:::

สโมสรผู้ฟัง วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม 2565

  • 08 August, 2022
สโมสรผู้ฟัง
ชาวไต้หวันแห่เที่ยวเกาะเสี่ยวหลิวฉิว นอกชายฝั่งเมืองผิงตง ซึ่งอยู่ใกล้น่านน้ำซ้อมรบจุดที่ 2 ของกองทัพจีน ห่างกันเพียง 9.5 กม. ขณะรอขึ้นเรือโดยสารในวันแรกที่จีนซ้อมรบ

1. คนไต้หวันรู้สึกอย่างไรกับการซ้อมรบรอบเกาะของจีน...ส่วนหนึ่งเฉย ๆ ยังแห่เที่ยวเกาะรอบนอก แต่ส่วนใหญ่กังวลสถานการณ์บานปลาย โดยเฉพาะผลกระทบทางเศรษฐกิจ

          สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ไต้หวันกลายเป็นจุดสนใจและความกังวลของทั่วโลก ที่หวั่นว่าความขัดแย้งของ 2 มหาอำนาจระหว่างจีน-สหรัฐฯ อาจนำไปสู่สงคราม และไต้หวันกลายเป็นสมรภูมิ คล้ายกับสงครามยูเครน-รัสเซียที่ขณะนี้ยังไม่ยุติลงหรือไม่? ชนวนมาจากการเดินทางเยือนไต้หวันของนางแนนซี เพโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎร สหรัฐอเมริกา ซึ่งเดินทางถึงสนามบินซงซาน ไทเป เมื่อตอนดึกเวลา 22.44 น. วันที่ 2 ส.ค. 65 พร้อมด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและเจ้าหน้าที่ร่วมคณะกว่า 20 คน

ตำรวจยืนป้องกันความปลอดภัยหน้าโรงแรมแกรนด์ไฮแอท ซึ่งเป็นโรงแรมที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เข้าพัก เมื่อกลางดึกวันที่ 2 ส.ค. 65 (ภาพจาก UDN)

          ขณะเดินทางถึงได้เข้าพักโรงแรมแกรนด์ไฮแอทในย่านซิ่นอี้ บริเวณติดกับตึกไทเป 101 มีคนไต้หวันไปรอรับจำนวนมาก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ต้อนรับ และกลุ่มต่อต้าน ตำรวจกว่า 400 นาย ปิดกั้นถนนและกันคนทั้งสองฝ่ายให้อยู่ห่างกัน จึงไม่เกิดอะไรขึ้น

          การเดินทางเยือนไต้หวันของประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ ทำไมถึงก่อให้เกิดสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างช่องแคบไต้หวันได้ถึงขนาดนี้ ทั้งที่คุณยายเพโลซีอายุมากถึง 82 ปีแล้ว แม้จะยังลงสมัครรับเลือกตั้ง สส. อีกหนึ่งสมัยในเดือน พ.ย. ปีนี้ แต่โอกาสที่จะรั้งตำแหน่งประธานสภาฯ คงน้อยเต็มที ทั้งนี้ เนื่องจากตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นบุคคลที่ทรงอำนาจสูงสุดลำดับที่ 3 ของสหรัฐ และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นางเพโลซีเป็นผู้ต่อต้านจีนตัวยง เคยถือป้ายต่อต้านจีนที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อปี ค.ศ. 1991 รวมทั้งสหรัฐฯ นับวันยิ่งหาทางปิดล้อมจีนในหลายด้าน ที่สำคัญจีนเห็นว่า สหรัฐฯ ปากให้คำมั่นว่ายังคงนโยบายจีนเดียว แต่การกระทำหาเป็นเช่นนั้นไม่

กลางดึกวันที่ 2 ส.ค. หลังจากที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐฯ เข้าพักในโรงแรมแล้ว ชาวไต้หวันกลุ่มที่ต้อนรับกับกลุ่มต่อต้านจึงค่อย ๆ สลายตัวกลับบ้าน (ภาพจาก UDN)

          สำหรับความเห็นของคนไต้หวันที่มีต่อการมาเยือนของนางเพโลซี จากโพลสำรวจของหนังสือพิมพ์ UDN พบว่า คนไต้หวันกว่าครึ่งเห็นว่า ผลเสียมากกว่าผลดี และอาจส่งผลต่อเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน กล่าวคือไม่ใช่ไม่ต้อนรับ แต่กลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตอย่างปกติสุขของตน แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยเห็นว่า มีส่วนช่วยในการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไต้หวันกับสหรัฐฯ มากยิ่งขึ้น

ภาพเปรียบเทียบจุดซ้อมรบของกองทัพปลดแอกประชาชนจีนเมื่อปี ค.ศ. 1996 กับปัจจุบัน

          ขณะที่ทั่วโลกผวาว่าไต้หวันจะกลายเป็นยูเครนหรือเปล่า? คนไต้หวันส่วนใหญ่รู้สึกถึงภัยสงครามที่อาจคืบคลานเข้าใกล้มากกว่าวิกฤตทุกครั้งที่ผ่านมา แต่เนื่องจากไต้หวันเผชิญหน้ากับจีนเป็นประจำจนเคยชิน ดังนั้น แม้จะหวั่น ๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนอย่างที่โลกภายนอกคาดคิด ทุกคนยังคงใช้ชีวิตอย่างปกติ ชาวไต้หวันที่ชอบเที่ยว ยังคงเดินทางไปท่องเที่ยวตามเกาะรอบนอก โดยเฉพาะเกาะเสี่ยวหลิวฉิว นอกชายฝั่งเมืองผิงตง ซึ่งอยู่ใกล้น่านน้ำซ้อมรบจุดที่ 2 ของกองทัพจีน ห่างกันเพียง 9.5 กม. ชาวบ้านในพื้นที่รู้สึกกลัว แต่ยอดจำนวนนักท่องเที่ยวยังค่อนข้างหนาตา แม้ว่าจะลดลงกว่าปกติประมาณ 20% ก็ตาม

ชาวไต้หวันบางส่วนไม่หวั่นการซ้อมรบของจีน ยังแห่เที่ยวเกาะเสี่ยวหลิวฉิว นอกชายฝั่งเมืองผิงตง ซึ่งอยู่ใกล้น่านน้ำซ้อมรบจุดที่ 2 ของกองทัพจีน ห่างกันเพียง 9.5 กม. ในภาพเป็นบรรยากาศขณะรอขึ้นเรือโดยสารในวันแรกที่จีนซ้อมรบ

          อย่างไรก็ตาม หลังจากที่นางเพโลซีเดินทางออกจากไต้หวันเมื่อวันที่ 3 ส.ค. ไปแล้ว ความลำบากของชาวไต้หวันที่ต้องเผชิญกับการตอบโต้จากจีนเพิ่งจะเริ่มขึ้น โดยเริ่มจากการซ้อมรบรอบเกาะไต้หวันด้วยกระสุนจริงถึง 6 จุดเป็นเวลา 3 วัน (ต่อมาเพิ่มเป็น 7 จุดและขยายเวลาออกไปอีก 1 วัน) แม้จะไม่ถึงกับปิดล้อม แต่ก็ทำให้การเดินเรือ เที่ยวบินโดยสารของสายการบินต่าง ๆ ต้องปรับเส้นทางการบินกันวุ่น และที่ได้รับผลกระทบมากสุดคือ ผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าประเภทอาหารและสัตว์น้ำ รวมถึงเกษตรกรที่ปลูกผลไม้ เบื้องต้นถูกศุลกากรของจีนสั่งแบนร่วม 200 รายการ

ชาวไต้หวันยังแห่เที่ยวเกาะเสี่ยวหลิวฉิว นอกชายฝั่งเมืองผิงตง ซึ่งอยู่ใกล้น่านน้ำซ้อมรบจุดที่ 2 ของกองทัพจีน ห่างกันเพียง 9.5 กม. ขณะรอขึ้นเรือโดยสารในวันแรกที่จีนซ้อมรบ

          ที่น่ากังวลคือ สินค้าประเภทอุตสาหกรรม เนื่องจากจีนแผ่นดินใหญ่เป็นตลาดใหญ่สุดของไต้หวัน ข้อมูลของกรมศุลกากรจีนพบว่า ปี 2564 ที่ผ่านมา มูลค่าสินค้าที่ไต้หวันส่งออกไปยังจีนแผ่นดินใหญ่สูงถึง 250,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ครองสัดส่วนสูง 43% ของการส่งออกทั้งหมด และไต้หวันได้เปรียบดุลการค้าถึง 171,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หากมีการแบนสินค้าไต้หวันมากขึ้น จะกระทบต่อการส่งออกและการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของไต้หวันอย่างหนัก

ชาวไต้หวันแห่เที่ยวเกาะเสี่ยวหลิวฉิว นอกชายฝั่งเมืองผิงตง ซึ่งอยู่ใกล้น่านน้ำซ้อมรบจุดที่ 2 ของกองทัพจีน ห่างกันเพียง 9.5 กม.

2. ไต้หวันใช้ข้าวกล้องเป็นวัตถุดิบผลิตอาหารสัตว์แทนถั่วเหลืองและข้าวโพดที่ราคาพุ่งพรวด ช่วยลดปัญหาข้าวล้นคลังได้ด้วย

      ช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานเกษตรและธัญญาหารไต้หวันแถลงว่า ปีนี้ได้มีการนำข้าวในคลังสำรองออกมาใช้ประโยชน์หลากหลายด้านมากขึ้น อาทิ ป้อนให้แก่ผู้ประกอบการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน สถานพักฟื้นและดูแลคนชรา และข้าวเก่าก็นำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์แทนถั่วเหลืองและข้าวโพดที่ราคาพุ่งสูงขึ้น

ไต้หวันมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวประมาณ 270,000 เฮกตาร์(1,687,500 ไร่) เพาะปลูกปีละ 2 ครั้ง ผลผลิตเฉลี่ยปีละ 1,270,000 ตัน(ภาพจาก newsmarket.com.tw)

      โครงการนำข้าวในคลังสำรองออกมาแจกจ่ายให้แก่ผู้เปราะบาง ซึ่งรวมถึงผู้มีรายได้ต่ำ ครอบครัวผู้ด้อยโอกาสและผู้ประสบภัยพิบัติทางธรรมชาติ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 2001  ต่อมาขยายกลุ่มเป้าหมายออกไปยังครอบครัวชนพื้นเมืองในชนบทที่ห่างไกล ศูนย์พักฟื้นและดูแลผู้สูงอายุ องค์กรการกุศลที่จัดหาอาหารให้แก่ผู้สูงอายุและคนเร่ร่อน เป็นต้น ในปีนี้รัฐบาลไต้หวันยังได้ขานรับนโยบายขององค์การสหประชาชาติที่ตั้งเป้าแก้ไขปัญหาความอดอยากหิวโหยให้หมดสิ้น (Zero Hunger) ภายในปี ค.ศ. 2030 ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) สำนักงานเกษตรและธัญญาหารจึงได้เพิ่มกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งได้แก่ ผู้ประกอบการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน นักโทษในเรือนจำ และผู้ผลิตอาหารสัตว์ โดยใช้วิธีจำหน่ายข้าวสารใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการอาหารกลางวันเด็กนักเรียนและนักโทษเรือนจำในราคาย่อมเยา รวมถึงจำหน่ายข้าวกล้องซึ่งเป็นข้าวเก่า (ประมาณ 2 ปี) ให้แก่ผู้ประกอบการอาหารสัตว์ เพื่อนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแทนถั่วเหลืองและข้าวโพดที่ราคาแพงขึ้น โดยในปีนี้จำหน่ายออกไปแล้ว 100,000 ตัน คาดว่าตลอดทั้งปีจะจำหน่ายในปริมาณ 300,000 ตัน

ข้าวล้นคลังสำรอง ไต้หวันเริ่มใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์แทนถั่วเหลืองและข้าวโพดที่ราคาพุ่งพรวดพราด

      สำนักงานการเกษตรและธัญญาหารเปิดเผยว่า แต่ละปีรัฐบาลจะซื้อข้าวเพื่อเก็บไว้ในคลังสำรองประมาณ 300,000- 400,000 ตัน ซึ่งเป็นปริมาณที่เพียงพอแก่การบริโภคของประชากรเป็นเวลา 3 เดือน เดิมข้าวในคลังสำรอง จะถูกนำมาใช้สำหรับตรึงราคาข้าว หากเกิดสภาพการณ์ราคาข้าวสารถีบตัวสูงขึ้น และหลังจากเก็บสำรองไว้เป็นเวลา 1 ปี จะนำออกมาจำหน่ายให้แก่กองทัพ ครอบครัวทหาร ข้าราชการและครู หรือโรงงานผลิตสุราซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ ในราคาย่อมเยา

ข้าวสารบางส่วน ส่งไปช่วยเหลือประเทศพันธมิตร

 

ผู้จัดรายการ

ความคิดเห็นที่เกี่ยวข้อง