกเลิกสัญญา ต้องไปอยู่หอพักของบริษัทจัดหางานเพื่อรอขึ้นศาล

ตำรวจได้ให้ผู้ต้องหาพาไปตรวจดูสถานที่ปลูกกัญชา  ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลชุมชน ใกล้ทำนบแม่น้ำ (ภาพจากสถานีตำรวจเจียอี้)

          ตำรวจแถลงว่า นายฉัตรอมรให้การต่อตำรวจสารภาพว่า ตนเสพกัญชาและยาเสพติด เนื่องจากต้องซื้อ จึงลงทุนเรียนรู้วิธีปลูกกัญชาจากยูทูป จะได้ประหยัดค่าใช้จ่ายและยังสามารถได้กำไรจากการขายให้เพื่อนด้วย เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2565 ได้รับเมล็ดพันธุ์กัญชาจากเพื่อนคนไทยด้วยกัน เมื่อเรียนรู้วิธีปลูกจากยูทูบแล้ว ได้เลือกพื้นที่ห่างไกลชุมชน ใกล้ทำนบแม่น้ำเป็นสถานที่ปลูก แต่เจ้าตัวเน้นว่าปลูกไว้เสพเอง ตำรวจได้ให้ผู้ต้องหารายนี้พาไปตรวจดูสถานที่ปลูก ซึ่งค่อนข้างลับตา หากไม่สังเกตจะไม่เห็น ตำรวจส่งดำเนินคดีข้อหาผลิต เสพและจำหน่ายยาเสพติด ตามกฎหมายไต้หวัน ผู้ใดปลูก ผลิต ลำเลียง นำเข้า ส่งออก หรือจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 2 ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 15 ล้านเหรียญไต้หวัน กรณีครอบครองเพื่อการจำหน่าย มีโทษจำคุก 5 ปีขึ้นไป ปรับไม่เกิน 5 ล้านเหรียญไต้หวัน ชักจูง หลอกล่อให้คนอื่นเสพยาเสพติดให้โทษ ต้องระวางโทษจำคุก 1 ปีขึ้นไปไม่เกิน 7 ปี และปรับ 1 ล้านเหรียญไต้หวัน กรณีที่เสพ หลังจากส่งบำบัดแล้ว ยังมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี แม้จะมีไว้ในครอบครองไม่ได้เสพ ก็มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีและปรับไม่เกิน 200,000 เหรียญไต้หวัน

ตำรวจจับกุมแรงงานไทยที่ทำตัวเป็นเอเย่นต์ค้ายาเสพติดในหอพักโรงงาน พร้อมยึดของกลางเป็นกัญชา ยาไอซ์และอุปกรณ์เสพ (ภาพจากสถานีตำรวจเจียอี้)

          สำหรับนายฉัตรอมร ศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศจนกว่าคดีจะสิ้นสุด ทางนายจ้างก็ยกเลิกสัญญาต้องไปอยู่หอพักของบริษัทจัดหางานโดยไม่มีรายได้ เพื่อรอขึ้นศาลต่อไป ตำรวจกล่าวเตือนว่า ยาเสพติดคุกคามสุขภาพและเป็นบ่อเกิดปัญหาอาชญากรรม ผู้ที่เสพหรือค้ายาเสพติด จะถูกดำเนินคดีอย่างเด็ดขาด โดยไม่แบ่งว่าเป็นชาวไต้หวันหรือชาวต่างชาติ ตำรวจจะปฏิบัติการกวาดล้างและทลายขบวนการค้ายาเสพติดอย่างเข้มงวด เพื่อพิทักษ์ความสงบสุขของสังคมอย่างต่อเนื่อง

ตำรวจจับกุมแรงงานไทยที่ทำตัวเป็นเอเย่นต์ค้ายาเสพติดในหอพักโรงงาน พร้อมยึดของกลางเป็นกัญชา ยาไอซ์และอุปกรณ์เสพ (ภาพจากสถานีตำรวจเจียอี้)

สำนักงานแรงงานไทยกล่าวเตือนว่า แม้ประเทศไทยจะปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ประเภทที่ 5 เมื่อ 9 มิถุนายน 2565 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ส่วนต่าง ๆ ของกัญชาไม่มีสถานะเป็นยาเสพติดอีกต่อไป ชาวไทยสามารถปลูกกัญชาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต เพียงแต่ต้องทำการลงทะเบียน จดแจ้งตามวัตถุประสงค์การปลูกเท่านั้น อาจทำให้แรงงานไทยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือเจตนานำเข้ากัญชาหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องเข้าสู่ไต้หวัน ซึ่งจัดให้กัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 2 เช่นเดียวกับเมล็ดฝิ่น แอมเฟตามีนและยาไอซ์ ผู้ใดผลิต ลำเลียง นำเข้า ส่งออก หรือจำหน่าย ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 15 ล้านเหรียญไต้หวัน

สื่อประชาสัมพันธ์เตือนแรงงานไทยเรื่องกัญชาจากสำนักงานแรงงานไทย ไทเป

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง