:::

RTI Radio Taiwan InternationalRTI Radio Taiwan Internationalสโมสรผู้ฟัง วันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน 2565

  • 18 June, 2022
สโมสรผู้ฟัง
ไต้หวันกำลังประสบวิกฤตอัตราเกิดต่ำสุดในโลก คาดปี ค.ศ. 2037 เด็กเกิดใหม่จะลดลงเหลือปีละไม่ถึง 100,000 คน

1. ชวนลิ้มลองสับปะรดไต้หวันหลากหลายพันธุ์ อร่อยจริง จนต้องถวิลหา 

          ไต้หวันมีพันธุ์สับปะรดมากที่สุดในโลก สับปะรดเนื้อละเอียดหวานฉ่ำอมเปรี้ยว รสชาติโดดเด่นที่สุดในโลก เนื่องจากมีการปรับปรุงพันธุ์ที่ดีและปลูกโดยเกษตรกรที่มีความชำนาญ ถือเป็นรากฐานแข็งแกร่งในการส่งออกต่างประเทศ สับปะรดจึงเป็นผลไม้ส่งออกปริมาณมากที่สุดของไต้หวัน

ไต้หวันมีพันธุ์สับปะรดมากที่สุดในโลก ที่สถานีทดลองการเกษตรเจียอี้มีกว่า 90 สายพันธุ์ (Photo credit : 菓子擔)

          จากสถิติของคณะกรรมการการเกษตร ชาวไต้หวันบริโภคสับปะรดปีละกว่า 300,000 ตัน โดยที่การส่งออกสับปะรดมีสัดส่วนสูงสุดในบรรดาผลไม้ทุกชนิด ถือเป็นสัญลักษณ์ของสุดยอดผลไม้ไต้หวันในต่างประเทศ สับปะรดที่ส่งออกไปญี่ปุ่นเมื่อบวกค่าภาษีแล้ว ราคาขายปลีกลูกละ  598-798 เยน (ประมาณ 165 ถึง 220 บาท) แล้วแต่ขนาด ส่วนการส่งออกไปแคนาดาราคาลูกละ 20 ดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 440 บาท) เนื่องจากเนื้อละเอียดหวานฉ่ำ ทำให้ถูกแย่งซื้อจนหมดในพริบตา แม้ต้องแข่งขันกับสับปะรดราคาต่ำจากคอสตาริกาและฟิลิปปินส์

สับปะรดไต้หวันอร่อยจริง ชาวต่างชาติลองชิมแล้วต้องยกนิ้วให้

          จุดที่ทำให้สับปะรดไต้หวันซึ่งมีรสชาติดี จนสามารถเอาชนะได้ตั้งแต่จุดเริ่มต้น คือ การปรับปรุงพันธุ์ โดยสถานีทดลองการเกษตรเจียอี้ (Chiayi Agricultural Experiment Branch) ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของสถาบันวิจัยการเกษตรไต้หวัน คณะกรรมการการเกษตร เป็นฐานปฏิบัติการพัฒนาเทคนิคการเพาะปลูกและปรับปรุงพันธุ์สับปะรดที่ใหญ่ที่สุดของไต้หวัน มีพื้นที่ 3 เฮกตาร์ (ประมาณ 18 ไร่ 3 งาน) โดยมีการเก็บรักษาพันธุ์สับปะรด 90 กว่าชนิด ทั้งจากในและต่างประเทศ เพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงพันธุ์

สับปะรดนมสด เนื้อสีขาวงาช้าง รสหวานฉ่ำ ผลผลิตไม่มาก ราคาไม่ธรรมดา (ภาพจาก PChome)

          ไต้หวันมีการวิจัยสับปะรดมานานถึง 26 ปี โดยในยุคญี่ปุ่นยึดครองไต้หวันได้พัฒนาพันธุ์สับปะรดที่เหมาะกับการแปรรูปเป็นสับปะรดกระป๋อง ในปี ค.ศ. 1925 ชาวญี่ปุ่นจึงได้นำเข้าพันธุ์สับปะรดของฮาวายและพันธุ์จากสิงคโปร์ มาปรับปรุงเป็นพันธุ์ใหม่ ผลใหญ่ เส้นใยหยาบ มีรสออกเปรี้ยว เพื่อผลิตเป็นสับปะรดกระป๋อง ทำให้ปี ค.ศ. 1970 ไต้หวันกลายเป็นผู้ส่งออกสับปะรดกระป๋องอันดับ 1 ของโลกแทนที่ฮาวาย แต่เนื่องจากการผลิตสับปะรดกระป๋องในไต้หวันซบเซาลง ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1974 สถาบันวิจัยเกษตรจึงได้ปรับปรุงพันธุ์ที่เหมาะกับการรับประทานสด จนสับปะรดไต้หวันโดดเด่นเป็นหนึ่ง เช่น ไถหนง เบอร์ 13 ที่ชื่อว่า "ตงมี่" (冬蜜) ไถหนง เบอร์ 16 "เถียนมี่มี่" (甜蜜蜜) เบอร์ 19 "มี่เป่า" (蜜寶) ซึ่งเป็นสับปะรดที่มีความหวานเทียบได้กับอ้อย ส่วนเบอร์ 18 "จินกุ้ย" (金桂) มีกลิ่นของดอกหอมหมื่นลี้ โดยเบอร์ 21"หวงจิน" (黃金) ก็มีกลิ่นแตงเมลอน และเบอร์ 22 สับปะรดกลิ่นมะพร้าว ส่วนเบอร์ 17"จินจ้วน" (金鑽) มีเนื้อละเอียด หวานฉ่ำ ถือเป็นสับปะรดส่งออกที่สำคัญของไต้หวันในปัจจุบัน

พายสับปะรด ผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของไต้หวัน เป็นของฝากที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมซื้อติดมือกลับไปฝากญาติมิตร

            ท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวในฤดูร้อน คงไม่มีอะไรที่จะคลายร้อนได้ดีกว่าการกินสับปะรดเย็น ๆ ที่หวานฉ่ำ และยังมีผู้ประกอบการไต้หวันอีกมากมายผลิตสินค้าพื้นเมืองสำหรับเป็นของฝากติดมือ เช่น พายสับปะรดที่หวานอมเปรี้ยว ไส้ข้างในผลิตจากสับปะรดพื้นเมืองหรือสับปะรด “จินจ้วน”  โดยเปลือกขนมก็มีทั้งกรอบหรือนิ่ม รสชาติเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นรสชาติที่แท้จริงของไต้หวัน

ไต้หวันมีพันธุ์สับปะรดมากที่สุดในโลก ที่สถานีทดลองการเกษตรเจียอี้มีกว่า 90 สายพันธุ์ (ภาพจาก คณะกรรมการการเกษตร)

2. ไต้หวันประสบวิกฤตอัตราเกิดต่ำสุดในโลก คาดปี ค.ศ. 2037 เด็กเกิดใหม่จะลดลงเหลือปีละไม่ถึง 100,000 คน

          เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่ทำให้ชาวญี่ปุ่นขุ่นเคืองมาก เมื่อนายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีอันดับ 1 ของโลก ทวีตข้อความว่า ญี่ปุ่นจะถึงขั้นสิ้นชาติ หากอัตราการเกิดยังไม่สูงมากไปกว่านี้ คำพูดของเขา ทำให้คนญี่ปุ่นวิตกกังวลและไม่พอใจอย่างมาก โดยเฉพาะการที่รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความจริงแล้ว ภาวะวิกฤตดังกล่าว ใช่ว่าจะเกิดกับญี่ปุ่นประเทศเดียว อีกหลาย ๆ ประเทศ รวมทั้งไทย ก็มีปัญหานี้เช่นกัน แต่ที่หนักหน่วงที่สุด ดูเหมือนจะแซงหน้าญี่ปุ่นและหลาย ๆ ประเทศ ก็คือไต้หวัน

ไต้หวันกำลังประสบวิกฤตอัตราเกิดต่ำสุดในโลก คาดปี ค.ศ. 2037 เด็กเกิดใหม่จะลดลงเหลือปีละไม่ถึง 100,000 คน

          อัตราเจริญพันธุ์รวม (Total fertility rate, TFR) หรือจำนวนบุตรโดยเฉลี่ยที่สตรีคนหนึ่งจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์  (อายุ 15-45 ปี) จะต้องอยู่ที่ 2.1 หรือมากกว่า จึงจะถึงระดับที่ประชากรขยายตัวต่อไปได้ เมื่ออัตราการเจริญพันธุ์ของประเทศตกลงต่ำกว่า 2.1 จำนวนประชากรของประเทศนั้นจะเริ่มหดตัวลง

ตายมากกว่าเกิด! ในปี ค.ศ. 2020 เด็กเกิดใหม่ในไต้หวันลดเหลือ 165,249 คน ขณะที่ยอดจำนวนตาย 173,156 คน

          เมื่อปี ค.ศ. 2018 อัตราเจริญพันธุ์รวมของโลกอยู่ที่ 2.4 ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย มีอัตราเจริญพันธุ์รวมต่ำกว่า 2 อย่างอเมริกา 1.8 เยอรมัน 1.5 ญี่ปุ่น 1.4 และไต้หวัน 1.2

รัฐบาลผลักดันให้มีสถานรับเลี้ยงเด็กหรือเนอสเซอรี่เพิ่มขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กเกิดน้อย

          ล่าสุด กรมประมวลข่าวกลางสหรัฐอเมริกาประกาศตัวเลขคาดการณ์อัตราเจริญพันธุ์รวมของทั่วโลก พบว่าประเทศที่มีอัตราเจริญพันธุ์รวมสูงสุด ได้แก่ไนเจอร์ 6.91 อันโกล่า 5.90 คองโก 5.70 ต่ำสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ไต้หวัน 1.07 เกาหลีใต้ 1.09 สิงคโปร์ 1.15 มาเก๊า 1.21 และฮ่องกง 1.22

รัฐบาลผลักดันให้มีสถานรับเลี้ยงเด็กหรือเนอสเซอรี่เพิ่มขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาเด็กเกิดน้อย ในภาพเป็นเด็ก ๆ ในสถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก (ภาพจาก www.businesstoday.com.tw)

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง