:::

RTI Radio Taiwan InternationalRTI Radio Taiwan Internationalสโมสรผู้ฟัง วันเสาร์ที่ 28 พฤษภาคม 2565

  • 28 May, 2022
สโมสรผู้ฟัง
พิธีแห่เจ้าแม่มาจู่ไป๋ซาถุนทีเหมียวลี่เมื่อปี 2564

1. อัตราการติดเชื้อในประเทศพุ่งสูงใกล้เคียงกับต่างประเทศ พิจารณาลดวันกักตัวผู้เดินทางเข้าไต้หวันจาก 7 วันลงเหลือ 3 วัน

      สถานการณ์โควิด-19 ในไต้หวันอยู่ในช่วงขาขึ้น ขณะที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกหลายประเทศทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมพรมแดน ศูนย์บัญชาการควบคุมโรคของไต้หวันแถลงเมื่อ 27 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า อัตราการติดเชื้อในไต้หวันพุ่งสูงขึ้นเป็น 6% พอ ๆ กับผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศที่มี 6% เช่นกัน หลังตรวจ PCR แล้วลดเหลือประมาณ 4% ความเสี่ยงการติดเชื้อในไต้หวันกับต่างประเทศพอ ๆ กัน ดังนั้น ในเดือนมิถุนายน จะมีการผ่อนคลายมาตรการควบคุมพรมแดน จากปัจจุบันที่ผู้เดินทางจากต่างประเทศใช้มาตรการ 7+7 กล่าวคือกักตัว 7 วันแรก และสังเกตอาการตนเองอีก 7 วัน จะมีการลดลงอย่างแน่นอน แต่จะเป็นกี่วัน ต้องมีการหารือกับหลายฝ่าย จากนั้นจะประเทศให้ทราบในต้นเดือนมิถุนายน

อัตราการติดเชื้อในไต้หวันพุ่งสูงขึ้นเป็น 6% พอ ๆ กับผู้ติดเชื้อที่เดินทางมาจากต่างประเทศที่มี 6%

      อย่างไรก็ตาม นายจวงเหรินเสียง โฆษกศูนย์บัญชาการควบคุมโรคกล่าวว่า เนื่องจากมาตรการกักตัวของผู้สัมผัสใกล้ชิดในปัจจุบัน คือกักตัว 3 วันและสังเกตอาการตนเอง 4 วัน ดังนั้นการผ่อนคลายมาตรการกักตัวของผู้เดินทางมาจากต่างประเทศอย่างน้อยต้องไม่ต่ำกว่า 3 วัน หรืออาจปรับลดเป็น 3 วัน ทั้งนี้ ต้องรอผลการหารือ แล้วจะประกาศให้ทราบต่อไป

ผู้โดยสารทยอยเข้าตรวจคัดกรองเพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 ก่อนออกจากท่าอากาศยานนานาชาติเถาหยวน

2. ผลกระทบโควิด? ปี 64 หนุ่มสาวไต้หวันแต่งงานน้อยลงเหลือเพียง 115,000 คู่ เทียบกับ 7 ปีที่แล้ว ลดลง 25% ทำความหวังแก้วิกฤตประชากรริบหรี่

      สถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 ที่เริ่มมาตั้งแต่เมื่อ 2-3 ปีที่แล้ว ไม่เพียงแต่จะส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจ การเดินทางระหว่างประเทศยังประสบอุปสรรค ทำให้อัตราการสมรสของคู่บ่าวสาวในไต้หวันที่ลดลงต่อเนื่องอยู่แล้ว ยิ่งรุนแรงขึ้นอีก แม้แต่การแต่งงานข้ามชาติระหว่างชาวไต้หวันกับคู่สมรสชาวต่างชาติก็ลดฮวบ สถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งทำให้การแก้ปัญหาวิกฤตเด็กเกิดน้อย เป็นไปได้ยากขึ้น บริษัทออแกไนเซอร์ที่รับจัดงานแต่ง ร้องโอดครวญ และมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รับจัดงานเป็นปีแล้ว เจ๊งกันระนาว

ภาพบรรยากาศงานมงคลสมรสหมู่ที่เมืองจีหลงเมื่อปี 2564

      กระทรวงมหาดไทยเปิดเผยข้อมูลล่าสุดพบว่า คู่บ่าวสาวชาวไต้หวันที่แต่งงานในปี 2564 มีเพียง 115,000 คู่ ขณะที่ปี 2563 ยังมี 122,000 คู่ และหากเทียบกับปี 2558 ที่มี 154,000 คู่ ลดลงในอัตราส่วนถึง 25% หรือ 1 ใน 4 เลยทีเดียว

บรรยากาศงานสมรสหมู่ที่คึกคักในอดีต

      นอกจากหนุ่มสาวไต้หวันจะแต่งงานน้อยลงแล้ว การแต่งงานข้ามชาติระหว่างชาวไต้หวันกับชาวต่างชาติก็ลดลงด้วย  โดยเมื่อปี 2563 การจดทะเบียนสมรสระหว่างชาวไต้หวันกับต่างชาติลดลง 11,000 คน หรือลดลง 50.1% ในปี 2564 ลดลงต่อเนื่องอีก 2,000 คน ทั้งนี้คู่สมรสต่างชาติที่แต่งงานกับชาวไต้หวัน มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากสุด 2,703 คน ครองสัดส่วน 33.10% รองลงมาเป็นคู่สมรสจากจีนแผ่นดินใหญ่ 2,067 คนหรือ 25.31% และในจำนวนคู่สมรสต่างชาติที่มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หญิงเวียดนามมีจำนวนมากสุด 1,603 คน ตามด้วยชาวญี่ปุ่น 747 คน อเมริกัน 559 คน แต่หากเทียบกับปี 2563 ชาวต่างชาติที่จดทะเบียนสมรสกับชาวไต้หวัน ลดลง 2,414 คน ในจำนวนนี้ ชาวเวียดนามลดลงมากสุดเช่นกัน 1,289 คน

บรรยากาศงานสมรสหมู่ที่คึกคักในอดีต

      สถานการณ์ดังกล่าว ยิ่งทำให้ภาวะวิกฤตเด็กเกิดน้อยรุนแรงขึ้น และดูเหมือนจะหาทางออกได้ยากขึ้น ขณะที่คนชราเพิ่มมากขึ้น สถิติของกระทรวงมหาดไทย ณ เดือนเมษายน ปีนี้ ยอดจำนวนประชากรในไต้หวันมี 23,215,015 คน ลดลงจากเดือนมีนาคม 53,976 คน หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2564 ประชากรลดลงเฉลี่ยวันละ 819 คน ขณะที่เด็กเกิดใหม่ในเดือนเมษายน มีจำนวน 11,222 คน ก็ลดลง 1,566 คน จากเดือนมีนาคม

ไต้หวันประสบภาวะวิกฤตเด็กเกิดน้อยรุนแรงขึ้น

      สื่อไต้หวันมักจะอธิบายสถานการณ์เช่นนี้ ด้วยสำนวนภาษาจีนที่ว่า 生不如死 แปลตรง ๆ คือเกิดไม่สู้ตาย หรือเกิดน้อยกว่าตาย จริง ๆ แล้ว สำนวนนี้ เป็นการพรรณนาถึงทุกข์ทรมานหรือความเจ็บปวดรุนแรง ชนิดที่ตายเสียยังจะดีกว่า ปัญหาวิกฤตเด็กเกิดน้อย ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและศักยภาพการแข่งขันของประเทศ กลายเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน มิเช่นนั้น ประชากรจะลดลงน้อยลงไปเรื่อย ๆ และทำให้คนวัยทำงานต้องแบกรับภาระเลี้ยงดูคนแก่เพิ่มมากขึ้น

งานมงคลสมรสหมู่พนักงานบริษัทในอุทยานวิทยาศาสตร์ไถหนานเมื่อต้นปีนี้

3. ศรัทธาแรงกล้า ชาวไต้หวันนับแสนร่วมขบวนแห่เจ้าแม่มาจู่ไป๋ซาถุน เมืองเหมียวลี่ 8 วัน 7 คืน รวมระยะทางกว่า 400 กิโลเมตร

      อีกหนี่งข่าวที่ได้รับความสนใจจากสื่อทีวี สื่อสิ่งพิมพ์และโซเชียลก็คือ ข่าวซูเปอร์คาร์สีชมพู (粉紅超跑)  หรือพิธีแห่เจ้าแม่มาจู่แห่งไป๋ซาถุน เมืองเหมียวลี่  ที่ได้รับการขนานนามว่าซูเปอร์คาร์สีชมพูก็เพราะเกี้ยวเจ้าแม่มาจู่แห่งไป๋ซาถุนเป็นสีชมพู อีกทั้งยังได้ชื่อว่าเป็น 1 ในพิธีแห่เจ้าแม่มาจู่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของไต้หวัน เป็นพิธีกรรมสำคัญที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-27 พฤษภาคม รวม 8 วัน 7 คืน ระยะทางกว่า 400 กิโลเมตรที่ต้องเดินเท้าตลอดระยะทาง ปีนี้มีสานุศิษย์กว่า 91,000 คนลงชื่อร่วมพิธีแห่ ภาพจากทางทีวีเราจะได้เห็นคลื่นมหาชนที่พกพาความศรัทธาเดินตามเกี้ยวเจ้าแม่มาจู่ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและอิ่มบุญ

สานุศิษย์กว่า 91,000 ร่วมขบวนแห่เจ้าแม่มาจู่ไป๋ซาถุน ระหว่าง 21-27 พ.ค. 65 รวม 8 วัน 7 คืน ระยะทางกว่า 400 กม. ที่ต้องเดินเท้าตลอดระยะทาง

      เมื่อปีที่แล้วดิฉันมีโอกาสไปร่วมพิธีแห่เจ้าแม่มาจู่แห่งศาลเจ้าเจิ้นหลันกง เขตต้าเจี่ย นครไทจง ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นพิธีแห่ที่ยิ่งใหญ่และมีชื่อเสียงโด่งดัง แต่เมื่อได้ศึกษาประวัติความเป็นมาและรายละเอียดเกี่ยวกับพิธีแห่เจ้าแม่มาจู่แห่งศาลเจ้าก่งเทียนกง ในชุมชนไป๋ซาถุน ตำบลทงเซียว เมืองเหมียวลี่แล้ว  จึงได้รู้ว่า เจ้าแม่มาจู่แห่งไป๋ซาถุนดูเหมือนจะครองความศรัทธาในจิตใจของสานุศิษย์มากกว่า อีกทั้งยังมีหลายอย่างที่ยึดปฏิบัติตามธรรมเนียมดั้งเดิม อาทิ ขบวนแห่จะใช้วิธีเดินเท้าตลอดระยะทางทั้งหมดประมาณ 400 กว่ากิโลเมตร และจะไม่มีการกำหนดเส้นทางที่แน่นอนไว้ล่วงหน้า การหยุดพักหรือทิศทางของขบวนแห่จะขึ้นอยู่กับลิขิตของเจ้าแม่มาจู่ ด้วยเหตุที่เส้นทางของขบวนแห่เจ้าแม่มาจู่ไม่มีการกำหนดแน่นอน ทำให้ต้องลุ้นกันทุกวันว่า คืนนี้จะพักค้างคืนที่ไหน อย่างคืนแรกหลังออกเดินทางเป็นระยะทาง 70 กว่ากิโลเมตร เมื่อเกี้ยวเจ้าแม่มาถึงที่หน้าสถานีตำรวจไห่ผู่ เขตลู่กั่ง เมืองจางฮั่ว เป็นเวลาประมาณทุ่มครึ่งเกี้ยวเจ้าแม่เกิดสั่นอย่างรุนแรง เป็นการแสดงให้สานุศิษย์ได้ทราบว่าต้องการพักค้างคืนที่นี่ ทำเอาตำรวจในสถานีตำรวจเล็ก ๆ แห่งนี้ตื่นเต้นดีใจกันมาก พวกเขาเชื่อว่าโชคดีมากที่เจ้าแม่มาจู่ให้ความเมตตาและคอยคุ้มครองพวกเขา

สานุศิษย์กว่า 91,000 คนเข้าร่วมขบวนแห่ 400 กม. ต้องเดินเท้าตลอดทาง ไม่มีการกำหนดเส้นทางและสถานที่พักค้างคืนล่วงหน้า

      พิธีแห่เจ้าแม่มาจู่ศาลเจ้าก่งเทียนกงแห่งหมู่บ้านไป๋ซาถุน ตำบลทงเซียว เมืองเหมียวลี่ ไปยังศาลเจ้าเฉาเทียนกง ตำบลเป่ยกั่ง เมืองหยุนหลิน ซึ่งเป็นพิธีกรรมทางศาสนาที่มีประวัติเก่าแก่ยาวนาน โดยปีที่แล้วมีคนสมัครเข้าร่วมขบวนแห่ 78,000 กว่าคน นับว่ามากเป็นประวัติการณ์ ในปีนี้เปิดให้ลงชื่อเข้าร่วมขบวนแห่ระหว่างวันที่ 18 เมษายน-16 พฤษภาคมที่ผ่านมา แม้จะเป็นช่วงที่สถานการณ์โควิด-19 ยังคงรุนแรง แต่มีประชาชนแห่ลงชื่อเข้าร่วมขบวนแห่ 91,000 กว่าคน ทุบสถิติของปีที่แล้ว

พิธีแห่เจ้าแม่มาจู่ไป๋ซาถุนทีเหมียวลี่เมื่อปี 2564

        ในปีนี้การแห่เจ้าแม่มาจู่แห่งหมู่บ้านไป๋ซาถุนใช้เวลา 7 คืน 8 วัน โดยเริ่มจากพิธีอัญเชิญเจ้าแม่ขึ้นประทับเกี้ยวในเวลา 23.00 น. วันที่ 20 พฤษภาคม 65 ขบวนแห่เริ่มออกเดินทางจากศาลเจ้าก่งเทียนกงในเวลา 02.15 น. ของวันที่ 21 พฤษภาคมไปยังศาลเจ้าเฉาเทียนกง เมืองหยุนหลิน และเดินทางกลับศาลเจ้าก่งเทียนกงในเวลา 15.05 น. ของวันที่ 27 พฤษภาคม รวมระยะทางทั้งขาไปและขากลับประมาณ 400 กม. โดยปีนี้จะพยายามหลีกเลี่ยงเส้นทางที่ผ่านสถานศึกษา เพราะเกรงจะรบกวนเด็กนักเรียนที่กำลังสอบเข้าศึกษาต่อในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และผู้ร่วมขบวนแห่จะต้องแสดงหลักฐานผ่านการฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 รวมถึงมีมาตรการป้องกันโควิดต่าง ๆ เช่น วัดอุณหภูมิและล้างมือด้วยแอลกอฮอล์เจล เป็นต้น

จะมีประชาชนคุกเข่าลอดเกี้ยวเจ้าแม่มาจู่ความเป็นสิริมงคลตลอดเส้นทาง

        สำหรับวัฒนธรรมความเชื่อเกี่ยวกับเจ้าแม่มาจู่นี้ มีต้นกำเนิดมาจากมณฑลฝูเจี้ยน ซึ่งเป็นพื้นที่แถบชายฝั่งทะเลทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของจีน และแพร่เข้าสู่ไต้หวันพร้อมกับการอพยพเข้ามาของชาวจีนจากมณฑลฝูเจี้ยน มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ในไต้หวันมีศาลเจ้าแม่จู่  3 แห่งที่ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ยุคราชวงศ์หมิง (ค.ศ. 1368-1644) และต่อมาในยุคราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1616-1912) สร้างขึ้น 37 แห่ง และทยอยสร้างเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบันทั่วไต้หวันมีศาลเจ้าแม่มาจู่กว่า 3,000 แห่ง โดยศาลเจ้าก่งเทียนกงแห่งหมู่บ้านไป๋ซาถุน ซึ่งเป็นศาลเจ้าแม่มาจู่ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2406 (ค.ศ. 1863) หรือเมื่อ 159 ปีที่แล้ว ถูกจัดให้เป็น 1 ใน 5 ของศาลเจ้าแม่มาจู่ที่ได้รับการเคารพศรัทธาจากประชาชนในไต้หวันมากที่สุด

บรรยากาศพิธีแห่เจ้าแม่มาจู่ไป๋ซาถุนทีเหมียวลี่เมื่อปี 2564

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง